All posts by Theresa Carlson

จิบไวน์โพรวองซ์ ท่องทุ่งลาเวนเดอร์


พอเอ่ยชื่อโพรวองซ์ กลิ่นดอกลาเวนเดอร์จะลอยมาแตะจมูก หากหลับตานึกต่อก็จะเห็นทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงยาวสุดสายตา โพรวองซ์คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางลำดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะในฤดูร้อนโพรวองซ์ จะคึกคักเป็นพิเศษ ว่ากันว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากทุ่งดอกลาเวนเดอร์แล้ว โพรวองซ์มีไวน์ดีจนต้องตามไปดูชิมให้ถึงถิ่นเลยทีเดียว 

แคว้นโพรวองซ์

แคว้นโพรวองซ์อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสติดกับอิตาลี ดินแดนที่มีธรรมชาติงดงามมีความหลากหลายทางภูมิประเทศ ทั้งภูเขา สายน้ำ ทะเล ความหลากหลายและอากาศที่เอื้ออำนวยนี่เอง ที่ทำให้ที่นี่มีทั้งทุ่งดอกไม้ และไร่องุ่น ช่วงเดือน มิถุนายน-กรกฎาคม ทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงจะบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมกำจร ผู้คนต่างแห่มาชม มาดมดอกไม้

หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วไปริมชายฝั่งทะเลเมอดิเตอร์เรเนียน ที่เรียกว่า “เฟรนช์ ริเวียร่า” (French Riviera) ล้วนทาสีคล้ายกัน โดยใช้สีส้มแดงหรือเหลืองอ่อน ที่เรียกว่าสีออคเกอร์ (ocher) ทำให้บรรยากาศดูน่ารัก อบอุ่น และน่าอยู่

โพรวองซ์ไม่ได้มีแต่เพียงภูมิประเทศเท่านั้นที่งดงาม แต่ยังมีอารยธรรมเก่าแก่ในยุคโรมันให้เห็น แถบนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในอดีตที่ได้ขยายอำนาจไปทั่วยุโรป

ความงามของโพรวองซ์นั้นทำให้มีจิตกรชื่อดังมาปักหลักอาศัยอยู่หลายคน เช่น แวนโก๊ะห์ ชาวเนเธอร์แลนด์, เซซานน์ ชาวฝรั่งเศส และ ปีกัสโซ ชาวสเปน จิตกรเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติรอบตัว จนสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างงดงาม ซึ่งผลงานเหล่านั้นมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจนถึงปัจจุบัน

ไร่องุ่น และไวน์โพรวองซ์

                จากความหลากหลายของสภาพภูมิประเทศ อากาศที่นี่จึงเหมาะแก่การปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ นอกจากนี้สภาพดินที่นี่ก็แตกต่างกันทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในแหล่งปลูกองุ่นที่สามารถปลูกได้หลากหลายพันธุ์ โดยเฉพาะในบริเวณProvence-Alpes-Côte d’Azur หรือกลุ่มเมืองบนเนินเขาที่เชื่อมระหว่างเทือกเขาแอลป์และทะเลเมอดิเตอร์เรเนียน โดยมีแม่น้ำโรห์นไหลผ่าน

ไร่องุ่นที่นี่นั้นว่ากันว่าปลูกมาช้านานกว่า 2,300 ปีเลยทีเดียว เป็นไวน์ในยุคเก่าของยุโรปที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น หลายสมัย รวมทั้งที่ขายต่อเปลี่ยนมือเปลี่ยนเจ้าของ ถ้าสังเกตจะพบว่ามีไวน์จากชาโตว์ (Chateau) หรือปราสาท มากมายหลายยี่ห้อ

องุ่นที่ปลูกในโพรวองซ์มีทั้งองุ่นแดงและองุ่นขาว องุ่นจากถิ่นนี้เช่น ชิรัซ (Shiraz), กาบาร์เน โซวิญง (Cabernet Sauvignon), การิงาน (Carignan), มัวเวเดร (Mourvedre) ฯลฯ

ลักษณะเฉพาะของไวน์โพรวองซ์นั้นเป็นไวน์ที่หมักบ่มไม่นาน สด และมีรสชาติผลไม้ ซึ่งเหมาะกับการดื่มควบคู่อาหารพวกปิ้งย่าง ไวน์แดงคุณภาพดี ๆ ของโพรวองซ์สามารถเก็บไว้ได้นานหลายปี ไวน์แดงที่มีอายุหลายปี หากนำมาดื่มคู่กับชีสนิ่ม ๆ ของฝรั่งเศสจะเข้ากันได้ดีที่สุด สีของไวน์โพรวองซ์จะมีสีชมพูเรื่อ ๆ มีกลิ่นหอม และรสชาติฉ่ำในปาก

ไวน์สีกุหลาบเหมาะแก่การดื่มในช่วงหน้าร้อน จะนั่งจิบที่ระเบียงชมวิวทะเล หรือนำไปจิบชมทุ่งลาเวนเดอร์ก็ได้ อาจได้บรรยากาศแสนโรแมนติก ไวน์สีกุหลาบฉ่ำในปาก ส่วนสีม่วงของลาเวนเดอร์ก็ฉ่ำในตา แถมด้วยกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ก็ฉ่ำในจมูก

หากจะไปเยี่ยมชมไร่องุ่น ชมโรงบ่มไวน์ และชิมไวน์ในโพรวองซ์ ขอแนะนำให้จองล่วงหน้า ก่อนการเดินทางจะดีที่สุด เพราะที่นี่มีดีที่ใคร ๆ ก็อยากไป

 

เรียนรู้เรื่องไวน์ฉบับเร่งรัด ก่อนตัดสินใจซื้อไวน์สักขวด

ในขณะที่มีคนมากมายนิยมดื่มไวน์ แต่กลับไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับไวน์เท่าไหร่นัก ประเภท “ดื่มได้” แต่เลือก “ไม่เป็น” เมื่อไปยืนอยู่ในแผนกไวน์ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็อาจทำให้รู้สึกมึนงงสงสัย การที่เรามีความรู้เรื่องไวน์บ้าง ก็จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกซื้อไวน์ได้ง่ายขึ้น

ข้อแนะนำในการเลือกไวน์

หากไม่มั่นใจว่าไวน์ประเภทไหนดื่มกับอะไร และไวน์แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร ลองศึกษาข้อแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้เป็นตัวช่วย ผู้ที่ชำนาญเรื่องไวน์ หรือกูรูไวน์มักจะแนะนำไวน์ที่แตกต่าง โดดเด่น นั่นอาจนำมาซึ่งราคาที่สูงลิ่ว ข้อควรจำก็คือ ไม่มีใครที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับไวน์ ตัวเลือกและรสนิยมเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเอง คุณอาจจะนิยมชมชอบไวน์ประเภทที่กูรูไวน์ส่ายหัว หรือผู้ชำนาญไวน์เกลียดนักหนา

เปลี่ยนแปลงความคิด เปิดใจทดลองสิ่งใหม่ ๆ สนุกกับการหาประสบการณ์รอบตัวในโลกของไวน์ แล้วคุณจะไม่รู้สึกเสียดายเวลาที่ได้ทำเช่นนั้น

จำไว้ว่าสีของไวน์ไม่ได้เหมือนสีขององุ่นที่ผลิตไวน์ออกมา สีของไวน์จะแตกต่างไปตามกรรมวิธีการหมักบ่ม และผิวขององุ่นก็จะทำให้เกิดสีต่าง ๆ ที่เห็นเป็นเอกลักษณ์ในขั้นตอนสุดท้ายของการผลิต

เลือกแก้วไวน์ที่ถูกต้องในการทดลองดื่ม หรือในการเสิร์ฟไวน์ แก้วไวน์ที่ปากแคบ ก้านยาว ทรงกลม จะทำให้เรามองเห็นสีสันของไวน์ และเมื่อต้องแกว่งแก้วก็สามารถทำได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการใช้แก้วที่ใหญ่และจุมากเกินไป

หากอยากทดลองดื่มไวน์ราคาแพงควรสั่งไวน์ หรือซื้อไวน์จากแหล่งไวน์ที่มีอากาศอบอุ่น หรือเขตร้อน ไม่มีใครตั้งกฎเกณฑ์ว่าไวน์ควรซื้อจากที่ไหน แต่โดยทั่วไปไวน์จากถิ่นที่มีอากาศอบอุ่น หรืออากาศร้อนจะมีรสชาติดี และเป็นไวน์ที่มีเสน่ห์มากกว่าแหล่งอื่น เมื่อเลือกซื้อครั้งแรกอาจทดลองไวน์จากฝรั่งเศส แคลิฟอร์เนีย หรือไวน์ท้องถิ่นจากออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจให้คุณได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการตัดสินใจซื้อไวน์ที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น การซื้อไวน์ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ไวน์ดังกล่าวสามารถคาดหวังได้ว่าจะได้ไวน์ที่ถูกใจคุณ และอาจจะถูกใจแขกของคุณด้วย

ซอสราดเนื้อดี ๆ ไวน์แดงช่วยได้ หากอาหารมื้อนั้นเป็นเมนูเนื้อ การทำซอสให้อร่อยเพียงเติมไวน์แดง และเนยลงไปเป็นส่วนผสมของซอส ตั้งไฟให้ร้อนจนแอลกอฮอล์ระเหยออกหมด คุณก็จะได้ซอสราดเนื้อที่แสนอร่อย

อย่าให้รสนิยมการดื่มไวน์ของคนอื่นมีอิทธิพลเหนือรสนิยมการดื่มไวน์ของคุณ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะได้เลือกสิ่งที่แตกต่าง และตัดสินใจว่ารักชอบไวน์ชนิดใด แต่ละคนล้วนมีรสนิยมเฉพาะส่วนตัว ไวน์ชนิดเดียวกันอาจจะรู้สึกแตกต่างกัน อย่าทึกทักเอาเองว่าการดื่มไวน์ที่แนะนำจากผู้ชำนาญเรื่องไวน์ จะทำให้คุณดูเป็นผู้ที่มีรสนิยมดีขึ้นมาได้

อ่านศึกษาหาความรู้เรื่องไวน์เท่าที่คุณจะสามารถทำได้ ไม่เพียงแต่ตำราไวน์ แต่ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต บล็อก หรืออื่น ๆ ล้วนเป็นแหล่งข้อมูลที่ดี มีไวน์ใหม่ ๆ ออกสู่ท้องตลาดทุกวัน นั่นจะเป็นตัวช่วยที่ดี ที่ทำให้คุณค้นพบไวน์ที่มีคุณภาพ มีคุณค่า และคุณรื่นรมย์กับการดื่มไวน์ได้เป็นอย่างดี

ควรดื่มไวน์ในอุณหภูมิที่เหมาะสมตามที่แนะนำไว้บนฉลาก เพื่อช่วยให้รสชาติของไวน์คงเดิม ไวน์แดงควรดื่มที่อุณหภูมิประมาณ 14-15 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวควรดื่มที่อุณหภูมิประมาณ 8 องศาเซลเซียส เพราะไวน์ขาวที่อุ่นเกินไปรสชาติจะไม่ชวนดื่ม

เมื่อเดินเข้าร้านไวน์คราวต่อไป อย่าลืมนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกไวน์ เพราะถ้าสุ่ม ๆ เลือกไวน์มาสักขวด หากโชคดีก็อาจได้ไวน์ที่พอจะดื่มได้ หากโชคร้ายก็อาจจะถึงขั้นอยากเทไวน์ทิ้งเลยทีเดียว นอกจากเสียดายเงินค่าไวน์ แล้ว ยังเจ็บใจอีกต่างหาก

Category : สาระน่ารู้

Tag :  เรียนรู้เรื่องไวน์, การเลือกไวน์,  ซื้อไวน์

เครดิตภาพ : https://pixabay.com/de/wein-weingarten-flaschen-weingut-853109/

ดื่มไวน์คู่อาหาร & จิบไวน์แกล้มชีส คู่หูที่ลงตัว

การรับประทานไวน์คู่กับอาหาร เป็นการเพิ่มรสชาติอาหารในมื้อนั้น ๆ ให้ดียิ่งขึ้นไป ชาวยุโรป หรือในประเทศที่นิยมดื่มไวน์ จึงจับคู่ไวน์ตามรสชาติของไวน์แต่ละชนิด เข้าคู่กับอาหารที่รับประทานเช่น อาหารรสจัด อาหารทะเล อาหารประเภทเนื้อ อาหารจานผัก ฯลฯ นอกจากไวน์ดื่มคู่กับอาหารแล้ว หลายท้องถิ่นยังนิยมจิบไวน์แกล้มชีสอีกด้วย

จับไวน์เข้าคู่กับอาหาร

                แม้ว่ารสนิยมในการดื่มไวน์จะเป็นเรื่องส่วนบุคคล หลายคนอาจจะทดลองดื่มไวน์หลากหลายชนิด คู่กับอาหารประเภทต่าง ๆ จนค้นพบรสชาติที่ถูกใจตนเอง และทำรายการไวน์คู่กับอาหารไว้ประจำตัว แต่ก็มีข้อพึงจำว่า ไม่ใช่ว่าไวน์แดง หรือไวน์ขาวทุกชนิดจะเหมาะกับอาหารจานเดียวกันนั้น และสำหรับผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าอาหารที่เรารับประทานควรเลือกไวน์ประเภทใด ก็อาจจะยึดตามหลักการง่าย ๆ โดยแยกจากประเภทของไวน์ดังนี้

  • ไวน์ชาร์ดอเน (Chardonnay) ที่ไม่ได้หมักในถังไม้โอ๊ก ควรดื่มกับอาหารประเภทพาสต้า ซีฟู้ด หรืออาหารที่ไม่หนักท้องมาก ส่วนไวน์ชาดอนเนที่หมักในถังไม้โอ๊กรสชาติจะเข้มข้นกว่า อาจจะรับประทานกับอาหารมื้อที่หนักท้องมากกว่า เช่น ปลา พาสต้าซอสครีมทั้งหลาย
  • โซวีญงบล็อง (Sauvignon Blanc) ดื่มคู่กับอาหารจานเนื้อขาว ๆ เช่น ปลาที่ปรุงด้วยสมุนไพร หรือชีสแพะ
  • ปีโนกรีโจ (Pinot Grigio) ดื่มคู่กับอาหารจานผัก จานหอย สลัดซีฟู้ด
  • ไวน์สีกุหลาบ หรือโรเซ่ (Rosé) ดื่มคู่กับ อาหารประเภทซีฟู้ด หอย ฮอทด็อก เบอร์เกอร์ ซึ่งถือว่าไวน์โรเซ่นั้นสามารถดื่มได้กับอาหารหลายประเภท ขึ้นอยู่กับรสชาติจากการหมัก ว่าโรเซ่ชนิดนั้นหลงเหลือน้ำตาลจากกระบวนการหมักบ่มอยู่มากน้อยแค่ไหน ซึ่งมีตั้งแต่รสหวาน ไปจนถึงดราย (Dryไม่มีรสหวาน)
  • ปีโนนัวร์ (Pinot Noir) ไวน์ชนิดนี้จะคล้าย ๆ ไวน์กุหลาบ สามารถดื่มคู่กับอาหารได้หลายประเภท ลองกับอาหารจานปลา ประเภทปลาแซลมอน ไก่อบเห็ดและซอสครีม เป็นต้น
  • แมร์โล (Merlot) ดื่มคู่กับพิซซ่า พาสต้าซอสมะเขือเทศ หรือพอร์คช็อป
  • กาแบร์เน-โซวีญง (Cabernet Sauvignon) ดื่มคู่กับเนื้อแกะ สเต็ก เบอร์เกอร์
  • เกเวือร์ซทรามีเนอร์ (Gewürztraminer) นิยมดื่มคู่กับอาหารรสชาติจัดจ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในไวน์ที่เข้าคู่กันดีกับอาหารไทยของเรา

ไวน์กับชีส Yes Please!

การดื่มไวน์แกล้มชีสหลังมื้ออาหาร หรือเป็นของว่าง เป็นที่นิยมในสังคมตะวันตก ตามอาหาร หรือร้านไวน์ทั่ว ๆ ไปจะมีเมนูพิเศษไวน์แกล้มชีส ชีสมีหลากหลายประเภทเช่นเดียวกับไวน์ จึงมีการจับคู่ที่เหมาะสมและส่งเสริมรสชาติกันและกันเช่นเดียวกับไวน์และอาหาร เช่น ไวน์แมร์โลจิบแกล้มชีสแข็งเกาด้า (Gauda), ชาร์ดอเน จิบคู่กับชีสนิ่ม ๆ อย่างบรี (Brie), กีอันติ จิบคู่กับชีสแข็งพาร์เมซาน (Pamesan) , ไวน์รีสลิ่ง จิบคู่กับชีสอ่อนเบลอ (Blue), ปินัวร์ กริจิโอ จิบคู่ชีสอ่อนริคอสต้า (Ricotta), โซวีญงบล็อง จิบคู่กับชีสแข็งกรูว์แยร์ (Gruyère) , ชีสอ่อนมอสซเรลลา (Mossrella) , กาแบร์เน-โซวีญง จิบคู่กับชีสเชดด้า (Cheddar) เป็นต้น

ในสังคมยุโรปวัฒนธรรมการดื่มไวน์คู่กับอาหาร และชีสนั้นมีมาช้านาน นอกเหนือจากที่กล่าวถึงยังมีไวน์ อาหาร และชีส อีกหลายประเภทที่นิยมดื่ม และรับประทานคู่กัน รสนิยมของคนไทยเราอาจจะแตกต่างออกไป แต่หากลองเปลี่ยนจากการจิบไวน์เพียว ๆ โดยไม่ต้องมีอะไรแกล้ม มาเป็นจิบไวน์คู่กับอาหารไทย หรือลองไวน์กับชีสแปลก ๆ ดูบ้างก็จะทำให้เราได้รู้จักรสชาติที่แตกต่างออกไปจากที่เราคุ้นเคย

 

มาหัดพูดจาภาษาไวน์ กันเถอะ

เรื่องของไวน์มีหลากหลายที่ควรรู้ ผู้ที่นิยมดื่มไวน์เมื่อเอ่ยถึงไวน์ จะมีภาษาไวน์ที่สื่อสารให้เข้าใจได้ตรงกัน ไม่ใช่เพียงการพูดเพื่ออวดภูมิรู้ หรือพูดเท่ ๆ แต่ภาษาไวน์ในที่นี้ หมายถึงเป็นคำเฉพาะที่อธิบายถึงไวน์ขวดนั้น ๆ อาจจะหมายถึงบุคลิกของไวน์ รสชาติของไวน์ หรือส่วนผสมของไวน์ ซึ่งช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น รวมทั้งสามารถบอกได้ว่าคุณชอบหรือไม่ชอบไวน์ขวดนั้นเพราะอะไร

รู้จักภาษาไวน์

  • Acidity หมายถึงกรดในไวน์ ซึ่งเกิดจากกระบวนการหมักบ่ม ที่ทำให้ไวน์ชนิดนั้นมีรสชาติที่มีชีวิตชีวา หรือรสชาติเข้มข้น
  • Aftertaste หมายถึงรสชาติของไวน์ที่เหลือติดลิ้น ติดปากหลังการดื่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของไวน์ว่า ไวน์ชนิดนั้นไปสัมผัสส่วนใดของลิ้น และทิ้งรสชาติแบบใดไว้ในปากเรา
  • Aroma หมายถึงกลิ่นของไวน์
  • Balance หมายถึงไวน์ที่มีส่วนผสมลงตัว จากการนำส่วนประกอบที่แตกต่างของไวน์ต่างชนิดมารวมกัน
  • Blend หมายถึงการนำองุ่นต่างชนิดมาผสมกัน เพื่อผลิตไวน์ให้ได้รสชาติที่ซับซ้อนขึ้น
  • Bouquet หมายถึงกลิ่นของไวน์ที่มาจากระยะเวลาในกระบวนการหมักบ่ม
  • Corked หมายถึงไวน์ที่มีกลิ่นและรสชาติของไม้ก๊อก ไวน์ขวดนั้นยังสามารถดื่มได้ไม่ได้มีพิษแต่อย่างใด แต่ไวน์จะเสียรสชาติจนไม่น่าดื่ม
  • Crisp หมายถึงไวน์ที่มีรสชาติกระชุ่มกระชวยจากกรดในไวน์ โดยเฉพาะในไวน์ขาว
  • Dry ดรายไวน์ คือไวน์ที่หมักจนไม่เหลือความหวานของน้ำตาล ส่วนSemi-Dry คือไวน์ที่ยังหลงเหลือรสหวานอยู่บ้าง
  • Floral หมายถึงไวน์ที่มีกลิ่นและรสชาติของดอกไม้ พบได้ในไวน์ขาวทั่ว ๆ ไป
  • Fruity หมายถึงไวน์ที่รสชาติและกลิ่นของผลไม้ เช่น ราสเบอร์รี่ เชอร์รี่ ฯลฯ
  • Legs หมายถึงไวน์ที่ติดขอบแก้วเมื่อแกว่งแก้วทดลองไวน์ หากมีไวน์ข้างแก้วไหลลงก้นแก้วเยอะ แสดงว่าไวน์นั้นมีแอลกอฮอล์สูง
  • New World หมายถึงพื้นที่ผลิตไวน์ที่ไม่ใช่พื้นที่ดั้งเดิม เช่น อเมริกา ชิลี ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ นิวซีแลนด์ เป็นต้น
  • Old World หมายถึงพื้นที่ผลิตไวน์ตั้งแต่ดั้งเดิม เช่นในยุโรป และ อเมริกาเหนือ
  • Oxidised หมายถึงไวน์ที่ทำปฏิกิริยากับอากาศ ทำให้สีและรสชาติของไวน์เปลี่ยนไป จึงควรอ่านข้อแนะนำในการจัดเก็บไวน์ให้ถูกต้อง
  •  Palate หมายถึงไวน์จะให้รสชาติแตกต่างกัน เมื่อไวน์สัมผัสส่วนที่แตกต่างของลิ้น เช่น โคนลิ้น ปลายลิ้น กระพุ้งปาก เป็นต้น
  • Soft หมายถึงไวน์ที่ยังมีปริมาณน้ำตาลอยู่มาก ซึ่งจะมีชั้นของกรดและสารแทนนิน ที่เป็นตัวกำหนดรสชาติความเข้มและความหยาบของไวน์
  • Tannins แทนนินเป็นสารที่พบในเมล็ดองุ่น ในกระบวนการบดทับองุ่นสารแทนนินจะดูดซึมน้ำองุ่น ทำให้ไวน์มีน้ำตาลน้อย
  • Terroir หมายถึงความคาดหวังตามสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่น สภาพภูมิประเทศ และสภาพของดิน ซึ่งมีผลต่อรสชาติของไวน์นั้น ๆ

นอกเหลือจากคำที่กล่าวมายังมีคำต่าง ๆ อีกหลายคำ เมื่อเราไปเลือกซื้อไวน์ในร้านไวน์ อาจจะได้ยินคำเหล่านี้จากผู้ที่แนะนำไวน์ให้เรา หากเราพอจะรู้คำศัพท์ของไวน์บ้าง ก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าเขากำลังหมายถึงอะไร ยิ่งถ้าเราใช้ภาษาไวน์ตั้งคำถามหรือตอบกลับก็อาจจะทำให้คนฟังรู้สึกได้ว่า เรานั้นเป็นผู้พอจะมีภูมิรู้อยู่บ้าง และสามารถพูดจาภาษาเดียวกันได้

 

9 ข้อในการเลือกไวน์ดี และ 9 ข้อในการหลีกเลี่ยงไวน์แย่

ผู้คนทั่วโลกต่างนิยมดื่มไวน์กันมากขึ้น มีทั้งที่เชื่อว่าดื่มแล้วดีต่อสุขภาพ และดื่มเพื่อเข้าสังคม หรือดื่มเพื่อเพิ่มรสชาติอาหาร เมื่อไวน์เป็นที่นิยมดื่มกันมากขึ้นการผลิตไวน์ก็มีมากขึ้น มีไวน์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดไวน์มากมาย กระบวนการผลิตจึงมีทั้งที่ได้คุณภาพและไม่ได้คุณภาพ แล้วเราจะรู้หรือแยกแยะไวน์ได้อย่างไร มาลองดูตัวช่วย 9 ข้อในการเลือกไวน์กัน

9 ข้อแนะนำในการเลือกและสังเกตไวน์ดี

  1. ลักษณะที่สังเกตเห็นด้วยตา หยิบขวดมาสังเกตดูว่าสีไวน์เป็นอย่างไร ไวน์ที่ดีควรมีสีใส ไม่มีตะกอนตกค้าง
  2. แอลกอฮอล์ในไวน์ที่ดีมีระดับ หากแกว่งแก้ว หยดไวน์จากขอบแก้วที่ไหลลงแก้วจะใสไม่ขุ่นมัว
  3. รสชาติของผลไม้ และความเปรี้ยวจากการหมักบ่มต้องมีความกลมกลืนกัน
  4. สีสัน สีของไวน์ขาวควรมีสีเหลืองทองไปจนถึงสีอำพัน ส่วนไวน์แดงควรมีสีทับทิม ไปจนถึงสีของสตรอว์เบอร์รี
  5. ปริมาณแอลกอฮอล์ ในไวน์แดงที่ดีมีคุณภาพจะมีปริมาณไม่ต่ำกว่า 12%
  6. สิ่งที่ตกค้างในปากหลังการดื่ม ไวน์ที่ดีเมื่อดื่มจะสัมผัสได้ถึงรสชาติกลมกลืนที่ติดลิ้น ไวน์แดงรสชาตินั้นจะอยู่นานกว่าไวน์ขาว
  7. การเก็บรักษา เมื่อเปิดขวดและดื่มไม่หมดในคราวเดียว ทั้งไวน์แดงและไวน์ขาวควรเก็บในตู้เย็น และควรเก็บไว้ไม่เกิน 4-5 วัน
  8. การดื่มไวน์จากแก้วไวน์ทรงกลมปากแคบ จะช่วยกระจายรสชาติของไวน์แท้ ๆ ไปทั่วลิ้น และช่วยลดรสเปรี้ยวในไวน์
  9. ราคาของไวน์ต่อขวดไม่ใช่ตัวตัดสินว่าไวน์นั้นดีมีคุณภาพ ไวน์ดีและไวน์มีคุณภาพเป็นรสนิยมส่วนบุคคล

9 ข้อแนะนำในการหลีกเลี่ยงไวน์แย่

  1. หากเปิดขวดไวน์ หรือดมกลิ่นไวน์ แล้วได้กลิ่นกำมะถัน กลิ่นเปรี้ยวหรือกลิ่นเหมือนไข่เน่า ควรหลีกเลี่ยงไวน์ชนิดนั้น
  1. อายุของไวน์ไม่ได้การันตีว่าไวน์นั้นจะดี ไวน์บางชนิดยิ่งเก็บนานรสชาติยิ่งแย่ มีไวน์ถึง 90 % ที่ควรดื่มในระหว่าง 3-5 ปี
  2. ฟองในไวน์ ฟองเล็ก ๆ ในไวน์บ่งบอกถึงการหมักบ่มที่ไม่ได้มาตรฐาน ยกเว้นไวน์ประเภทสปาร์คกลิ้งไวน์ (Sparkling Wine) ซึ่งเป็นไวน์ที่มีฟอง
  3. ตะกอนก้นขวด มีไวน์บางชนิดที่ได้รับการยกเว้น และมีเกล็ดตะกอนจากองุ่น แต่ไวน์โดยทั่วไปไม่ควรมีความขุ่น
  4. เมื่อเปิดขวดรินไวน์ ไม่ควรมีเศษโลหะจากฝาขวดตกค้างอยู่ในไวน์
  5. ฉลากบนขวดไวน์ ต้องระบุปีที่ผลิตไวน์ แหล่งที่มา และพันธ์ุองุ่น
  6. สารแทนนินในไวน์มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่หากดื่มแล้วมีรสขมนั่นแสดงว่าเกิดจากการหมักองุ่นโดยที่องุ่นยังไม่สุกดี
  7. ไวน์มีรสชาติไม้ก๊อก เกิดจากปากขวดไวน์ที่ปิดไม่สนิท ขวดไวน์มีอุณหภูมิที่สูงเกินไป
  8. ไวน์ที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี ไม่ควรมีความขุ่นมัว หากพบว่าไวน์อายุน้อย ๆ มีความขุ่นมัวก็ควรหลีกเลี่ยง

9 ข้อที่นำเสนอไปเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ที่ช่วยแยกแยะไวน์แบบคร่าว ๆ ซึ่งเป็นตัวช่วยสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มหัดดื่ม หัดศึกษา เมื่อตั้งใจจะดื่มไวน์ การเรียนรู้เรื่องไวน์นั้นเป็นเรื่องจำเป็น เรื่องของไวน์ และโลกของไวน์ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย และรายละเอียดอีกมากมายให้ศึกษา การสั่งสมประสบการณ์จะทำให้เรารู้จักไวน์มากขึ้น เสน่ห์ของไวน์จึงยังชวนหลงใหลอยู่เสมอ อ่านบทความนี้แล้วลองไปซื้อไวน์สักขวด มาลองจิบดูสักแก้ว คุณอาจจะหลงรักไวน์จนกลายเป็นผู้ชำนาญเรื่องไวน์ก็เป็นได้

 

คุณค่าและประโยชน์ของไวน์แดงที่มีต่อสุขภาพของเรา

การดื่มไวน์ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นการสร้างความสุนทรีทางอารมณ์ แม้ในทางการแพทย์จะระบุว่า การดื่มแอลกอฮอล์นั้นเป็นผลเสียต่อสุขภาพ แต่การดื่มไวน์แดงในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน ประโยชน์และคุณค่าของไวน์แดงนั้นมีหลายด้านเลยทีเดียว

รู้จักไวน์แดง

  • ไวน์แดงผลิตจากองุ่นสีเข้มหลากหลายพันธุ์
  • สีของไวน์แดงเกิดจากความต่างของพันธุ์องุ่น ที่มีทั้งสีแดง สีม่วงเข้ม และสีน้ำเงิน
  • ในขั้นตอนการผลิตจะต้องให้ผิวองุ่นด้านนอกสัมผัสกับน้ำองุ่นตลอดเวลา เพื่อให้ได้ไวน์แดงที่สมบูรณ์แบบ
  • ขั้นตอนข้างต้นทำให้เกิดการกระจายตัวของสี และสารแทนนิน
  • ไวน์แดงที่มีชื่อเสียงที่สุด และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในตลาดไวน์นั้น มีประมาณ 50 ชนิด
  • ความแตกต่างของไวน์แต่ละชนิดนั้น รวมถึงส่วนผสมที่อยู่ในไวน์ด้วย เช่น เชอร์รี่, พลัม, ราสเบอร์รี่, บอยเซนเบอร์รี่, ลูกเกด, กาแฟ, ดอกไม้, ยาสูบ ฯลฯ
  • ความหลากหลายขององุ่น ส่วนประกอบ สี และรสชาติต่าง ๆ ในกระบวนการผลิต ล้วนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของไวน์

ประโยชน์ที่แฝงอยู่ในไวน์แดง

  • ไวน์แดงช่วยป้องกันโรคหัวใจ การดื่มไวน์แดงเป็นประจำในปริมาณที่เหมาะสมสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้
  • ไวน์แดงมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง ซึ่งสามารถป้องกันการสะสมไขมันในหลอดเลือด
  • ประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของไวน์แดงคือ ช่วยควบคุมจังหวะการทำงานของหัวใจ รวมทั้งป้องกันหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
  • สารเมลาโตนินที่อยู่ในไวน์แดง ช่วยให้นอนหลับสบาย
  • สารเมลาโตนินช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบร่างกาย ทำให้มีสุขภาพดี การดื่มไวน์แดงในปริมาณที่พอเหมาะ 50-100 มิลลิลิตรก่อนเวลาเข้านอน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและนอนพักผ่อนได้อย่างเต็มที่
  • ไวน์แดงไม่มีไขมัน ในช่วงลดน้ำหนักก็ดื่มไวน์ได้ จะเห็นได้ว่าคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่นิยมดื่มไวน์ และจับคู่ไวน์กับอาหารต่าง ๆ แม้แต่อาหารที่เปี่ยมไปด้วยไขมัน การดื่มไวน์เป็นการช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น
  • การดื่มไวน์แดงอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  • สารที่อยู่ในไวน์แดงช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด
  • สารต้านอนุมูลอิสระ และสารแทนนินที่อยู่ในไวน์อินทรีย์ ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี
  • ไวน์แดงใช้ทำความสะอาดผิวหน้าได้ ช่วยปิดรูขุมขน และทำให้หน้ากระชับ
  • ไวน์แดงอุดมไปด้วยกรดอะมิโน ซึ่งช่วยฟื้นฟูผิวจากการถูกแสงแดดทำร้ายได้
  • ดื่มไวน์แดงช่วยป้องกันโรคเบาหวาน
  • ไวน์แดงช่วยป้องกันและรักษาเหงือกอักเสบ
  • ดื่มไวน์ช่วยชะลอวัย การดื่มไวน์แดงช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ นอกจากนี้ในโลกของความงาม ไวน์แดงยังมีประโยชน์อีกมากมายหลายอย่าง

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันประโยชน์และคุณค่าต่าง ๆ ที่กล่าวมาเป็นทั้งความเชื่อ และความจริงที่แฝงอยู่ในไวน์แดง นั่นยิ่ง

สนับสนุนให้ไวน์เป็นที่รู้จัก และนิยมดื่มเพิ่มมากขึ้นในทั่วทุกมุมโลก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการดื่มไวน์ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น จึงจะเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพและร่างกาย หากดื่มมากมายจนไร้สติ ไวน์ก็จะกลายเป็นสิ่งให้โทษไปทันที และโทษจากแอลกอฮอล์ก็ใหญ่หลวงไม่แพ้ประโยชน์ที่แฝงอยู่ในไวน์เช่นกัน อย่าเชื่อเพียงเพราะมีคนบอกคุณให้เชื่อ จงเชื่ออย่างมีสติ แล้วคุณจะพบคุณค่านั้นด้วยตนเอง

 

กีอันติ (Chianti) แห่งทอสคานา พื้นที่ปลูกไวน์ที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นแห่งแรกของโลก

หากเอ่ยถึงแคว้นทอสคานา (Toscana) หรือทัสคานีในภาษาอังกฤษ (Tuscany) หลายคนอาจจะนึกถึงฟลอเรนซ์เมืองหลวงของแคว้นนี้ และนึกถึงหอเอนปิซา ต้นไซปรัสสูงชะลูดเรียงราย หมู่บ้านบนเนินเขา ต้นโอลีฟ ทุ่งสีเขียวสลับเหลือง และไร่องุ่นลดหลั่นตามไหล่เขายาวสุดลูกตา แต่สิ่งหนึ่งที่คนลืมนึกถึงคือที่นี่มีพื้นที่ปลูกองุ่นผลิตไวน์อันโด่งดังของอิตาลีชื่อว่า กีอันติ 

แคว้นทอสคาน่า

                หากใครได้ไปเยือนแคว้นทอสคาน่า เชื่อว่าทุกคนจะต้องหลงรักแคว้นนี้ เพราะที่นี่มีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมกระจายให้ชมอยู่ทั่วทั้งแคว้น แต่ละแห่งล้วนงดงามมีคุณค่าจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ไม่ว่าจะเป็นเมือง ฟีเรนเซ หรือที่เราเรียกว่าฟลอเรนซ์ (Firenze/Florence), ปิซา (Pisa), ซานจิมิยาโน (San Gimignano), เซียนนา (Siena), เพียนซา (Pienza) และวาลดอร์เซีย (Val d’Orcia) นอกจากนี้ทัศนียภาพของแคว้นนี้ก็สวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ภาพปราสาท กำแพงเมือง และหมู่บ้านบนเขาที่มีให้เห็นอยู่ทั่วแคว้น เป็นภาพที่ทำให้นึกถึงอัศวินในชุดเกราะ ขี่ม้าอย่างสง่างามผ่านไร่องุ่น นั่นอาจจะเป็นเพราะไร่องุ่นที่นี่ มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ และเรื่องเล่าของอัศวินชาวเซียนนา และอัศวินชาวฟรอเรนซ์ ที่เล่าต่อสืบมาช้านานตั้งแต่ยุคกลาง

ไวน์จากกีอันติ

                พื้นที่ปลูกองุ่นผลิตไวน์ที่มีประวัติยาวนานกว่า 2,000 ปี ในแคว้นทอสคานา ตั้งอยู่ระหว่างเมืองฟลอเรนซ์กับเมืองเซียนนา พื้นที่แห่งนี้เรียกว่า Chianti-Classico เป็นแหล่งปลูกองุ่นผลิตไวน์ที่จดทะเบียนชื่อการค้าเป็นแห่งแรกของโลก เมื่อปี ค.ศ. 1716 โดย แกรนด์ดุ๊ก โคซิโมที่ 3 แห่งตระกูลเมอดิซีอันโด่งดัง เมื่อเอ่ยชื่อ Chianti ทุกคนจะรู้ว่าเป็นไวน์จากอิตาลี แต่ไวน์จากกีอันติที่เป็นพื้นที่ดั้งเดิม จะมีสัญลักษณ์ไก่ดำ ในกรอบชมพูติดอยู่ เป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับตำนานการแบ่งเขตแดนในยุคอัศวิน

กีอันติ เป็นพื้นที่ที่ไม่มีเขตแดนที่แน่ชัด เนื่องจากพื้นที่ปลูกองุ่นเดิมนั้น ไม่เพียงพอต่อการผลิตไวน์ จึงได้ขยายจากบริเวณเดิมไปมาก แต่ไวน์ที่ผลิตจากบริเวณอื่น ๆ นอกเหนือจากบริเวณเดิมจะระบุไว้ชัดเจนบนฉลาก และไม่มีตราไก่ดำบนขวด นอกจากนี้ยังมีการควบคุมการผลิต และกำหนดคุณภาพไว้อย่างชัดเจน

ความพิเศษของไวน์จากกิอันติ คือ การนำองุ่นพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่มาผลิตไวน์ โดยใช้องุ่นพันธุ์ Sangiovese ในปริมาณ 80 % และองุ่นพันธุ์อื่น ๆ 20%  สีของไวน์จากกีอันติจะเป็นสีทับทิมเข้มอ่อน ตามอายุการหมักบ่ม มีกลิ่นพิเศษจากการหมักบ่ม และกลิ่นดอกไม้และผลไม้ เป็นดรายไวน์ที่มีรสชาติของผลไม้  และรสของสารแทนนินจากการหมักบ่ม

หากมีโอกาสได้ไปเยือนแคว้นทอสคานา อย่าลืมหาเวลาไปชมบรรยากาศอันงดงามเหมือนภาพในโปสการ์ด บนเส้นทางผ่านไร่องุ่นในกีอันติ สามารถแวะชมโรงบ่มไวน์ ชิมไวน์ ซื้อไวน์จากผู้ผลิตได้โดยตรง หรือจะจองทัวร์ “ชิมไวน์” ผ่านบริษัททัวร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดโปรแกรมชิมไวน์แกล้มชีส พาสต้า และเนื้ออบเย็นต่าง ๆ แต่หากไม่ชอบเดินทางกับทัวร์ ก็สามารถท่องเที่ยวด้วยตนเองได้โดยรถโดยสารสาธารณะ, จักรยาน หรือเดิน ถ้าหากขับรถเที่ยวเองบนเส้นทางนี้ หลังแวะชิมไวน์แล้วก็อย่าลืมกฎ “เมาไม่ขับ”

 

7 ข้อ ง่าย ๆ ที่เราควรรู้ ก่อนการเลือกไวน์มาดื่มคู่กับมื้ออาหาร

โลกของไวน์มีเรื่องให้เราเรียนรู้ได้เสมอ และมีมากมายจนไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้หมด บางคนอาจจะรู้จักไวน์ด้วยการทดลอง สังเกต อ่าน ฯลฯ และด้วยข้อควรรู้ 7 ข้อนี้ จะเป็นตัวช่วยให้คุณเลือกไวน์มาดื่มคู่กับมื้ออาหารได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ ทำให้คุณสามารถสั่งสมประสบการณ์เรื่องไวน์ขึ้นมาอีกขั้น

สิ่งที่ควรรู้ก่อนเลือกไวน์มาดื่ม

  1. การดื่มไวน์ที่จะทำให้คุณสนุกสนานรื่นรมย์ได้อย่างดีที่สุด นั่นคือการที่คุณมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ยึดหลักความพอเหมาะพอดี ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่คุณมีแขกมาเยือน การดื่มไวน์ในมื้ออาหารเที่ยง หรือมื้ออาหารเย็นช่วยส่งเสริมรสชาติอาหารนั้น ๆ ได้เสมอ แต่หากคุณเผอเรอหรือตั้งใจดื่มจนเมามาย ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะ ไม่ควรไปทันที การดื่มไวน์แต่เพียงพอดี ไวน์จะช่วยให้คุณรื่นรมย์ในชีวิตได้อย่างยาวนาน
  2. หากคุณเป็นนักดื่มไวน์มือใหม่ คุณควรจะรู้ความจริงว่า ทำไมผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์ถึงต้องบ้วนไวน์ทิ้ง หลังการทดลองดื่มไวน์ การบ้วนหรือถ่มไวน์ทิ้ง เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้มีรสชาติไวน์ติดอยู่ในปาก ทำให้สามารถทดลองดื่มไวน์อื่น ๆ ได้อีก โดยที่รสชาติไวน์ไม่ตีกัน การทดลองดื่มนั้นควรจิบไวน์แต่น้อย รอสัก 2-3 วินาทีให้รู้รสชาติไวน์นั้น ๆ แล้วจึงบ้วนทิ้ง
  3. ไวน์ต่างชนิดดื่มต่างอุณหภูมิ ไม่ใช่ว่าไวน์ทุกชนิดจะมีรสชาติดีในอุณภูมิเดียวกัน ไวน์ขาวมักดื่มเย็น ไวน์แดงควรดื่มในอุณหภูมิที่ต่ำว่าอุณหภูมิห้องเล็กน้อย การดื่มไวน์ที่ไม่เหมาะสมกับอุณหภูมิที่ควรดื่ม อาจจะทำให้ไวน์นั้นมีรสชาติแย่ จนคุณอาจทึกทักเอาเองว่าไวน์นั้นเป็นไวน์ห่วย ๆ ได้
  4. ไวน์ที่เหลือในขวด ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 4 วัน เพราะเมื่อไวน์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ไวน์ขวดนั้นอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งรสชาติและความสมดุลในไวน์ ไวน์ที่ดื่มไม่หมดหากเก็บนานเกินไป ก็ไม่ควรนำมาดื่มอีก แต่สามารถนำไปประกอบอาหารได้
  5. เมื่อจะเลือกซื้อไวน์ควรเลือกให้ตรงตามรสนิยมของคุณ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์อาจจะแนะนำไวน์ที่คุณไม่รู้จัก และฟังน่าสนใจ แต่หากไวน์นั้นไม่ตรงกับรสนิยมของคุณ มันก็จะเป็นแค่ไวน์แย่ ๆ ขวดหนึ่งเท่านั้นเอง หากมีไวน์ที่ราคาไม่แพง และความแตกต่างของราคาคือตัวกระตุ้นให้คุณอยากทดลองไวน์ขวดนั้น ก็จงอย่ารอช้าที่จะเลือกไวน์นั้นมาทดลองดื่ม เพราะเป้าหมายคือการดื่มอะไรสักอย่าง ที่ทำให้คุณสนุกสนานรื่นรมย์กับมัน
  6. หากคุณมีไวน์เก็บไว้ในห้องเก็บไวน์หลายขวด ก็ควรจะทำบัญชี จัดระเบียบไวน์ของคุณ เพื่อให้รู้ว่าไวน์นั้นซื้อหรือได้มานานแค่ไหนแล้ว ถึงเวลาควรนำมาดื่มแล้วหรือยัง ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ง่ายต่อการดูแลไวน์แล้ว อาจจะช่วยให้ห้องเก็บไวน์ของคุณเป็นระเบียบขึ้นมากด้วย
  7. ก่อนเข้าไปซื้อไวน์ควรวางงบประมาณไว้ในใจ ว่าคุณต้องการจ่ายค่าไวน์เท่าไหร่ ร้านไวน์ หรือซุปเปอร์มาเก็ตที่มีไวน์หลากหลายให้คุณเลือก อาจจะทำให้คุณตัดสินใจเรื่องราคาได้ยาก แต่หากคุณกำหนดราคาคร่าว ๆ ไว้ล่วงหน้าก็จะทำให้คุณสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยที่คุณไม่ต้องซื้อไวน์ในราคาที่แพงจนเกินไป

ในสังคมตะวันตก การเลือกไวน์คู่กับอาหารถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าอาหารมื้อนั้นจะรับประทานที่บ้าน หรือในร้านอาหารก็ตาม การได้รับประทานอาหารมื้อธรรมดา ๆ  คู่กับไวน์ดี ๆ สักแก้ว อาจทำให้อาหารมื้อนั้นกลายเป็นมื้อพิเศษขึ้นมาได้  และถึงตอนนี้คุณก็พร้อมแล้วที่จะเดินเข้าร้านไวน์ เลือกไวน์สักขวด หรือเข้าไปรับประทานอาหารในร้านอาหาร และเลือกไวน์ให้มื้ออาหารของคุณได้อย่างมั่นใจ

 

เรียนรู้เรื่องไวน์ขั้นพื้นฐาน สไตล์เยอรมัน


                สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการดื่มไวน์ การศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับไวน์ ไว้เพื่อประดับความรู้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ความรู้ขั้นพื้นฐานเรื่องไวน์ตามแบบเยอรมัน จะทำให้เรารู้จักไวน์โดยสังเขป ในเยอรมันจะแยกความต่างของไวน์ตามองค์ประกอบต่าง ๆ หลายองค์ประกอบ

ความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับไวน์

คุณภาพ ในเยอรมันจะแบ่งคุณภาพของไวน์ออกเป็น 4 ประเภท คือ ไวน์ธรรมดาที่ไม่ระบุแหล่งผลิต ไวน์ที่ระบุภูมิภาค ไวน์ระบุแหล่งผลิตและที่มา ไวน์คุณภาพที่ได้รับการควบคุม ซึ่งในโอกาสสำคัญต่าง ๆ คนส่วนใหญ่จะยึดหลัก “คุณภาพ” ด้วยการเลือกไวน์ที่มีชื่อเสียงมาเป็นตัวชูโรง

แหล่งผลิตไวน์ ในเยอรมันมีแหล่งผลิตไวน์ทั้งหมด 13 แห่ง ซึ่งแต่เดิมมีเพียง 11  แห่ง แต่ได้นับแหล่งผลิตไว้เพิ่มอีกสองแห่งคือ ซาลเล-อุนชทรูธ (Saale-Unstrut) และซัคเซน (Sachsen) แหล่งผลิตไวน์เหล่านี้จะสามารถบอกภาพลักษณ์ หรือรสชาติของไวน์ได้

พันธุ์องุ่น พันธุ์องุ่นขาวที่สำคัญของเยอรมันคือ รีสลิ่ง (Riesling), มึลเลอร์-ทัวร์เกา (Müller-Thurgau), ซิลวาเนอร์ (Silvaner)  และพันธุ์องุ่นแดงที่สำคัญ คือปิโนนัวร์ หรือเยอรมันเรียกว่า ชเปทเบอกุนเดอร์ (Spätburgunder), ดอร์นเฟลเดอร์ Dornfelder, โปตุกีสเซอร์ (Portugieser)

ฉลาก ชื่อของพันธุ์องุ่น อาจจะไม่ระบุอยู่บนฉลากข้างขวด เพราะไวน์ขวดนั้นอาจจะผลิตมาจากองุ่นหลายพันธุ์นำผสมกัน หรือที่เรียกว่าคูเวCuv’ee เป็นการผสมองุ่นหลายพันธุ์ จนทำให้ได้ไวน์รสชาติที่ดีออกมา แต่จะไม่นิยมนำองุ่นที่หมักต่างปีมาผสมกันเพื่อผลิตไวน์

ไวน์และอาหาร การผลิตไวน์ในปัจจุบันโดยทั่วไปนั้น จะยึดหลักความเชื่อมโยงของรสชาติไวน์ และอาหาร เพราะการดื่มไวน์ระหว่างมื้ออาหารเป็นการเพิ่มรสชาติให้อาหารนั้น ๆ การเลือกไวน์ที่เข้ากันกับอาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไวน์ชนิดไหน รสชาติไหนเข้ากับอาหารประเภทใด หากการลองครั้งแรกไม่ประสบผล ก็จะเริ่มผสมผสานใหม่จนได้รสชาติที่ลงตัวและเข้ากัน

หากเป็นไปได้ก็ควรยึดหลักง่าย ๆ เช่น หลีกเลี่ยงการดื่มไวน์แดงกับหน่อไม้ฝรั่งหรือไก่ และหลีกเลี่ยงการดื่มไวน์ขาวกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ป่า เป็นต้น

การเสิร์ฟไวน์บนโต๊ะ หากคุณต้องลองไวน์บนโต๊ะอาหารควรปฏิบัติดังนี้

-ตั้งไวน์ไว้สักพัก

-ดมกลิ่น เป็นลำดับแรก ไวน์ที่ดีไม่ควรมีกลิ่นไม้ก๊อก

-จิบไวน์นิดหน่อย กลั้วให้ทั่วปากก่อนกลืนไวน์ ไวน์ที่ดีไม่ควรมีรสชาติบาดคอ หรือรสบูดติดลิ้น

ไวน์เพื่อสุขภาพ เชื่อกันว่าหากดื่มไวน์แดง 1/4 ลิตรต่อวัน จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ เพราะในไวน์มีสารโพลีฟีนซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจได้

สำหรับคนรักไวน์แล้ว ความรู้เรื่องไวน์นั้นสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และมีเรื่องให้เรียนรู้มากมาย ทั้งจากการอ่าน การฟัง การทดลองจากประสบการณ์จริง ความรู้เรื่องไวน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราศึกษา นอกจากจะช่วยเพิ่มพูนความรู้รอบตัวเกี่ยวกับไวน์ให้เราแล้ว อาจเป็นตัวช่วยสำคัญในการเข้าสังคม การเริ่มต้นบทสนทนากับคนแปลกหน้า กับเพื่อนร่วมงาน หรือกับเจ้านาย นอกจากดื่มไวน์ “เป็น” แล้ว การพูดคุยเรื่องไวน์กับคนอื่น ๆ ก็สามารถบอกได้ว่าเราพอจะมีภูมิความรู้ และรู้จักไวน์ดีแค่ไหน

 

โรงบ่มไวน์หวาน Portwine จากโปรตุเกส

ไวน์จากยุโรปหากเอ่ยชื่อพอร์ทไวน์ (Portwine) เชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องรู้จัก พอร์ทไวน์เป็นไวน์ที่มีรสชาติหวานที่นิยมดื่มก่อน หรือหลังมื้ออาหาร หรือที่ถูกเรียกว่าไวน์ของหวาน แม้จะเป็นไวน์ที่มีรสชาติหวาน แต่พอร์ทไวน์ก็มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่ว เสน่ห์ของพอร์ทไวน์ คงไม่ได้มีเพียงแค่ความหวานเป็นแน่

Porto เมือง แห่ง Portwine

โปร์ตู หรือพอร์โต (Porto) หรือ โอพอร์โต (Oporto) เมืองใหญ่เป็นอันดับสองรองจากลิสบอน อยู่ห่างจากลิสบอนขึ้นไปทางเหนือ พอร์โต มีลำน้ำ ดูโร (Douro) ไหลผ่าน ปากแม่น้ำคือประตูสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งคำว่า โปร์ตู หมายถึงเมืองท่านั่นเอง Porto นอกจากได้ขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก ให้เป็นเมืองแห่งมรดกทางวัฒนธรรมแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่มาของชื่อไวน์ที่มีรสชาติหวานคือ พอร์ทไวน์ ของโปรตุเกสนั่นเอง

Vila Nova de Gaia หรือ Gaia เมืองเล็ก ๆ ฝั่งตรงข้าม Porto ที่เพียงแต่เดินข้ามสะพานโดมหลุยส์ (Ponte Dom Luís I) ซึ่งเชื่อมระหว่าง Porto และGaia เมืองศูนย์กลางของพอร์ทไวน์ มีโรงบ่มไวน์ตั้งเรียงรายอยู่หลากหลายยี่ห้อ รวมทั้งมีบาร์ในบรรยากาศดี ๆ ให้นั่งจิบไวน์ชมบรรยากศของเมืองพอร์โต กับความโรแมนติกของลำน้ำดูโร และสะพานหลุยส์ที่มีฐานล่างละม้ายคล้ายหอไอเฟล

โรงแก็บและบ่มไวน์หวานแห่ง Gaia นั้นสามารถเข้าไปชม และชิมไวน์ต่าง ๆ ได้ตามโปรแกรมที่โรงบ่มแต่ละยี่ห้อนำเสนอ สามารถจองล่วงหน้าเพื่อให้ไกด์นำชม และเล่าเรื่องราวความเป็นมาของไวน์หวานให้ฟัง

พอร์ทไวน์

พอร์ตไวน์ ชื่อนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนการค้า และไวน์จากที่นี่เท่านั้นที่จะถูกเรียกว่า พอร์ทไวน์ โดยบนฉลากจะระบุชื่อ Porto ไว้ชัดเจน พอร์ทไวน์แท้ ๆ จึงมาจาก Porto เท่านั้น

แหล่งปลูกองุ่นเพื่อผลิตพอร์ทไวน์นั้นอยู่ในหุบเขาริมแม่น้ำดูโร ซึ่งเป็นที่รู้จักมาช้านาน และเป็นพื้นที่ปลูกองุ่นที่ขึ้นทะเบียนสงวน สำหรับปลูกองุ่นทำพอร์ตไวน์ นับเป็นการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งที่สามของโลกรองจากแหล่งผลิต Tokaj-Hegyalja ในฮังการี และChianti ในอิตาลี

พันธุ์องุ่นที่สำคัญ ๆ  และเป็นที่รู้จัก ส่วนใหญ่ปลูกในโปรตุเกส พันธุ์ที่นำมาผลิตพอร์ทไวน์ เช่นTouriga Nacional, Tinta Barroca, Touriga Francesca, Tinta Roriz, Tinta Amarela และTinto Cão การผลิตพอร์ทไวน์ในขั้นตอนแรก ๆ จะผลิตจากที่อื่นและขนส่งไวน์มาทางแม่น้ำ มาเก็บและบ่มในโรงบ่มที่ Gaia  แต่ในปัจจุบันจะขนมาโดยรถบรรทุก  ส่วนเรือที่ใช้ขนส่งไวน์มาแต่ดั้งเดิมเราจะเห็นจอดประดับไว้ให้ชมริมแม่น้ำดูโรนั่นเอง

พอร์ทไวน์แบ่งเป็นสองลักษณะ การหมักบ่มองุ่นแดงแบบแรกคือการหมักองุ่นแดง 2-3ปี ในถังสแตนเลส ก่อนบรรจุลงขวด เรียกว่าRuby  ส่วนการหมักบ่มองุ่นแดงในถังไม้จะเรียกว่า Tawny

คุณภาพ รสชาติ และราคาของพอร์ตไวน์นั้นมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับวิธีการและอายุของการหมักบ่ม บางขวดก็หมักบ่มถึง 40 ปี ซึ่งพอร์ทไวน์ที่หมักบ่มระหว่าง 10-40 ปีจะได้ชื่อว่าเป็น วินเทจ (Vintage) พอร์ทไวน์

หากอยากลองรสชาติไวน์ที่หวานละมุนติดลิ้น ต้องลองพอร์ทไวน์สักครั้ง พอร์ทไวน์นิยมดื่มเย็นแต่ไม่เย็นจัด ดื่มแกล้มกับของหวานประเภทช็อกโกแลตก็ยิ่งเพิ่มความหวานกลมกล่อม หากได้ไปลิ้มลองถึงถิ่น จะยิ่งได้บรรยากาศ ทั้งการชมโรงบ่มไวน์ และการจิบไวน์ริมแม่น้ำดูโร ชมพระอาทิตย์ลับฟ้าในทะเลแอตแลนติก