All posts by Theresa Carlson

สาระน่ารู้ แนะนำผลไม้ที่สามารถนำมาทำเป็นไวน์รสเลิศได้

หลาย ๆ คน อาจจะเคยเข้าใจว่า ไวน์ทำมาจากองุ่นได้เพียงอย่างเดียว เพราะส่วนใหญ่จะเห็นแค่การทำไวน์จากองุ่นพันธุ์ต่าง ๆ เป็นส่วนมาก แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้มีแค่องุ่นที่สามารถนำมาหมักเป็นไวน์ได้ แต่ยังมีผลไม้ต่าง ๆ อีกมากมาย บางชนิดอาจจะเป็นผลไม้แปลก ๆ ที่เราไม่เคยคุ้นหูก็มี แถมยังสามารถนำมาหมักทำเป็นไวน์ผลไม้แสนอร่อยได้เช่นกัน เรียกได้ว่ามีเยอะแยะมากมายเลยทีเดียว ยกเว้นผลไม้จำพวกที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ เช่น ทุเรียน มะม่วง ข้าวโพด เป็นต้น เพราะจะทำให้การหมักไวน์ออกมาให้ใสทำได้ยาก แต่จะแนะนำเป็นผลไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานต่าง ๆ มีกลิ่นหอม เพราะจะได้ไวน์ผลไม้ออกมามีรสชาติที่สดชื่นเปรี้ยวอมหวาน หอมละมุน

ผลไม้ที่นิยมนำมาทำไวน์ผลไม้

  • สตรอเบอร์รี่ ผลไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน และกลิ่นที่หอม จึงเหมาะสำหรับการนำมาทำไวน์เป็นอย่างมาก จะเห็นว่าตอนนี้มีไวน์ผลไม้ที่ทำจากสตรอเบอร์รี่ออกมาให้ได้ลิ้มลองกันบ้างแล้ว ในร้านอาหารหรือร้านขายไวน์ชั้นนำทั่วไปก็มีไวน์สตรอเบอร์รี่วางขายกันหลายยี่ห้อ การทำไวน์สตรอเบอร์รี่เองก็จะมีขั้นตอนพื้นฐานคล้าย ๆ กับการทำไวน์องุ่น แต่อาจจะมีระยะเวลาในการหมักหรือวัตถุดิบที่ใส่เพิ่มลงไปอาจจะมีแตกต่างกันบ้าง
  • สับปะรด เป็นผลไม้อีกชนิดที่คนนิยมนำมาทำไวน์ โดยอาจจะนำมาดัดแปลงเป็นไวน์ขาวไว้จิบตอนเย็น ๆ ก่อนมื้ออาหาร หรือจิบคู่กับอาหารรสชาติเบา ๆ อย่างสลัดผัก ก็ดูเข้ากันดี ด้วยรสชาติของสับปะรดที่ออกเปรี้ยวนำหวาน เหมือนนำมาหมักจนกลายมาเป็นไวน์ จึงมีความสดชื่นและรสชาติดีไม่น้อยเลยทีเดียว
  • ลูกพีช ผลไม้หอมหวานที่คนนิยมนำมาเป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มต่าง ๆ ด้วยกลิ่นหอมของลูกพีชและรสชาติที่หวานอร่อย เมื่อนำมาหมักเป็นไวน์จะทำให้ได้ไวน์ที่มีกลิ่นและรสชาติที่น่าหลงใหลมาก อาจจะนำมาทำเป็นสปาร์คกลิ้งไวน์ หรือไวน์มีฟองที่เรารู้จักกันดีก็ได้ เพราะนอกจากจะได้ไวน์ที่มีความซ่าแล้ว ยังทำให้ได้ความหอมของลูกพีชเข้ามาด้วย ยิ่งจิบตอนเย็นจัด ๆ แล้วล่ะก็ จะให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายมากเลยทีเดียว

                นอกจากนี้ยังมีผลไม้อีกจำนวนมากที่สามารถนำมาทำเป็นไวน์ได้ เช่น ราสเบอร์รี่ มะขาม  ลิ้นจี่ แอปเปิ้ล เป็นต้น ซึ่งผลไม้แต่ละอย่างก็จะให้รสชาติและกลิ่นที่แตกต่างกันออกไป ผลไม้บางชนิดที่รสชาติเปรี้ยวมาก ๆ ในขั้นตอนของการหมักก็อาจจะมีการเพิ่มน้ำตาลลงไปได้เพื่อเพิ่มความหวาน แต่ไม่ว่าไวน์ผลไม้จะชวนให้น่าลิ้มลองแค่ไหน แต่ก็อย่าลืมว่าไวน์คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่น้ำผลไม้ เพราะฉะนั้นควรดื่มแต่พอดีกับร่างกาย

 

Wine in love มาดูประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่องไวน์กัน


หากพูดถึงเรื่องไวน์แล้ว คงมีหลาย ๆ คนที่มักจะคิดถึงการจิบไวน์บนโต๊ะอาหาร การจิบไวน์เพื่องานสังสรรค์ หรือเพื่อผ่อนคลายยามเหนื่อยล้า หรือบางคนก็อาจชื่นชอบเครื่องดื่มไวน์โดยส่วนตัวอยู่แล้ว สำหรับบ้านเราเอง ไวน์อาจจำกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าในหลาย ๆ ประเทศได้มีการผลิตและดื่มไวน์กันมาอย่างยาวนานแล้ว ทั้งแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียง และรสชาติของไวน์ที่ดี จนทำให้คนในประเทศนั้น ๆ คุ้นชินกับการดื่มไวน์ในชีวิตประจำวันกันจนเป็นเรื่องปกติ ถ้าเปรียบให้เห็นภาพก็คงเหมือนบ้านเราที่นิยมดื่มเบียร์ในงานเลี้ยงต่าง ๆ นั่นเอง

3 ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องไวน์

  • ประเทศฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในประเทศที่นิยมดื่มไวน์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และยังเป็นประเทศที่มีการผลิตไวน์ มีโรงบ่มไวน์ และไวน์ที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน ประเทศฝรั่งเศสมีการปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์กันหลายพื้นที่ แต่ละพื้นที่ก็จะมีจุดเด่นของพันธุ์องุ่นและไวน์ที่แตกต่างกันไป เช่น สปาร์คกลิ้งไวน์ที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดอย่างแชมเปญ (Champagne) ก็ถูกคิดค้นและผลิตขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส โดยมีชื่อตามแคว้นที่ผลิต นั่นก็คือแคว้นแชมเปญนั่นเอง นอกจากนั้นยังมีแคว้นที่ปลูกและผลิตไวน์ขนาดใหญ่เป็นที่รู้จักระดับโลกอย่างแคว้น บอร์โด (Bordeaux) ที่ถือเป็นแหล่งปลุกองุ่นและผลิตไวน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศฝรั่งเศส มีไวน์ที่มีชื่อเสียงมากมายที่ถือกำเนิดขึ้นจากแคว้นนี้ จนกล่าวได้ว่าหากไวน์ขวดใดที่มาจากแคว้นนี้รับรองว่ารสชาติไม่มีผิดหวังแน่นอน
  • ประเทศอิตาลี ประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีการผลิตและส่งออกไวน์มากที่สุดอีกหนึ่งประเทศ ประทศอิตาลีถือเป็นประเทศที่มีพื้นที่ที่ใช้ปลุกองุ่นและผลิตไวน์เยอะมาก ๆ แทบจะทั่วประเทศก็ว่าได้ แหล่งผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักก็อาทิเช่น แคว้นเวเนโต้ (Veneto) และเมืองเคียนติ (Chianti)ในแคว้นทัสคานี (Tuscany) เป็นต้น
  • ประเทศชิลี อีกหนึ่งประเทศผู้ส่งออกไวน์ที่เป็นที่รู้จักของโลก และยังถือเป็นประเทศที่มีการผลิตไวน์มาอย่างยาวนานด้วย ไวน์ชิลี่เป็นไวน์ที่ดื่มง่าย รสชาติดี โดยเฉพาะไวน์แดงที่ผลิตจากพันธุ์องุ่นที่มีชื่อเสียงจากหลายพันธุ์ เช่น แมร์โล (Merlot) และการ์เมเนีย (Carmenere) ซึ่งเป็นพันธุ์องุ่นที่เคยปลูกอยู่ที่แคว้นบอร์โด ประเทศฝรั่งเศส แต่ต่อมาได้สูญพันธุ์ไป

นอกจากประเทศที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอีกหลาย ๆ ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตไวน์ และนิยมดื่มไวน์ที่มีเป็นที่รู้จัก เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย หรือประเทศที่ผลิตไวน์สมัยใหม่อย่างญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละที่ต่างมีรสชาติ และคุณภาพของไวน์ที่มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง ซึ่งหากจะถามว่าไวน์จากที่ไหนมีรสชาติที่ดีที่สุด ก็คงจะตอบได้ยาก เพราะคุณต้องลองมาสัมผัสไวน์แต่ละที่ด้วยตัวของคุณเอง

 

รู้หรือไม่ อุณหภูมิมีผลต่อรสชาติของไวน์ด้วยนะ


อุณหภูมิถือว่ามีความสำคัญกับไวน์เป็นอย่างมาก นับตั้งแต่ขั้นตอนการหมัก การบ่มไวน์ การเก็บไวน์ จนมาถึงการดื่มไวน์ ไม่ว่าไวน์จะอยู่ในขั้นตอนไหน การรักษาอุณหภูมิของไวน์ที่เหมาะสม จะช่วยทำให้คุณภาพและรสชาติของไวน์ไม่ผิดเพี้ยน และยังช่วยให้ไวน์มีรสชาติความกลมกล่อมขึ้นด้วย จะเห็นจากโรงบ่มไวน์ต่าง ๆ จะมีการควบคุมอุณหภูมิในการบ่มให้คงที่ ไม่ปล่อยให้สภาพอากาศมามีผลกระทบต่อไวน์ได้ง่าย ต่อมาจนบรรจุไวน์ลงขวดก็ต้องมีการเก็บรักษาไวน์ต่อในที่ ๆ มีอุณหภูมิที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน แม้แต่ขั้นตอนในการรินไวน์เพื่อดื่มก็ยังคงต้องคำนึงถึงอุณหภูมิและสภาพอากาศตอนนั้นร่วมด้วย เรียกได้ว่าอุณหภูมิมีผลต่อสีและรสชาติไวน์ในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตมาจนถึงการดื่มเลยทีเดียว

อุณหภูมิที่เหมาะสมของไวน์แต่ละแบบ

                ในการหมักไวน์แต่ละประเภท นอกจากระยะเวลาในการหมักที่ต่างกันแล้ว ก็จะมีการใช้อุณหภูมิที่ต่างกันด้วย อย่างเช่นไวน์ขาวจะใช้อุณหภูมิในการหมักที่ต่ำกว่าไวน์แดง เนื่องจากไวน์ขาวจะอาศัยความเย็นที่ในการหมักที่มากกว่าไวน์แดง นอกจากนั้นในการจิบไวน์ในแต่ละครั้ง ก็ควรจะมีอุณหภูมิที่เหมาะสมของไวน์แต่ละประเภทด้วย

  • ไวน์แดง ควรรินไวน์ลงแก้วละจิบในอุณหภูมิห้อง ไม่ควรเย็นจัด เพราะไวน์แดงเป็นไวน์ที่มีรสฝาดนำ มีความเข้มข้น และมีรสชาติที่ซับซ้อน หากไวน์มีอุณหภูมิที่เย็นเกินไป หรือร้อนเกินไป ก็จะทำให้สีและรสชาติของไวน์เปลี่ยนไป อาจจะมีรสชาติที่ฝาดขึ้นและกลิ่นแรงขึ้นจนเวียนหัวได้ เพราะฉะนั้นสำหรับไวน์แดงที่มีความเข้มข้นแบบนี้ควรรินและจิบไวน์ในอุณหภูมิห้องจะดีที่สุด เพราะจะทำให้เราได้รับรสชาติไวน์ที่คงที่ และได้สัมผัสกับกลิ่นของไวน์ที่แท้จริง
  • ไวน์ขาว จะเหมาะกับการจิบในอุณหภูมิที่เย็น เพราะจะให้ความรู้สึกที่สดชื่น และได้กลิ่นหอมของผลไม้ในไวน์ที่ขึ้นมาแตะจมูกตอนจิบ ทำให้ได้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและรสชาติละมุนลิ้น ส่วนมากไวน์ขาวจะไม่รอให้ไวน์อุ่น หรือปล่อยให้ไวน์โดนอุณหภูมิที่สูงมากเกินไป เพราะหากเป็นแบบนั้น จะทำให้สีและรสชาติของไวน์กร่อยลงไปจากเดิมได้
  • สปาร์คกลิ้งไวน์ ไวน์จำพวกมีฟองซ่า หรือแชมเปญที่หลาย ๆ คนรู้จักกันดี มักจิบกันตอนที่เย็นจัด ๆ เพราะจะทำให้ความซ่าของไวน์ยังอยู่ และรสชาติเปรี้ยวอมหวานของตัวไวน์ไม่โดนกลบไป ทำให้ผู้ที่ดื่มรู้สึกสดชื่น ได้สัมผัสกับความซ่าของไวน์ได้อย่างเต็มที่ ไวน์ประเภทนี้จึงเหมาะมากที่จะจิบทันทีหลังนำออกมาจากตู้แช่

นอกจากจะดูเรื่องอุณหภูมิที่มีผลต่อสีและรสชาติของไวน์แล้ว ก็อย่าลืมคำนึงถึงปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น อาหารที่ทานกับไวน์ เวลาในการจิบไวน์ เป็นต้น เพราะปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้สามารถทำให้ไวน์ที่คุณจิบมีรสชาติที่ดีขึ้นหรือแย่ลงได้เช่นกัน

 

มาเลือกแก้วไวน์ที่ใช่ จับคู่กับไวน์ที่ชอบกันเถอะ


นอกจากเราจะเลือกไวน์ที่ชอบกันได้แล้ว ภาชนะที่ใส่ไวน์ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กันนะ จะเห็นว่าแก้วไวน์ มักจะเป็นแก้วที่จะมีลักษณะรูปทรงที่ไม่เหมือนกับแก้วที่ใส่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่น ๆ แต่จะมีลักษณะเฉพาะที่เมื่อมองก็จะรู้ได้ทันทีว่าคือแก้วไวน์ แต่จริง ๆ แล้วแก้วไวน์มีหลายแบบหลายรูปทรงอยู่เหมือนกัน แต่ละแบบก็จะออกแบบมาเพื่อใช้คู่กับไวน์ที่แตกต่างกันไป

ลักษณะโดยทั่วไปของแก้วไวน์

  • แก้วไวน์จะมีลักษณะขอบแก้วที่บาง ไม่หนาเหมือนแก้วน้ำหรือแก้วเบียร์ทั่วไป นั่นก็เพราะว่าของแก้วที่บางจะช่วยให้การจิบไวน์ของเราละมุนขึ้น ช่วยเพิ่มสัมผัสที่อ่อนนุ่มไม่แข็งกระด้างจนเกินไป และทำให้ริมฝีปากของเราสัมผัสกับรสชาติของไวน์ได้ดีขึ้น
  • ส่วนของตัวแก้ว คือส่วนที่รองรับไวน์นั่นเอง ตัวแก้วไวน์ทุกชนิดจะเป็นแก้วที่ใส สะอาดตา เมื่อเทไวน์ลงไปแล้วจะมองเห็นสีไวน์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะมีรูปทรงความโค้งมน สูงต่ำ แต่ต่างกันไป
  • ด้ามจับแก้วหรือก้านแก้ว เป็นส่วนที่เราเอาไว้จับแก้วไวน์นั่นเอง โดยจะมีลักษณะเป็นด้ามสูงเล็กเหมือนเสา ที่มีลักษณะเช่นนี้ก็เพราะว่า การจับด้ามแก้วแบบนี้จะทำให้มือของเราไม่สัมผัสส่วนของตัวแก้วโดยตรง เพราะอุณหภูมิความร้อนจากมือของเราสามารถส่งผลต่อรสชาติของไวน์ในแก้วได้
  • ฐานแก้ว เป็นส่วนฐานวงกลมแบนที่อยู่ข้างล่างด้ามจับแก้ว เพื่อให้เราสามารถตั้งวางแก้วได้นั่นเอง

เลือกแก้วไวน์ให้เหมาะสมกับไวน์

  • ไวน์แดง เหมาะกับการใช้แก้วที่มีลักษณะตัวแก้วที่กลมอ้วน มีปากแก้วที่กว้าง เนื่องจากไวน์แดงเป็นไวน์ที่มีรสชาติที่เข้มข้นและฝาดกว่าไวน์ประเภทอื่น ๆ มีกลิ่นไวน์ที่แรง แก้วไวน์ที่ใหญ่จะทำให้คุณสามารถเห็นสีของไวน์ได้อย่างชัดเจน รวมถึงสัมผัสกับกลิ่นและรสชาติได้ดีขึ้น และด้วยตัวแก้วที่ใหญ่ปากกว้าง จะทำให้อากาศสามารถเข้าไปในไวน์ได้ง่าย และได้รสชาติที่ละมุนลิ้นขึ้น
  • ไวน์ขาว เหมาะกับการใช้แก้วที่มีลักษณะตัวแก้วเรียวสูง เพราะจะทำให้แก้วสามารถรักษาความเย็นและความหอมของผลไม้ของไวน์ได้ดีกว่าแบบกว้าง เพราะไวน์ขาวมักจะจิบตอนที่กำลังเย็น
  • สปาร์คกลิ้งไวน์ เนื่องจากไวน์ประเภทนี้เป็นไวน์แบบมีฟอง และมีความซ่าเพราะมีการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป แก้วที่เหมาะกับไวน์ประเภทนี้จึงควรเป็นแก้วรูปทรงกระบอกสูงยาว และปากแก้วค่อนข้างแคบ เพราะจะช่วยทำให้อากาศเข้าไปในแก้วได้ยาก ช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาของอากาศกับไวน์ที่เป็นสาเหตุทำให้ไวน์หมดความซ่าได้

เมื่อรู้จักลักษณะแก้วไวน์แบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับไวน์แต่ละประเภทแล้ว ต่อไปหากอยากลองจิบไวน์ดี ๆ สักขวด ก็สามารถเลือกแก้วให้เหมาะสมกับไวน์สุดโปรดกันได้แล้ว

 

บ่มไวน์อย่างไรให้รสชาติดีเลิศ ลักษณะโรงบ่มไวน์ที่ดีควรมี

โรงบ่มไวน์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตไวน์ทุกชนิด เพราะถือเป็นสถานที่ที่มีผลต่อรสชาติของไวน์ และคุณภาพของไวน์ที่ผลิต นอกจากขั้นตอนการคัดสรรพันธุ์องุ่นที่จะนำมาทำไวน์และการหมักไวน์แล้ว การบ่มไวน์ก็ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่ต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก เพราะสภาพแวดล้อมหรือปัจจัยภายนอกต่าง ๆ สามารถมีผลต่อรสชาติและสีของไวน์ได้เสมอ หากจะพูดถึงโรงบ่มไวน์ที่มีในแต่ละประเทศทั่วโลก ต้องบอกว่ามีเยอะมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละที่ล้วนมีจุดเด่นที่เป็นลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป

บ่มไวน์อย่างไรให้ได้รสชาติดี

การบ่มไวน์ที่ดี จะทำให้เราได้ไวน์ที่ตรงตามคุณสมบัติที่ตั้งไว้ เช่น ได้ไวน์ที่มีสีใสสวยมากขึ้น ไม่มีตะกอนตกค้าง ได้รสชาติไวน์ที่ละมุน มีรสชาติดียิ่งขึ้น โดยระยะเวลาในการบ่มจะแล้วแต่ประเภทของไวน์ ไม่ได้มีระยะเวลาที่ตายตัว ว่ากันว่ายิ่งบ่มนานยิ่งทำให้รสชาติของไวน์ดีขึ้นตามไปด้วย บางครั้งบ่มกันนานหลายปีเลยก็มี ไวน์ขาว และไวน์ชมพูอาจจะใช้ระยะเวลาการบ่มที่น้อยกว่าไวน์แดง เพราะจะเน้นการได้รสสัมผัสที่เป็นกลิ่นหอมของผลไม้อยู่ แต่หากเป็นไวน์แดงที่มีรสชาติเข้มข้นขึ้นมา ก็อาจจะใช้ระยะเวลาในการบ่มนานขึ้นอีกสักนิด แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นไวน์แบบไหน ก็ควรจะบ่มในโรงบ่มที่มีคุณภาพ ยิ่งบ่มในถังสแตนเลสหรือถังไม้โอ๊คชั้นดี ก็จะช่วยให้เราได้ไวน์ที่ได้มีคุณสมบัติที่ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย หลังจากบ่มได้ทีแล้วจึงมีการตรวจสอบคุณภาพไวน์อีกครั้งก่อนนำไปบรรจุในขวดแล้วนำไปเก็บต่อ

ลักษณะโรงบ่มไวน์ที่ดี

  • มีสถานที่ที่กว้างขวาง ทำเลเหมาะสม พื้นที่ไม่แออัดจนเกินไป สามารถบ่มไว้ในถังสแตนเลส หรือถังไม้โอ๊คได้อย่างสะดวกสบาย
  • มีอุณหภูมิที่เหมาะสม อย่างที่รู้กันว่าอุณหภูมิมีผลต่อการคุณภาพ และรสชาติของไวน์ การบ่มไวน์ในโรงบ่มที่มีการควบคุมอุณหภูมิได้ดี จึงช่วยให้ไวน์มีคุณภาพ และรสชาติที่ดีตามไปด้วย
  • เป็นโรงบ่มไวน์ที่มิดชิด ไม่มีแสงแดด หรือมีช่องว่างให้อากาศ ลมหรือฝนเข้าไปได้ เพราะความร้อน ความชื้นต่าง ๆ สามารถมีผลต่อคุณภาพของไวน์ได้ทั้งสิ้น และปัจจัยเหล่านี้ยังสามารถทำให้รสชาติของไวน์เปลี่ยนได้ตลอดเวลา
  • สามารถแยกประเภทไวน์ได้อย่างเหมาะสม เป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ปนกัน นั่นคือ โรงบ่มไวน์ที่ดีควรมีการแยกประเภทของถังเก็บไวน์ออกอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้สับสน และง่ายต่อการตรวจสอบคุณภาพไวน์ที่บ่ม เพราะไวน์แต่ละชนิดอาจจะต้องการระยะเวลาในการบ่มที่แตกต่างกัน การจัดระเบียบที่ดีจะช่วยให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

จะเห็นว่าการบ่มไวน์ที่ดี มีโรงบ่มไวน์ที่มีลักษณะถูกต้อง จะช่วยเพิ่มความมีประสิทธิภาพในการผลิตไวน์ให้ดียิ่งขึ้น และยังทำให้ไวน์ที่ออกมาจากโรงบ่มเป็นไวน์ชั้นดี มีคุณภาพเยี่ยมตามไปด้วย

 

สปาร์คกลิ้งไวน์ (Sparkling Wine) ไวน์ฟองซ่าแสนสดชื่น ที่หลายคนหลงรัก


เมื่อพูดถึงเรื่องไวน์ นอกจากไวน์แดง ไวน์ขาว ที่เป็นที่รู้จักของคนส่วนใหญ่แล้ว ยังมีไวน์อีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากเช่นกันนั่นคือ สปาร์คกลิ้งไวน์ นั่นเอง ซึ่งเป็นไวน์ที่มีฟอง มีความซ่า เนื่องจากในไวน์มีการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป ทำให้ไวน์เกิดฟองขึ้น และมีรสชาติซ่า เมื่อจิบแล้วจึงให้ความรู้สึกที่สดชื่นเป็นอย่างมาก

มารู้จักสปาร์คกลิ้งไวน์ (Sparkling Wine) ให้มากขึ้น

หากพูดถึงสปาร์คกลิ้งไวน์ หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูกันมากนัก แต่ถ้าพูดว่าแชมเปญ (Champagne) แล้วล่ะก็ ต้องมีหลายคนร้องอ๋อกันแน่ ๆ เพราะเคยได้ยินชื่อบ่อย ๆ และเคยเห็นในงานเลี้ยงฉลองต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานสังสรรค์ งานเลี้ยงรับรอง ที่จะมีการใช้แชมเปญเป็นเครื่องดื่มในการแสดงความยินดี แต่จริง ๆ แล้วแชมเปญก็คือหนึ่งในสปาร์คกลิ้งไวน์นั่นเอง แต่เป็นตัวที่อาจจะมีชื่อเสียงมากที่สุด แชมเปญ เป็นชื่อที่มาจากเมือง ๆ หนึ่งในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่นิยมปลูกองุ่นและผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ มากมาย โดยไวน์ที่มีการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปเมื่อผลิตที่เมืองนี้จะเรียกชื่อว่า แชมเปญ ตามชื่อเมืองนั่นเอง แต่หากเป็นไวน์ในลักษณะเดียวกันจากที่อื่น ๆ ก็จะเรียกรวมกันว่า สปาร์คกลิ้งไวน์ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าสปาร์คกลิ้งไวน์กับแชมเปญเป็นไวน์ชนิดเดียวกันไหม คำตอบก็คือใช่ แค่แชมเปญอาจจะเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากที่สุด มีผู้นิยมดื่มมากที่สุด จนหลาย ๆ คนเรียกแทนสปาร์คกลิ้งไวน์ว่าแชมเปญนั่นเอง

อยากสดชื่น ผ่อนคลาย ต้องสปาร์คกลิ้งไวน์ (Sparkling Wine)

                ส่วนประกอบในสปาร์คกลิ้งไวน์ก็คล้าย ๆ กับไวน์โดยทั่วไป คือหมักมาจากองุ่น หรือ ผลไม้รสเปรี้ยวต่าง ๆ อาจจะแตกต่างตรงที่เพิ่มการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปเพื่อทำให้ไวน์เกิดฟอง และมีความซ่ามากขึ้น จึงเหมาะกับการทานเพื่อเป็นแก้วเริ่มต้นมื้ออาหาร หรือจิบคู่กับอาหารเบา ๆ หรือจะเป็นมื้ออาหารประเภทอาหารทะเล และสลัดต่าง ๆ ก็ได้ และความพิเศษของสปาร์คกลิ้งไวน์อีกอย่างก็คือ หากดื่มตอนเย็นจัด ๆ จะยิ่งช่วยเพิ่มความสดชื่น และเพิ่มความผ่อนคลายได้มากเลยทีเดียว สปาร์คกลิ้งไวน์มีอยู่หลายแบบ หลายสี หลายรสชาติ ให้ได้เลือกลิ้มลองกัน เช่น ไวน์โรเซ่ ไวน์สีชมพูขวัญใจสาว ๆ ก็สามารถใช้สปาร์คกลิ้งไวน์มาทำได้เช่นกัน

รู้จักสปาร์คกลิ้งไวน์กันแล้ว ต่อไปหากอยากลองลิ้มรสไวน์ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นแบบนี้ ก็อย่าลืมหาเวลาไปลิ้มลองกันให้ได้เลย แค่เลือกสปาร์คกลิ้งไวน์คู่ใจให้ได้สักขวด ไม่ว่าจะจิบเบา ๆ ก่อนมื้ออาหาร จิบเพื่อผ่อนคลาย หรือจิบคู่กับอาหารสุดโปรด จะแบบไหนก็ให้ความรู้สึกดีสุด ๆ ไปเลย

 

แนะนำอาหารที่เหมาะทานคู่กับไวน์ และอาหารที่ไม่ควรทานคู่กับไวน์


อย่างที่รู้ ๆ กันว่าไวน์ถือเป็นเครื่องดื่มที่นิยมนำมาทานคู่กับอาหาร หลายประเทศที่คนมักจะนำไวน์มาอยู่บนโต๊ะอาหารด้วยเสมอ เพราะไวน์ที่ดีเหมือนทานคู่กับอาหารที่เหมาะสมและเข้ากัน ก็จะสามารถชูรสชาติของอาหารนั้น ๆ ออกมาได้ดี ทำให้อาหารรสชาติกลมกล่อมมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช้อาหารทุกประเภทที่จะสามารถเข้ากันกับไวน์ได้ เพราะอาหารบางอย่างอาจจะรสชาติที่ไม่เข้ากับเลยกับไวน์ หรือส่งผลเสียเมื่อทานคู่กันก็ได้

อาหารที่เหมาะกับการทานคู่กับไวน์

  • ไวน์ขาว อาหารที่เหมาะในการทานคู่กับไวน์ขาวส่วนมากจะเน้นเป็นอาหารเบา ๆ รสชาติกลาง ๆ เป็นอาหารที่ไม่ได้จัดจ้านจนเกินไป เช่น อาหารทานเล่น ขนมหวาน สลัดผัก สลัดผลไม้ อาหารที่ทำมาจากพวกเนื้อปลา อาหารทะเล หรือ สปาเก็ตตี้ซอสเห็ดต่าง ๆ เป็นต้น เพราะไวน์ขาวมีรสฝาดน้อยกว่าไวน์แดง จะเน้นไปทางรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ดื่มแล้วจะให้ความรู้สึกสดชื่น และยังสามารถตัดกับความคาวของอาหารได้ดี ไม่ทำให้ความคาวนั้นเพิ่มมากขึ้น เมื่อทานคู่กับอาหารจำพวกที่มีกลิ่นคาวอย่างอาหารทะเลจึงมีความเข้ากัน
  • ไวน์แดง จะเหมาะกับอาหารที่เป็นเนื้อและรสชาติที่หนักขึ้นมาอีกหน่อย อาจจะเป็นอาหารจานหลัก เช่น สเต็กเนื้อต่าง ๆ อาหารทำจากเนื้อหมูเนื้อวัว หรือเนื้อสัตว์ใหญ่อื่น ๆ ก็ได้ จะปิ้ง ย่าง ทอด แบบไหนก็เข้ากับกับไวน์แดง โดยไวน์แดงจะมีรสชาติที่ฝาดกว่าไวน์ขาว ทำให้เวลาทานกับอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นหรือรสชาติหนัก ๆ จะช่วยให้รสชาติของเนื้อไม่โดนกลบ แต่จะทำให้รู้สึกว่าอาการนั้นลงตัวและอร่อยขึ้นด้วย
  • ไวน์ชมพู ไวน์หวาน ๆ มีฟอง รสชาติซ่าละมุนลิ้น เป็นไวน์เหมาะกับการนำมาทานอาหารได้หลากหลายเมนูมาก จะทานคู่อาหารทะเลก็ได้ สเต็กก็ดี ขนมหวานก็ลงตัว ถือว่าเป็นไวน์ที่เป็นส่วนผสมที่พอดีระหว่างไวน์ขาวและไวน์แดงเลยทีเดียว ส่วนใหญ่มักจะดื่มตอนเย็นจัด เพราะจะให้ความรู้สึกที่สดชื่นมาก

อาหารที่ไม่เหมาะทานคู่กับไวน์

  • ผลไม้บางประเภท เช่น ทุเรียน เพราะการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์กับผลไม่ที่มีไขมันสูง อาจจะทำให้ร่ายกายของเราปรับตัวไม่ได้ อุณหภูมิในร่างกายผิดปกติ จนเกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะตอนที่สภาพอากาศร้อนจัด ๆ
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่น เช่นการ จิบไวน์ไปพร้อมกับการดื่มเหล้า หรือเบียร์ไปด้วยจำนวนมาก ๆ เพราะระดับแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน หากเรามีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายมากจนเกินไป จะทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้

                เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ต่อไปเราก็จะสามารถเลือกไวน์มาทานคู่กับอาหารจานโปรดของเราได้อย่างเหมาะสม และช่วยเพิ่มความอร่อยและความลงตัวให้กับมื้ออาหารของเราได้มากเลยทีเดียว

 

เริ่มต้นดื่มไวน์ยังไงไม่ให้พลาด แนะนำเรื่องที่มือใหม่หัดดื่มไวน์ควรรู้


ปัจจุบันไวน์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องดื่มสำหรับหลากหลายโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการดื่มไวน์ในการการติดต่อธุรกิจ การพบปะสังสรรค์ในเรื่องงาน การดื่มเพื่อเพิ่มบรรยากาศในมื้ออาหาร การดื่มเพื่อผ่อนคลาย หรือการดื่มไวน์เพื่อเข้าสังคมต่าง ๆ ส่วนบางท่านที่ไม่เคยดื่มไวน์มาก่อน แต่อาจจะอยากลองดื่มไวน์ด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป ซึ่งการดื่มไวน์อาจไม่เหมือนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเราจึงจะมาแนะนำ 5 เรื่องที่มือใหม่หัดดื่มไวน์ควรรู้ไว้กัน

5 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการดื่มไวน์

  1. ก่อนจะดื่มไวน์ คุณควรรู้ส่วนผสมของไวน์ก่อนว่ามีอะไรบ้างอยู่ในไวน์แต่ละชนิด เพื่อเช็คดูว่ามีส่วนผสมอะไรบ้างไหมในไวน์ที่คุณไม่สามารถทานได้ เนื่องจากอาการแพ้โดยส่วนตัว
  2. ไวน์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์แตกต่างกันไปตามแต่ชนิด โดยปริมาณแอลกอฮอล์ที่อยู่ในไวน์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 9 – 12 % แต่ก็มีไวน์บางประเภทที่มีแอลกอฮอล์สูงกว่านั้น
  3. ไวน์ไม่เหมาะสำหรับการดื่มแบบแก้วเบียร์ และดื่มที่เดียวครั้งละมาก ๆ เพราะการดื่มไวน์จะเน้นเป็นการค่อย ๆ จิบ เพื่อค่อย ๆ รับรู้ถึงรสชาติและค่อย ๆ สัมผัสถึงความละมุนของไวน์ ซึ่งจะช่วยเพื่ออรรถรสในการดื่มได้เป็นอย่างมาก
  4. ไวน์มีหลายประเภท และแต่ละประเภทก็จะมีรสชาติและความเข้ากันกับมื้ออาหารที่แตกต่างกันไป เช่น ไวน์ขาว ซึ่งถือเป็นไวน์ทีมีรสชาติเบาที่สุด จะเหมาะทานคู่กับอาหารรสชาติเบา ๆ รสชาติไม่จัดจ้านนัก หรือไวน์แดงที่มีรสชาติเข้มขึ้นมาอีกหน่อย ก็จะเหมาะกับประเภทอาหารที่มีรสชาติเข้มข้นขึ้นมาอีกนิด เช่น สเต็กต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีไวน์แบบมีฟอง หรือ Sparkling Wine จะเป็นไวน์ที่มีรสซ่า จนเป็นที่ถูกใจหนุ่มสาวหลาย ๆ คน
  5. รู้จักสำรวจไวน์ก่อนดื่ม ไม่ว่าจะเป็นการแกว่งแก้วไวน์ก่อนดื่ม เพื่อดูความใส ดูสิ่งเจือปนในไวน์ หรือการดมไวน์ก่อนดื่มเพื่อสำรวจกลิ่นของไวน์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการเพิ่มสุนทรีย์ให้การดื่มไวน์ด้วย

เมื่อคุณรู้จักไวน์มากขึ้นแล้ว ก็จะช่วยให้คุณสามารถดื่มด่ำกับการดื่มไวน์ได้ง่ายขึ้น และดื่มได้ถูกต้องมากขึ้น แต่อย่าลืมว่าไม้ว่าคุณจะหัดดื่มไวน์เพื่อจุดประสงค์ใดก็ตาม ก็ไม่ควรดื่มในปริมาณที่มากเกินไป เพราะไวน์ก็ถือเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ หากดื่มมากจนเกินพอดีอาจเกิดปัญหาต่อร่างกายคุณได้ แต่หากคุณดื่มในปริมาณที่เหมาะสมแล้วล่ะก็ ไวน์จะกลายเป็นเครื่องดื่มอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยเพิ่มรสชาติในมื้ออาหารให้ดีขึ้น และยังช่วยทำให้บรรยากาศในการพบปะพูดคุยกับผู้คนให้ผ่อนคลายขึ้นได้มากเลยทีเดียว

 

สาระน่ารู้ กับขั้นตอนการผลิตไวน์เบื้องต้น

ไวน์ถือเป็นอีกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผู้นิยมดื่มกันมาก เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่มีหลากหลายแบบ หลายหลายรสชาติให้ได้เลือกลิ้มลอง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอรรถรสและบรรยากาศในมื้ออาหารให้ดีขึ้นอีกด้วย บางท่านที่เป็นนักดื่มไวน์ตัวยงก็คงจะทราบถึงขั้นตอนการผลิตไวน์กันมาบ้าง แต่สำหรับหลายท่านที่เพิ่มเริ่มลองดื่มไวน์ หรือกำลังหลงใหลในรสชาติของไวน์แบบต่าง ๆ อยู่ อาจจะไม่รู้ว่าการผลิตไวน์ในแต่ละครั้งนั้น มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง วันนี้เราจึงจะพาไปรู้จักกับขั้นตอนการผลิตไวน์เบื้องต้นกัน

ขั้นตอนการผลิตไวน์

  • ส่วนผสมหลักในการทำไวน์ก็คือผลไม้สดที่มีรสเปรี้ยว หรือที่นิยมใช้มากที่สุดและเป็นที่รู้จักก็คือองุ่น ซึ่งไวน์แต่ละชนิดก็จะมีการเลือกใช้องุ่นที่มีสายพันธุ์ที่แตกต่างกันไป ขั้นตอนแรกเราจะเลือกองุ่นสายพันธุ์ที่ต้องการและนำองุ่นสดนั้นมาทำล้างให้สะอาดที่สุด
  • นำองุ่นที่ทำความสะอาดแล้วนั้นมาบดขยี้ หรือคั้นจนได้เป็นน้ำองุ่นออกมา
  • ในการทำไวน์สิ่งที่ขาดไม่ได้คือยีสต์ ซึ่งการใช้ยีสต์ในการทำไวน์จะแตกต่างกับการใช้ยีสต์ในการผลิตขนมปัง และยีสต์แต่ละประเภทก็จะให้รสชาติที่แต่งต่างกันไป เพราะฉะนั้นในการเลือกยีสต์เพื่อนำมาผลิตไวน์ควรจะเป็นยีสต์ชนิดที่เหมาะสมที่สุด โดยเดี๋ยวนี้จะมีหัวเชื้อยีสต์เพื่อใช้ในสำหรับในการหมักไวน์โดยเฉพาะ เราจะใส่ยีสต์ลงไปผสมกับน้ำองุ่นที่ได้เพื่อทำการหมัก ยีสต์จะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนน้ำองุ่นจากน้ำตาลธรรมชาติให้เป็นแอลกอฮอล์
  • เวลาที่ใช้ในการหมักไวน์แต่ละประเภทจะแตกต่างต่างกันไป โดยในการหมักเราจะหมักในอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสม โดยส่วนมากจะหมักตั้งแต่อาทิตย์หนึ่งไปจนถึงหนึ่งเดือนแล้วแต่ชนิดของผลไม้ ปริมาณน้ำหมัก และรสชาติที่ต้องการ โดยจะหมักในถังไม้โอ๊คหรือถังสแตนเลสที่มิดชิด
  • หลังจากที่หมักไวน์ได้ครบตามเวลาที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็ต้องกรองเอาน้ำไวน์ออกมาจากตะกอนต่าง ๆ โดนจะมีตะกอนที่ตกลงไปก้นถังซึ่งก็คือยีสต์ที่ตายแล้วนั่นเอง ซึ่งเราจะต้องกรองจนกว่าเราจะได้ไวน์ที่มีความใสที่สุด ไม่มีตะกอนเจือปนในน้ำไวน์
  • เมื่อหมักไวน์ได้ครบกำหนดตามที่ต้องการแล้ว ก็สามารถนำมาบรรจุในขวดได้ตามต้องการ เพื่อเก็บไว้เตรียมพร้อมสำหรับการดื่ม

                เมื่อเราบรรจุไวน์ลงไปในขวดแล้ว หลังจากนั้นเราสามารถเก็บรักษาไวน์ได้เป็นเวลานาน โดยควรเก็บในอุณหภูมิและสถานที่ที่เหมาะสม เพราะการเก็บไวน์มีผลต่อรสชาติของไวน์ได้ การเก็บไวน์ที่ดีจะช่วยบ่มไวน์ให้ได้รสชาติที่ดีขึ้น ซึ่งระยะเวลาในการเก็บก็จะอยู่ที่ชนิดของไวน์และส่วนผสมของผลไม้ในไวน์ด้วย โดยไวน์บางชนิดสามารถเก็บได้นานถึง 10 ปีเลยทีเดียว

 

จิบไวน์โพรวองซ์ ท่องทุ่งลาเวนเดอร์


พอเอ่ยชื่อโพรวองซ์ กลิ่นดอกลาเวนเดอร์จะลอยมาแตะจมูก หากหลับตานึกต่อก็จะเห็นทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงยาวสุดสายตา โพรวองซ์คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางลำดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะในฤดูร้อนโพรวองซ์ จะคึกคักเป็นพิเศษ ว่ากันว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากทุ่งดอกลาเวนเดอร์แล้ว โพรวองซ์มีไวน์ดีจนต้องตามไปดูชิมให้ถึงถิ่นเลยทีเดียว 

แคว้นโพรวองซ์

แคว้นโพรวองซ์อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสติดกับอิตาลี ดินแดนที่มีธรรมชาติงดงามมีความหลากหลายทางภูมิประเทศ ทั้งภูเขา สายน้ำ ทะเล ความหลากหลายและอากาศที่เอื้ออำนวยนี่เอง ที่ทำให้ที่นี่มีทั้งทุ่งดอกไม้ และไร่องุ่น ช่วงเดือน มิถุนายน-กรกฎาคม ทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงจะบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมกำจร ผู้คนต่างแห่มาชม มาดมดอกไม้

หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วไปริมชายฝั่งทะเลเมอดิเตอร์เรเนียน ที่เรียกว่า “เฟรนช์ ริเวียร่า” (French Riviera) ล้วนทาสีคล้ายกัน โดยใช้สีส้มแดงหรือเหลืองอ่อน ที่เรียกว่าสีออคเกอร์ (ocher) ทำให้บรรยากาศดูน่ารัก อบอุ่น และน่าอยู่

โพรวองซ์ไม่ได้มีแต่เพียงภูมิประเทศเท่านั้นที่งดงาม แต่ยังมีอารยธรรมเก่าแก่ในยุคโรมันให้เห็น แถบนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในอดีตที่ได้ขยายอำนาจไปทั่วยุโรป

ความงามของโพรวองซ์นั้นทำให้มีจิตกรชื่อดังมาปักหลักอาศัยอยู่หลายคน เช่น แวนโก๊ะห์ ชาวเนเธอร์แลนด์, เซซานน์ ชาวฝรั่งเศส และ ปีกัสโซ ชาวสเปน จิตกรเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติรอบตัว จนสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างงดงาม ซึ่งผลงานเหล่านั้นมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจนถึงปัจจุบัน

ไร่องุ่น และไวน์โพรวองซ์

                จากความหลากหลายของสภาพภูมิประเทศ อากาศที่นี่จึงเหมาะแก่การปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ นอกจากนี้สภาพดินที่นี่ก็แตกต่างกันทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในแหล่งปลูกองุ่นที่สามารถปลูกได้หลากหลายพันธุ์ โดยเฉพาะในบริเวณProvence-Alpes-Côte d’Azur หรือกลุ่มเมืองบนเนินเขาที่เชื่อมระหว่างเทือกเขาแอลป์และทะเลเมอดิเตอร์เรเนียน โดยมีแม่น้ำโรห์นไหลผ่าน

ไร่องุ่นที่นี่นั้นว่ากันว่าปลูกมาช้านานกว่า 2,300 ปีเลยทีเดียว เป็นไวน์ในยุคเก่าของยุโรปที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น หลายสมัย รวมทั้งที่ขายต่อเปลี่ยนมือเปลี่ยนเจ้าของ ถ้าสังเกตจะพบว่ามีไวน์จากชาโตว์ (Chateau) หรือปราสาท มากมายหลายยี่ห้อ

องุ่นที่ปลูกในโพรวองซ์มีทั้งองุ่นแดงและองุ่นขาว องุ่นจากถิ่นนี้เช่น ชิรัซ (Shiraz), กาบาร์เน โซวิญง (Cabernet Sauvignon), การิงาน (Carignan), มัวเวเดร (Mourvedre) ฯลฯ

ลักษณะเฉพาะของไวน์โพรวองซ์นั้นเป็นไวน์ที่หมักบ่มไม่นาน สด และมีรสชาติผลไม้ ซึ่งเหมาะกับการดื่มควบคู่อาหารพวกปิ้งย่าง ไวน์แดงคุณภาพดี ๆ ของโพรวองซ์สามารถเก็บไว้ได้นานหลายปี ไวน์แดงที่มีอายุหลายปี หากนำมาดื่มคู่กับชีสนิ่ม ๆ ของฝรั่งเศสจะเข้ากันได้ดีที่สุด สีของไวน์โพรวองซ์จะมีสีชมพูเรื่อ ๆ มีกลิ่นหอม และรสชาติฉ่ำในปาก

ไวน์สีกุหลาบเหมาะแก่การดื่มในช่วงหน้าร้อน จะนั่งจิบที่ระเบียงชมวิวทะเล หรือนำไปจิบชมทุ่งลาเวนเดอร์ก็ได้ อาจได้บรรยากาศแสนโรแมนติก ไวน์สีกุหลาบฉ่ำในปาก ส่วนสีม่วงของลาเวนเดอร์ก็ฉ่ำในตา แถมด้วยกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ก็ฉ่ำในจมูก

หากจะไปเยี่ยมชมไร่องุ่น ชมโรงบ่มไวน์ และชิมไวน์ในโพรวองซ์ ขอแนะนำให้จองล่วงหน้า ก่อนการเดินทางจะดีที่สุด เพราะที่นี่มีดีที่ใคร ๆ ก็อยากไป