All posts by Theresa Carlson

Romaneeconti1945 ยูนิคอร์นแห่งวงการไวน์ ที่ไม่สามารถพบได้ในชีวิตจริง

หากพูดถึงไวน์ที่มีราคาสูงลำดับต้น ๆ ของโลก หลายคนคงไม่ปฏิเสธว่ามีชื่อ Romaneeconti 1945”อยู่ในลิสนั้นด้วย เพราะถือเป็นไวน์แดงที่มีอายุการหมักบ่มที่ยาวนานมากถึง 70 ปี และยังมีเพียงแค่ 600 ขวดเท่านั้นถือเป็นไวน์แรร์ไอเทมสำหรับนักสะสม เพราะมีจำนวนลิมิเต็ดและหาได้ยากแล้วในปัจจุบันจนได้ฉายาว่าเป็น “ยูนิคอร์น” แห่งวงการไวน์เลยทีเดียว แต่ Romaneeconti1945 ก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องรสชาติเท่านั้นที่ทำให้กลายเป็นไวน์ที่มีการประมูลสูงที่สุดในซึ่งตอนนี้หลายคนคงสงสัยกันแล้วว่าเพราะอะไร เจ้าไวน์ตัวนี้ถึงเข้าไปนั่งอยู่ในใจของนักสะสม และทำให้กลายเป็นไวน์ที่ทรงคุณค่า จนใครก็อยากครอบครอง

เรื่องเล่าจากไร่องุ่น ในชุมชนเล็กแถบเบอร์กันดี จุดเริ่มต้นของ Romaneeconti

“Romaneeconti” ถือกำเนิดขึ้นในเมืองเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของแค้วนเบอร์กันดีในประเทศฝรั่งเศส แคว้นเบอร์กันดีทุกท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าที่นั่นคือแคว้นที่ให้ผลผลิตองุ่นคุณภาพสูง จึงทำให้การหมักบ่มไวน์พลอยมีคุณภาพดีตามไปด้วย เพราะส่วนใหญ่ไร่ไวน์ในบริเวณนี้จะอยู่ในระดับ กร็องครู (Grand Cru) ที่มีคุณภาพสูงมากที่สุด เหมาะแก่การนำไปบ่มเพาะ

แต่ที่Vosne-Romanéeซึ่งถือเป็นบ้านเกิดของ Romaneecontiอย่างแท้จริงกลับมีไร่องุ่นที่ทรงคุณภาพยิ่งกว่าในแคว้นเบอร์กันดีเสียอีก เพราะที่นี่ปลูกไร่องุ่นเองถึง5 เอเคอร์ และองุ่นทุกต้นของที่นี่ก็อยู่ในระดับกร็องครู (Grand Cru)ทั้งหมด ด้วยอัตราการปลูกที่คิดเป็นองุ่นปิโน นัวร์7 ส่วน และ ชาร์ดอนเน่ย์1 ส่วน สลับกันไป จึงทำให้ไร่ของที่นี่มีเอกลักณ์เป็นอย่างมาก ถึงกับมีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านในวงการไวน์ได้กล่าวไว้ว่า ผืนดินบริเวณที่เป็นต้นกำเนิดของRomaneecontiนี้ คือพื้นที่ที่เหมาะแก่การเพาะปลูกมากที่สุดในการทำไวน์

มีนิทานเรื่องหนึ่งที่ถูกกล่าวขานต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน เป็นเรื่องเล่าในไร่ของRomaneeconti เล่าว่า ครั้งหนึ่งเจ้าของฟาร์มเคยถูกขู่ว่าจะวางยาพิษใส่ไร่องุ่นของเขา จนในที่สุดเขาต้องยอมให้เงินแก่โจรคนนั้นด้วยจำนวนมากถึง หนึ่งล้านยูโร ซึ่งถ้าตีเป็นเงินไทยได้มากถึง สามสิบสามล้านบาท! อาจเพราะเรื่องเล่านี้เอง ที่ทำให้Romaneecontiกลายเป็นตำนาน เพราะแม้แต่ผลองุ่นก็ยังถูกหมายปองก่อนที่พวกมันจะเข้าโรงบ่มอีกด้วยซ้ำไป

Romaneeconti1945กับฉายาเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่อาจลบเลือน “ยูนิคอร์น” แห่งวงการไวน์

นอกจากRomaneeconti จะมีเรื่องเล่าอันสุดพิสดารแล้ว มันยังถูกขนานนามได้ว่าเป็นยูนิคอร์นแห่งวงการไวน์อีกด้วย ซึ่งสาเหตุที่ต้องแทนเป็นยูนิคอร์นนั่นก็เพราะว่า ยูนิคอร์นเป็นสัตว์ในเทพนิยายที่ไม่มีวันพบเจอได้ในความจริง จึงเปรียบเสมือนคนธรรมดาทั่วไปที่ชอบดื่มไวน์ แต่คงไม่มีวาสนาจะได้ลิ้มรสของ Romaneecontiเนื่องด้วยเพราะมันมีราคาที่แพงหูฉี่ อีกทั้งยังมีจำนวนเหลือน้อยมาก ๆ บนโลก หากไม่มีเงินถุงเงินถังจริง ๆ ก็คงไม่มีโชคที่จะได้ครอบครองเจ้าไวน์ตัวนี้เลย

ซึ่งความเป็นยูนิคอร์นของRomaneeconti1945 นี้สืบเนื่องมาจากที่ผลผลิตไวน์ในปี 1945 มีจำนวนน้อยมาก ๆ เพราะโดนผลกระทบจากลูกเห็บในฤดูหนาวและฝน จึงเหลือผลองุ่นที่ใช้การได้ในการหมักบ่มไม่เยอะสักเท่าไหร่ ประกอบกับตอนที่นำเข้าโรงบ่มไปแล้วนั้น อากาศที่เบอร์กันดีกลับร้อนระอุขึ้นมาเสียเฉย ๆ ทำให้รสชาติไวน์ที่เป็นผลกระทบในตอนนั้นเกิดงวดและเข้มข้นมาก จนเมื่อเวลาผ่านไปมันกลับกลายเป็นไวน์รสชาติเลิศ ที่มีจำนวนน้อยเหลือเกินบนโลกใบนี้ ประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและน่าสนใจมากมายของเจ้าไวน์ตัวนี้ ทำให้ Romaneeconti1945 เป็นอีกหนึ่งไวน์ในความฝันของเหล่านักสะสมคราวนี้หลายคนคงจะหายสงสัยกันแล้วใช่ไหม ว่าทำไมไวน์ตัวนี้ถึงมีฉายาว่า “ยูนิคอร์น” แห่งวงการไวน์ เพราะทั้งแพงและหายากแบบนี้ ถ้าไม่รวยจริง ๆ ก็คงไม่มีวาสนาจะได้เจอะเจอเลยล่ะ

SONOMA County ผืนดินอันอุดม แหล่งกำเนิดแบรนด์ไวน์คุณภาพจากแคลิฟอร์เนียที่เรารู้จักกันในชื่อว่า“Decoy”

“Sonoma County”ชื่อที่หลายท่านอาจรู้จัก ในขณะที่หลายท่านอาจไม่มีข้อมูลอยู่ในหัวเลยว่ามันคือที่ไหน แท้จริงแล้ว Sonoma County หรือ Sonoma Valley นี้อยู่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียในประเทศสหรัฐอเมริกา พื้นที่ส่วนใหญ่ในอาณาบริเวณนี้จะเป็นภูเขาและอีกฟากหนึ่งติดมหาสมุทรแปซิฟิก ยิ่งไปกว่านั้น Sonoma County ยังเป็นชุมชนที่ทำไร่องุ่นใหญ่ที่สุดในอเมริกา เพราะมีภูมิอากาศค่อนข้างแห้ง มีดินที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งเกิดจากการทับถมของแร่ธาตุบนภูเขา และยังได้รับลมทะเลซึ่งเป็นเคล็ดลับความอร่อยของไวน์แดงแบรนด์ “Decoy”

ลักษณะที่ได้เปรียบบน Sonoma County แดนภูเขาที่เพิ่มความเข้มข้นให้องุ่น

ใน Sonoma County ที่นี่มีภูมิทัศน์เป็นภูเขาเสียส่วนใหญ่ ทำให้การปลูกไวน์ก็ต้องปลูกบนเนิน บนภูเขาด้วยเช่นกัน แต่นั่นกลับไม่ใช่ปัญหาสำหรับการทำไร่องุ่นของที่นี่เพราะลักษณะที่ลาดชันทำให้ไร่องุ่นเกิดการระบายน้ำได้ดียามมีฝนหมดปัญหาเรื่องการเกิดบ่อน้ำกักขัง นอกเหนือจากนั้นองุ่นก็ยังได้ผลประโยชน์จากการได้รับแดดอย่างเต็มที่ยามพระอาทิตย์สาดเข้ามาทางทิศตะวันออก และจะได้พักจากแดดเมื่อพระอาทิตย์เบี่ยงตัวไปอยู่ทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศทางที่ภูเขาจะบังแสงแดดให้กับผลองุ่นในไร่ จึงทำให้สีขององุ่นในไร่มีความสวยงาม เป็นสีม่วงออกไปทางฟ้า ถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่หาได้ยากจากที่อื่น

นอกเหนือจากที่การระบายน้ำในไร่จะเป็นไปในทิศทางที่ดีแล้ว เพราะอาศัยความลาดชันของภูเขาในการเข้าช่วย ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นผลพลอยได้กลับมา นั่นก็คือทำให้องุ่นมีความเข้มข้นมากขึ้นจากหน้าดินบริเวณนั้นด้วย ในภายหลังผู้พัฒนาไวน์ของDecoy จึงได้เปลี่ยนให้มีการปลูกไร่องุ่นในแนวชันเป็นแถวเดี่ยวเพื่อให้ทางน้ำไหลผ่าน เพราะจะได้กระตุ้นให้ผลองุ่นมีรสชาติที่เข้มข้นเท่ากันทุกผล

เคล็ดลับความอร่อยของ Decoy ไวน์แดงภูเขาผสมลมทะเล ที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหนบน Sonoma County

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าลักษณะภูมิทัศน์ที่เป็นภูเขา ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการระบายน้ำ และที่สำคัญบริเวณที่น้ำไหลผ่านและแสงอาทิตย์ส่องบริเวณภูเขานั้น ยังทำให้ผลองุ่นออกมามีรสชาติเข้มข้นมาก ๆ อีกด้วย แต่เคล็ดลับความอร่อยไม่ได้อยู่แค่เพียงเท่านั้น เพราะ Decoy ได้แบ่งแยกการทำไร่องุ่นออกเป็นสองแบบ คือการปลูกแบบเนินเขาและการปลูกแบบที่เรียบโล่งแจ้ง ซึ่งพันธุ์องุ่นที่ใช้ปลูกจะมีด้วยกันสองสายพันธุ์ นั่นก็คือ พันธุ์กาแบร์เน โซวีญงและพันธุ์เทมปรานิลโย โดยสายพันธุ์หลังจะเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ได้นิยมปลูกใน Sonoma County ดังนั้นจึงสามารถหาได้ที่ไร่องุ่นของ Decoy เท่านั้น

ผู้ผลิตไวน์ของ Decoy ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เคล็ดลับความอร่อยของ Decoy นอกจากจะเป็นเพราะผลองุ่นแล้ว ยังเป็นเพราะภูมิอากาศด้วย ที่ทำให้ผลองุ่นเจอกับอากาศที่แห้งและค่อนข้างร้อนในตอนเช้า ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบขององุ่นแดงอยู่แล้ว แต่ยามเมื่อถึงตอนกลางคืนกลับได้ลมเย็น ๆ จากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้ามาช่วยทำให้องุ่นมีความสดใหม่ ไม่สุกงอมจนเกินไป และในฤดูที่เก็บเกี่ยวก็ง่ายต่อการดูแลรักษา

นอกจาก SonomaCounty จะเป็นพื้นที่ที่สวยงามแล้ว ก็ยังเป็นแหล่งเคล็ดลับที่สำคัญมาก ๆ ของแบรนด์ Decoy อีกด้วย พอได้รู้ประวัติศาสตร์ของไวน์เปี่ยมคุณภาพแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าไวน์ที่ดื่มอร่อยขึ้นอีกเป็นกอง ใครมีโอกาสได้ลิ้มชิมรสไวน์แดงชื่อดังจาก Decoy ก็อย่าพลาดโอกาสเชียวล่ะ

“Lumiere Winery”สถานที่แห่งความผ่อนคลาย ให้ความรู้สึกสดชื่นที่หาไม่ได้จากที่ไหนในญี่ปุ่น

“Winery”สถานที่ทำไวน์และจำหน่ายไวน์หลากหลายให้ผู้ที่ไปได้เลือกสรร บางที่อาจมีไร่องุ่นเป็นของตัวเองด้วย จึงสามารถนำผลผลิตนั้นมาทำไวน์เป็นของตัวเองซึ่งคงมีหลาย Winery บนโลกที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ และเสน่ห์มากมายเพื่อดึงดูดให้เหล่าคนรักไวน์ได้เดินทางไปเยี่ยมชม แต่วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ “Lumiere Winery”สถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่บรรยากาศเป็นมิตรแก่ผู้ไปเยี่ยมชมเสมอ และให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างที่หาไม่ได้ที่ไหนในญี่ปุ่นเลย

เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้จำหน่าย Lumiere Winery ความอร่อยที่ส่งต่อมาเป็นเวลากว่า 130 ปี

เป็นเวลากว่า 130 ปีแล้วที่ Lumiere ดำเนินกิจการด้วยการเป็นทั้งผู้ผลิตไวน์และผู้จัดจำหน่าย ส่งผ่านความอร่อยและไวน์คุณภาพให้คนรักไวน์ไปทั่วโลก ด้วยพันธุ์องุ่น Koshu ที่เป็นพันธุ์องุ่นลูกครึ่งของเอเชียและยุโรป อีกทั้งไร่องุ่นที่ล้อมรอบด้วยภูเขาและน้ำ ผืนดินที่นี่จึงชุ่มฉ่ำ เหมาะสมแก่การเพาะปลูก ส่งต่อความอร่อยที่ทำให้ครอบครัว Lumiere ดำเนินธุรกิจมาได้เนิ่นนานถึงขนาดนี้อีกทั้งไวน์ของที่นี่ยังเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครจนได้รับการการันตีโดยรางวัลมากมายตั้งแต่ปีค.ศ.1967องุ่นทุกต้นของที่นี่ปลูกด้วยมืออย่างใส่ใจสมเป็น Lumiere Winery ไวน์สัญชาติญี่ปุ่นจริง ๆ

โดยที่นี่ผลิตทั้ง Red wine, White wine และ Sparkling wine แต่ตัวที่โด่งดังและได้รับความนิยมมากจะเป็น Sparkling wine ที่ทั้งหอมหวาน ผ่านกรรมวิธีการทำอย่างพิถีพิถันจากองุ่น Koshu ซึ่งตัวองุ่นนี้มีเคล็ดลับมาจากอากาศที่เบาสบายของที่นี่ สลับกับดินชุ่มฉ่ำจากผืนน้ำรายล้อมภูเขา แบบนี้ก็ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมผู้คนที่ไปเยือนที่นี่ถึงได้บอกว่าอากาศสดชื่นและรู้สึกถึงความผ่อนคลายนัก

สไตล์ Lumiere Winery การผ่อนคลายในแบบญี่ปุ่น ด้วยวิถีความเงียบสงบ อากาศ และจิบไวน์ดี ๆ สักแก้ว

ที่นี่มีไร่องุ่นกว้างขวางให้คนที่มาเยือนได้เดินเยี่ยมชมจนเมื่อย อีกทั้งยังได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอด เพราะนอกจากจะทำให้รู้สึกสดชื่นมาก ๆ แล้ว ยังทำให้ผ่อนคลายตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวเท้าเข้าไป เนื่องจากรอบไร่องุ่นเต็มไปด้วยแม่น้ำและมีลมเย็น ๆ จากความสูงของภูเขา ทำให้ที่นี่แปลกและแตกต่างไม่เหมือนกับที่อื่น เป็นวิถีการผ่อนคลายแบบญี่ปุ่นที่เน้นใกล้ชิดธรรมชาติ และความสงบเย็น ยิ่งไปกว่านั้นที่ Lumiere Winery ยังมีร้านอาหารเป็นของตัวเองอีกด้วย เป็นร้านอาหารที่มาพร้อมกับไวน์อันได้คุณภาพของพวกเขา เมนูในแต่ละจานเปี่ยมไปด้วยสีสันแบบอิตาลี แต่เรียบง่ายเฉกเช่นญี่ปุ่น เมื่อได้ทานคู่กับไวน์ที่ที่ทางร้านจับคู่มาให้ก็ยิ่งทำให้รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจกับการพักผ่อนมากขึ้น

นอกเหนือจากนี้ที่นี่ยังมีแพ็กเกจให้เลือกพักได้หลายแบบ เริ่มต้นตั้งแต่ 2 วันเป็นต้นไป ซึ่งเป็นแพ็กเกจทัวร์ที่หลากหลาย ให้ผู้ที่ไปเยือนได้เลือกตามที่ตัวเองต้องการ การทัวร์ของ Lumiere winery จะมีผู้บรรยายเป็นแบบญี่ปุ่นสลับอังกฤษ เพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมของที่นี่เพิ่มอีกนิดยิ่งไปกว่านั้นยังมีการพาทัวร์ชมไร่องุ่นในการปลูกสไตล์ญี่ปุ่นและสไตล์ยุโรปอีกด้วย เหมาะจะเป็นสถานที่ผ่อนคลายสำหรับคนรักไวน์จริง ๆ

Harlan estate หัวใจแห่งขุนเขาNapa Valley

คงมีไวน์แบรนด์ไม่กี่แบรนด์บนโลกใบนี้ที่จะติดเป็นหนึ่งในตำนานของไวน์ได้ แต่หนึ่งในร้อยในพันจากแบรนด์เหล่านั้น ยังมีหนึ่งแบรนด์ไวน์ที่ทำให้เหล่านักสะสมลืมเลือนไม่ลง และมักจะเอ่ยถึงชื่อแบรนด์นี้อยู่เป็นประจำ นั่นก็คือ Harlan Estate”ไวน์แดงที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ อยู่ร่วมสมัยมาจนถึงปัจจุบันนี้ และยังเป็นหัวใจแห่ง Napa Valley

William Harlan นักพนันผู้เดิมพันกับไร่องุ่นผู้ให้กำเนิดแบรนด์ในตำนาน “Harlan Estate”

แบรนด์ Harlan Estate ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1984 โดย William Harlan นักพนันหนุ่มประจำคาสิโนแห่งหนึ่งในอเมริกา ผู้ไม่เคยลังเลเมื่อโอกาสมาถึง และมักจะตักตวงมันได้ในทันท่วงทีเสมอ

William Harlan หรือผู้คนมักจะเรียกเขาว่า Bill Harlan เป็นชายหนุ่มที่มักจะให้โชคชะตานำทางตนเองอยู่เสมอ จวบจนกระทั่งวันหนึ่งเขาปล่อยให้ชะตาลิขิตเส้นทางของตัวเองอีกครั้ง เมื่อในปีค.ศ. 1966 เขามีโอกาสได้เยี่ยมชมร้าน Robert Mondavi Winery ร้านที่เพิ่งเปิดทำการได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่เขาได้ไปที่นั่น เหมือนกับว่าเขาได้เห็นอนาคตตัวเองในทันที ความคิดนั้นแล่นพล่านเข้ามาในหัวของชายคนนี้จนเป็นรูปเป็นร่างในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาที จนทำให้เขาออกเดินทางตามภาพความฝัน และปล่อยให้โชคของเขานำพาไป

ความฝันนั้นได้นำWilliam Harlan มาถึง Napa Valleyซึ่งเขาได้ร่วมหุ้นกับเพื่อนซื้อคลับหนึ่งในพื้นที่นี้ และได้เปลี่ยนให้มันกลายเป็นรีสอร์ทในภายหลัง จนเวลาล่วงเลยไปเขาถึงได้มารู้ว่าพื้นที่ที่เขาได้ครอบครองนั้น คือผืนแผ่นดินทองที่เป็นถึงหัวใจของการทำไวน์ ทำให้เขาได้ลงมือทำตามความฝันอย่างจริง ๆ จัง ๆ ในปีค.ศ. 1990 และในเวลานั้น Harlan Estate ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา

Napa Valley ไร่องุ่นที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เร้นลับจากภูเขาไฟ หัวใจลาวาแห่งขุนเขาHarlan Eastate

“Napa Valley” เป็นหนึ่งในไร่องุ่นที่ได้คุณภาพสูง และถือเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ Harlan Estate ในการหมักบ่มไวน์ พื้นที่ของ Napa Valley นั้นตั้งอยู่ในบริเวณ Oakville รัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา โดยบริเวณนี้จะเป็นภูเขาเกือบทั้งหมด ซึ่งทำให้ไร่องุ่นของที่นี่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ เพราะภายใต้ภูเขาหล่านั้นยังเต็มไปด้วยลาวาที่คุกรุ่นภายใน แถมพื้นผิวของดินยังเต็มไปด้วยรอยขรุขระ ปริแตกอย่างเห็นได้ชัดแต่มันกลับกลายเป็นเสน่ห์เร้นลับของพื้นที่นี่ไปอย่างน่าประหลาด อีกทั้งยังทำให้ไร่มีความสวยงามมากขึ้น เพราะถึงแม้ว่าดินจะมีรอยแตก แต่ William Harlan กลับปลูกไร่องุ่นให้เรียงกลบรอยต่อได้อย่างแนบสนิท เมื่อกวาดตามองไปจึงเห็นแต่ไร่องุ่นที่เขียวงดงาม ไม่มีร่องรอยความบุบสลายให้ได้เห็นเลยแม้แต่น้อย ซึ่งสายพันธุ์องุ่นที่ปลูกในไร่แห่งนี้จะประกอบไปด้วย กาแบร์แน โซวีญง, แมร์โล, กาแบร์แน ฟร็อง และปิติต์ แวร์โดต์

และก็เพราะพื้นดินที่นี่ยังเต็มไปด้วยอุ่นจากลาวาของภูเขาไฟนั่นเอง ดินจึงอุดมไปด้วยแร่ธาตุมากมายอย่างมหาศาล ทำให้องุ่นที่ได้พลอยมีคุณภาพดี เหมาะสมแล้วที่Harlan Estate จะเป็นหัวใจแห่งขุนเขา และกลายเป็นตำนานเล่าขานต่อกันมาในปัจจุบันนี้

RENEGADE LONDONWINERY คัดเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก นำมาบรรจุใส่ขวดให้คุณได้เลือกสรร

แหล่งผลิตไวน์ชั้นนำของโลกกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ล้วนมาจากประเทศฝรั่งเศส ชิลี ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และอิตาลี ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่มีประเทศอังกฤษอยู่ในนั้นเลย แต่ทุกท่านทราบหรือไม่ว่า เมื่อไม่นานมานี้มี Winery หลายที่ในอังกฤษเกิดขึ้น เพื่อพัฒนาไวน์ที่มีรสชาติแปลกใหม่ ให้คอไวน์ได้ลิ้มชิมรสกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น หนึ่งในนั้นที่เราจะพาทุกคนไปรู้จักก็คือร้าน RENEGADE LONDONWINERY ใจกลางกรุงลอนดอน นิยามของการทำไวน์สไตล์ใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องมี Vineyard

ไม่จำเป็นต้องมี Vineyard ให้วุ่นวายRENEGADE LONDONWINERYเลือกวัตถุดิบที่คัดสรรจากทั่วทุกมุมโลกมาให้คุณ

แนวคิดของร้าน RENEGADE LONDONWINERY มีสิ่งที่น่าสนใจอยู่อย่าง นั่นก็คือ ที่นี่ไม่ได้มีการปลูก Vineyard เป็นของตัวเอง เพราะคิดว่าการปลูก Vineyard นำมาซึ่งปัญหาที่ยุ่งยากหลายประการ เสี่ยงที่จะเกิดองุ่นเสียในบางฤดู และบางทีอาจจะเจอภาวะเลี้ยงองุ่นแล้วให้ผลเล็ก ซึ่งก็ส่งผลเสียตามมาต่อการผลิตไวน์ ทางร้านจึงเล็งเห็นแล้วว่าไม่จำเป็นเลยที่จะต้องมานั่งปลูกทำไร่ให้วุ่นวาย เพราะการนำเข้าองุ่นในปัจจุบันนี้มีกรรมวิธีที่ทันสมัยกว่าเมื่อก่อนมาก ใช้เวลาเพียงไม่นานองุ่นก็สามารถมาถึงมือได้โดยที่แทบจะไม่มีรอยบอบช้ำอะไรเลย จึงได้ใช้ข้อดีตรงนี้กลบปมด้อย แล้วพัฒนาให้มันเป็นจุด ไม่จำเป็นต้องมี Vineyard เพื่อผลิตองุ่นเอง แต่ทดแทนด้วยนำเข้าจากหลายประเทศ คัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุด มาหมักบ่มเป็นไวน์ที่มีคุณค่าไม่แพ้การเก็บองุ่นจากไร่ด้วยตัวเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ทางร้านยังคัดเลือกองุ่นหลายสายพันธุ์จากหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นปิโน นัวร์, กาแบร์เน โซวีญง, ชาร์ดอนเนย์ และแมร์โล รวมไปถึงพันธุ์องุ่นอื่น ๆ ที่ปลูกในแถบชิลี อเมริกา และออสเตรเลียอีกด้วย จึงทำให้สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยไวน์รสชาติเลิศ ที่ผสมผสานระหว่างการหมักแบบอังกฤษ แต่ก็ยังมีกลิ่นอายรสชาติแบบดั้งเดิมจากตัวองุ่น จึงเป็นที่มาของไวน์สไตล์ใหม่ ที่จะเรียกว่าไวน์อังกฤษก็เรียกได้ไม่เต็มปากนัก

RENEGADE LONDONWINERYบ้านหลังที่สองของคนรักไวน์ สัมผัสรสชาติละมุนท่ามกลางสถาปัตยกรรมแบบBritishEnglish

ในสมัยก่อนผู้ดีอังกฤษย่อมมาคู่กับการดื่มชา แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปTraditional ยังคงอยู่หากแต่ผสมผสานไปกับความ Modern มากขึ้น จึงทำให้คนจำนวนไม่น้อยในอังฤกษเริ่มหันมาดื่มไวน์มากขึ้น เลยเกิดเป็นWinery หลายแห่งใจกลางกรุงลอนดอน และอีกหลายที่ทั่วเกาะอังกฤษ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม RENEGADE LONDONWINERY ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นบ้านหลังที่สองของคนรักไวน์จากทั่วทุกมุมโลก เพราะมีบรรยากาศร้านที่อบอุ่น น่ารัก เป็นกันเอง ให้ความรู้สึกเหมือนคุณได้นั่งจิบไวน์ที่บ้าน

การคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดและทำมันออกมาอย่างใส่ใจให้กับคนดื่ม เป็นแนวคิดที่สำคัญที่ร้านนี้ให้ความสำคัญ จนตอนนี้ RENEGADE LONDONWINERY กลายเป็นสถานที่ยอดนิยม คนรุ่นเก่าไปได้ คนรุ่นใหม่ไปดี ถ้าหากใครจะบินไปตอนนี้ต้องกระซิบนิดนึงว่าควรจองคิวล่วงหน้า ถ้าหากเดินดุ่ม ๆ ไประวังคนจะแน่นจนไม่ได้เข้าร้านนะ

สร้างบรรยากาศโรแมนติกพิชิตใจคู่เดทด้วยไวน์สีแซลมอนพิงค์จาก Le petite Rose

“โรเซ่ไวน์”มีหลากหลายยี่ห้อให้เราได้ทำความรู้จัก และใครหลายคนก็อาจจะมีตัวเลือกในใจอยู่แล้วว่าจะเลือกทานโรเซ่ไวน์จากตัวไหนหรือแบรนด์ใดแต่วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ “Le Petite Rose”โรเซ่ไวน์สีสวยที่ชนะการประกวดไวน์ที่ประเทศจีนเมื่อปี 2018 ที่นอกจากจะรสชาติเยี่ยมแล้ว มันยังช่วยสร้างบรรยากาศในการเดทให้โรแมนติกขึ้นได้อีกด้วย หนุ่ม ๆ สาว ๆ คนไหนที่กำลังมองหาตัวช่วยในการพิชิตใจคู่เดท ก็ไม่ควรมองข้ามไวน์ตัวนี้เลย

การคัดเลือกองุ่นในช่วงที่ดีที่สุด คือหัวใจสำคัญของการทำLe petite Rose

“Le Petite Rose”เป็นไวน์สัญชาติออสเตรเลีย โดยเจค็อป ครีก(Jacob Creek) เป็นหนึ่งในผู้ผลิต คิดค้น เจ้าไวน์ตัวนี้ขึ้นมา ไร่ของเขาอยู่ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย โดยเขาได้ทำการปักชำกิ่งองุ่นลงบนไร่ตัวเอง และดำเนินกิจการในการปลูก บ่มเพาะไวน์มาจนถึงปัจจุบันนี้ เขาตั้งใจที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของไวน์สไตล์ใหม่จากออสเตรเลียที่ผ่านการคัดเลือกวัตถุดิบมาอย่างพิถีพิถัน

เจค็อป ครีก(Jacob Creek)คิดว่าการที่จะทำให้ไวน์ออกมาอร่อยที่สุดไม่ได้อยู่ที่การหมักบ่ม แต่อยู่ที่การคัดเลือกองุ่นในช่วงที่อร่อยที่สุดออกมาบ่มเพาะ ในทุกฤดูเขาจะส่งทีมสำรวจที่มีความรู้ทางด้านองุ่นและไวน์ออกไปในทุกพื้นที่ของไร่ และทำการเก็บข้อมูลว่ารสชาติขององุ่นในช่วงนั้นมีรสชาติที่พร้อมจะเข้ากระบวนการต่อไปหรือยัง โดยรสชาตินั้นต้องไม่หวานโดด หรือให้ความเปรี้ยวโดด เปลือกองุ่นต้องยังอ่อนและไม่นิ่มจนเกินไป จึงจะสามารถเก็บผลผลิตออกมาดำเนินการหมักบ่มไวน์ได้ วิธีการเก็บก็มักจะเก็บด้วยมือ ป้องกันการเสียหายขององุ่น และทำให้องุ่นยังคงสดใหม่อยู่

โดยองุ่นที่ใช้สำหรับการทำ Le petite Rose คือองุ่นสายพันธุ์ปิโน นัวร์, มาทาโร และ เกรอนาจซึ่งกรรมวิธีการทำก็คือจะนำทั้งสามสายพันธุ์มาคัดเอาก้านออกอย่างเบามือ ก่อนจะนำไปเบลนด์ (Blend)และทำการหมักทิ้งไว้ให้ได้ที่ก่อนจะเข้าโรงบ่ม

Le petite Roseรสชาติ และวิธีการจับคู่อาหารให้อร่อย กลมกล่อม พิชิตใจคู่ควงของคุณ

เนื่องจาก Le Petite Rose เป็นไวน์ที่ให้รสชาติของค่อนเปรี้ยวอมหวาน สัมผัสเป็นแบบดราย และให้ความเบา นุ่ม ละมุนลิ้น สีภายนอกที่เห็นด้วยตาจะเป็นสีชมพูแซลมอนพิงค์ สีหวาน ๆ เหมาะแก่การเพิ่มบรรยากาศในการเดทให้โรแมนติกยิ่งขึ้น จึงควรเลือกทานคู่กับอาหารจำพวกพาสต้าเบา ๆ ที่ไม่ใช่พาสต้าครีมต่าง ๆ แต่อาจจะเป็นพาสต้าที่ผัดด้วยน้ำมันมะกอก ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยเล็กน้อยเป็นพอ

สลัดก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับการทานคู่กับ Le Petite Rose แถมยังดีต่อใจกับสาว ๆ อีกด้วยเพราะจะไม่ทำให้พวกเธออ้วน หรือถ้าไม่อยากทานคู่กับสลัด ก็สามารถเลือกเป็นอาหารทะเลได้ พอดีกับช่วงนี้ที่เทรนด์อาหารทะเลกำลังฮิตสุด ๆ หาทานได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก แถมบ้านเราก็ยังมีให้เลือกเพียบ

หากใครที่ชื่นชอบการดื่ม โรเซ่ไวน์ อยู่แล้ว ก็ไม่ควรที่จะพลาดLe Petite Roseให้เป็นอีกหนึ่งในตัวเลือกที่ทำให้มื้ออาหารของคุณอร่อยมากขึ้น และให้เป็นอีกหนึ่งผู้ช่วย ที่จะมาทำให้ช่วงเวลาอันแสนวิเศษระหว่างคุณและคนรักน่าจดจำไปเนิ่นนาน

Wine with girl มาแนะนำไวน์ที่เหมาะกับสาว ๆ มือใหม่หัดดื่มไวน์กัน

                ไวน์ถือเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผู้หญิงชื่นชอบ เพราะให้ความรู้สึกที่มีเสน่ห์ มีรสนิยม และสามารถใช้ในการเข้าสังคมได้ หรืออาจจะเป็นความชอบโดยส่วนตัว และที่สำคัญก็คือการดื่มไวน์ในปริมาณที่พอเหมาะนั้นให้ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้ดีกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่น เพราะในไวน์มีสารจำพวกต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสามารถช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ เดี๋ยวนี้จึงจะเห็นสาว ๆ หลายคนเลือกที่จะเริ่มหันมาดื่มไวน์แทนการดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่นกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สำหรับสาว ๆ คนไหนที่กำลังสนใจอยากจะมาลิ้มลองไวน์ดูบ้าง วันนี้เราจะมาแนะนำไวน์ที่เหมาะกับมือใหม่กัน

อย่างที่รู้กันว่าร่างกายของผู้หญิงนั้นค่อนข้างบอบบางกว่าคุณผู้ชาย รวมไปถึงการสลายแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปด้วย ทำให้ผู้หญิงมักจะดื่มได้น้อยกว่าและมึนเมาได้มากกว่านั่นเอง เพราะฉะนั้นไวน์ที่เหมาะกับคุณผู้หญิงโดยเฉพาะมือใหม่หัดดื่มจึงควรเป็นไวน์ที่ปริมาณแอลกอฮอล์ไม่มากจนเกินไปและมีรสชาติที่ค่อนข้างดื่มง่ายก่อน อย่างไวน์ขาวแบบต่าง ๆ ที่จะมีรสชาติที่เปรี้ยวหวานนำมากกว่าไวน์แดง ที่จะมีรสฝาดมากกว่า หรือจะลองเป็นสปาร์คกลิ้งไวน์ แชมเปญ หรือไวน์โรเซ่ที่เป็นไวน์มีฟองและให้ความรู้สึกที่สดชื่น กลิ่นหอม และดื่มง่ายซึ่งมีหลากหลายแบบให้ได้เลือกลิ้มลอง และหากไม่อยากลองดื่มเฉพาะไวน์อย่างเดียว แนะนำให้ลองดื่มคู่กับอาหาร ผลไม้ หรือขนมที่เข้ากันดู เพราะไวน์จำพวกไวน์ขาวหรือสปาร์คกลิ้งไวน์จะสามารถทานกับอาหารที่รสชาติไม่หนัก อาหารเบา ๆ เช่น สลัด หรืออาหารจำพวกเนื้อปลาได้ดี จึงเหมาะเป็นเครื่องดื่มคู่กับอาหารสำหรับสาว ๆ ที่กำลังดูแลสุขภาพเป็นพิเศษที่ไม่อยากทานอาหารมื้อหนักจนเกินไปได้เป็นอย่างดี แต่หากสาว ๆ คนไหนที่ชอบรสชาติที่หนัก ๆ ขึ้นมาหน่อย ก็อาจจะลองเลือกไวน์แดงมาจิบดูก็ได้ ก็จะได้รสชาติที่แตกต่างออกไปจากไวน์ขาวโดยเฉพาะรสสัมผัสที่จะมีความฝาดและมีความเข้มข้นไปอีกแบบ

                และสำหรับสาว ๆ มือใหม่นั้นควรเริ่มต้นที่การดื่มที่วันละประมาณ 1 – 2 แก้วก่อน เพราะอย่าลืมว่าอย่างไรแล้วไวน์ก็ถือเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ หากดื่มมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีได้ เพราะฉะนั้นควรเริ่มต้นที่ปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป แล้วถึงค่อย ๆ เพิ่มปริมาณไปทีละนิดจะดีว่า เพราะเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของการดื่มไวน์ก็คือการค่อย ๆ ดื่มเพื่อให้ได้รับรู้ถึงรสสัมผัสทั้งกลิ่นและรสชาติที่แท้จริงของไวน์นั่นเอง รู้แบบนี้แล้วต่อไปสาว ๆ ก็อย่าลืมไปลองเลือกไวน์ที่แนะนำไปมาดื่มดูได้เลย รับรองว่าจะต้องหลงรักเครื่องดื่มสุดคลาสสิกที่เรียกว่าไวน์นี้อย่างแน่นอน

Category : สาระน่ารู้

Tag : ดื่มไวน์, เลือกไวน์, ไวน์ขาว

https://bit.ly/2EocZIG

แนะนำวิธีการเลือกไวน์ดื่มคู่กับอาหารจานเนื้อ เติมเต็มมื้ออาหารให้เลิศรสยิ่งขึ้น

เนื้อปรุงสุกหอม ๆ เป็นอาหารจานอร่อยที่ใครหลาย ๆ คนชื่นชอบ และหากคุณกำลังมองหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้ากับอาหารจานเนื้อได้เป็นอย่างดี ไวน์จะต้องเป็นเครื่องดื่มชนิดแรก ๆ ที่นึกถึง เพราะรสชาติที่ซับซ้อนของไวน์จะไปเสริมรสชาติแสนอร่อยของเนื้อได้เป็นอย่างดี แต่อาหารจานเนื้อแต่ละจานก็เข้ากันได้ดีกับไวน์ที่แตกต่างกันไป เรามีเคล็ดลับการเลือกไวน์ให้เหมาะสมกับอาหารจานเนื้อแต่ละจานมาฝาก มีอะไรบ้าง มาดูกัน

การเลือกไวน์ที่เหมาะกับ สเต็กเนื้อ

เคล็ดลับการเลือกไวน์ที่เหมาะสำหรับ สเต็กเนื้ออร่อย ๆ ก็คือไวน์ที่มีแทนนินผสมค่อนข้างสูง ซึ่งจะค่อนข้างมีรสฝาดและเข้มข้น เข้าไปเสริมความชุ่มช่ำของเนื้อได้อย่างลงตัว

สเต็กโดยทั่วไปจะมีการปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย ดังนั้นหากคุณต้องการจะชูรส สเต็กเนื้อของคุณ ควรจะเลือกไวน์ที่มีรสจัดจ้าน มีกลิ่นอายของเครื่องเทศเข้มข้นเช่นไวน์ Shiraz จากออสเตรเลีย ไวน์ Syrah จากแคลิฟอร์เนีย หรือหากคุณอยากทานไวน์โลกเก่าแสนคลาสสิคจากจากฝรั่งเศส ก็สามารถเลือกดื่มไวน์ Châteauneuf-du-Pape คู่กับ สเต็กได้

การเลือกไวน์ที่เหมาะกับแฮมเบอร์เกอร์

แฮมเบอร์เกอร์เป็นอาหารจานด่วนที่ใคร ๆ ก็โปรดปราน เพราะผู้ที่ทานสามารถเลือกเครื่องที่จะอยู่ภายในแฮมเบอร์เกอร์ได้ตามใจ ทำให้แฮมเบอร์เกอร์มีรสชาติอร่อยถูกปากคนทานอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อแฮมเบิร์ก เชดด้าชีส หัวหอม มะเขือเทศหรือผักดอง หากคุณต้องการจะเลือกไวน์ที่เหมาะสำหรับอาหารที่มีรสชาติซับซ้อนมากมายอย่างแฮมเบอร์เกอร์ ก็ควรที่จะต้องเลือกไวน์ที่มีรสชาติอ่อน ๆ ไม่หนักหรือซับซ้อนมาก ยกตัวอย่างเช่น ไวน์ Mourvèdre Rosé หรือ Côtes du Rhone

หากคุณอยากจะเลือกแฮมเบอร์เกอร์และไวน์สำหรับทานคู่กัน เราแนะนำให้เลือกแฮมเบอร์เกอร์ไส้ชีส halloumi ซอสบาร์บีคิวและหัวหอมย่าง ทานคู่กับไวน์ Syrah, Malbec ไวน์ Zinfandel หรือ Cabernet Sauvignon ที่มีแทนนินค่อนข้างสูงและมีความเป็นกรดหรือมีรสเปรี้ยว สามารถตัดความหวานของหัวหอมและซอสบาร์บีคิวได้ดี

เนื้อย่าง

เนื้อย่างเป็นอาหารจานเนื้อที่มีกลิ่นหอมที่ชวนทานและรสชาติอร่อยจนเกินจะห้ามใจ โดยรสชาติอันโดดเด่นของเนื้อย่างก็คือเนื้อที่มีรสชาติเข้มข้นไปด้วยซอสเกรวี่เข้มข้น โดยไวน์ที่เหมาะกับเนื้อย่างที่สุดก็คือไวน์ที่มีความเข้มข้นไม่แพ้กัน

แนะนำให้เลือกไวน์ Cabernet Sauvignon จากแคลิฟอร์เนียที่มีอายุประมาณ 5 – 10 ปี หรือไม่ก็ไวน์ Cab/Shiraz จากออสเตรเลียก็เหมาะกับเนื้อย่างไม่แพ้กัน หากคุณอยากดื่มไวน์โลกเก่าจากประเทศแถบยุโรป ลองดื่ม Old Vine Barbera หรือ Grenache ที่มีอายุ 5 – 10 ปี โดยไวน์ที่ถูกเก็บมาเป็นระยะเวลานาน จะทำให้รสชาติมีความเข้มข้นและหนักแน่นมากยิ่งขึ้น

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าไวน์ที่เหมาะกับเนื้อนั้นส่วนมากจะเป็นไวน์แดงที่มีรสชาติเข้มข้น มีความฝาดและมีรสเปรี้ยวตามเล็กน้อย โดยรสชาติแบบนี้จะเข้าไปเสริมความหวานอร่อยตามธรรมชาติของอาหารจานเนื้อ ช่วยยกระดับให้มื้ออาหารจานเนื้อของคุณให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น หากคุณเลือกทานอาหารจานเนื้อในคราวหน้า อย่าลืมลองสั่งไวน์ที่เหมาะสมไปดื่มคู่กันดู รับรองว่าไม่ผิดหวัง

ชวนชมโรงบ่มไวน์ชั้นเลิศที่ตั้งอยู่ในประเทศในแถบทวีปเอเชีย ชิมเพลินแบบไม่ต้องเดินทางไกล

หากคุณนึกถึงไวน์ ประเทศในแถบเอเชียอาจจะไม่ใช่ประเทศแรก ๆ ที่คุณนึกถึง แต่จริง ๆ แล้ว ในทวีปเอเชียก็มีโรงบ่มไวน์ที่รังสรรค์ไวน์ที่มีรสชาติอร่อยและคุณภาพเยี่ยมอยู่หลายที่ ซึ่งไม่แพ้ไวน์ตัวดังจากฝรั่งยุโรปเช่นเดียวกัน โดยประเทศในเอเชียที่มีภูมิอากาศที่เหมาะสมในการปลูกองุ่นสำหรังโรงบ่มไวน์ สามารถผลิตไวน์ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงก็คือพม่า ญี่ปุ่นและอินเดีย

โรงบ่มไวน์ Aythaya Vineyard ในประเทศพม่า

มาเริ่มกันที่โรงบ่มไวน์ในเอเชียที่แรกที่อยากจะแนะนำ นั้นก็คือ Aythaya Vineyard ในประเทศพม่า โดยโรงบ่มไวน์นี้ตั้งขึ้นโดย Bert Morsbach ตั้งแต่ปี 1999 ในรัฐ Shan ที่อยู่ทางใต้และใกล้กับทะเลสาบ Inle ที่ใช้สำหรับทำการเพาะปลูกโดยเฉพาะ โดยสวนที่ใช้ปลูกองุ่นของที่นี้จะมีดินปูนและสภาพอากาศโดยรอบที่เหมาะสมกับการนำไปผลิตไวน์นั่นเอง

ไวน์ที่เป็นตัวซิกเนเจอร์ของโรงบ่มไวน์ Aythaya Vineyard ก็จะมีไวน์แดงและไวน์ขาว Aythaya ซึ่งเป็นไวน์ที่เหมาะกับดื่มคู่กับอาหารท้องถิ่นของพม่า

โรงบ่มไวน์ Sula Vineyards ในประเทศอินเดีย

โรงบ่มไวน์ที่ถูกก่อตั้งโดย Rajeev Samant ในปี 1999 โดย Rajeev ได้เล็งเห็นศักยภาพในผืนดินที่เป็นมรดกของครอบครัวที่ตั้งอยู่ใน Nashik ประเทศอินเดีย โดยที่ดินในแถบนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของการปลูกองุ่นแบบทานสด สำหรับดินใน Nashik นั้นเป็นดินจากภูเขาไฟ ตั้งแต่หินบะซอลต์จนถึงดินแดงและโคลนที่เหนียวข้น เมื่อรวมกับอากาศเย็น ๆ ของบริเวณนี้ก็จะทำให้กลายเป็นจุดที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการปลูกองุ่นสำหรับการทำไวน์

จึงไม่แปลกใจเลยที่โรงบ่มไวน์ Sula Vineyards กลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วและถูกขนานนามว่า Napa Valley แห่งประเทศอินเดีย โดยมีการผลิตไวน์ตั้งแต่ไวน์แดง ไวน์ขาว ไวน์โรส ไปจนถึงไวน์ซ่าหรือ Sparkling wine นักท่องเที่ยวสามารถมาทัวร์รอบ ๆ โรงบ่มไวน์ได้ โดยทัวร์นี้จะพาคุณไปเยี่ยมชมการผลิตไวน์แต่ขั้นตอนอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นที่โรงบ่มไวน์นี้ยังมีการจัดคอนเสิร์ตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีอีกด้วย

โรงบ่มไวน์ Château Mercian ในประเทศญี่ปุ่น

ถึงแม้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศญี่ปุ่นก็คือสาเก แต่ในจังหวัด Yamanashi ในญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ใกล้กับฐานของภูเขาฟูจิก็มีโรงบ่มไวน์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเช่นเดียวกัน โดยสถานที่ที่บุกเบิกอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ในประเทศญี่ปุ่นก็คือโรงบ่มไวน์ Château Mercian ที่ตั้งขึ้นในปี 1970 โดยโรงบ่มไวน์นี้ได้รับรางวัล “สุดยอดโรงบ่มไวน์แห่งปี” จากรีวิวไวน์เอเชียปี 2016

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนโรงบ่มไวน์นี้สามารถไปทัวร์โรงบ่มไวน์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับชิมไวน์ Koshu Kiiroka ซึ่งเป็นไวน์ขาวที่มีรสชาติสดชื่นหรือไวน์ Kikyogahara Merlot ที่มีรสชาติเข้มข้นเย้ายวน นอกจากนั้น นักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ไวน์ที่มีการจัดแสดงกรรมวิธีการบ่มไวน์ตั้งแต่โบราณ ซึ่งมีความน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก

ถ้าคุณยังไม่เคยลองชิมไวน์จากประเทศในแถบเอเชียมาก่อนละก็ ควรจะลองดูสักครั้งเมื่อคุณได้มีโอกาสไปเที่ยวในประเทศเหล่านี้ เพราะนอกจากจะมีคุณภาพยอดเยี่ยมแล้ว ไวน์แต่ละประเทศจะถูกผลิตมาให้เหมาะกับอาหารในประเทศนั้น ๆ อีกด้วย

เคล็ดลับการจับคู่ไวน์กับอาหารที่มีรสจัด

โดยปกติแล้ว สาเหตุที่ไวน์ไม่เหมาะกับอาหารที่มีรสจัด ก็เป็นเพราะรสชาติที่ซับซ้อนและเข้มข้นของไวน์ ที่มักจะไปทำลายรสชาติที่ซับซ้อนอยู่แล้วของอาหารที่มีรสจัด แต่ก็มีไวน์บางตัว ที่มีรสชาติเบา ๆ และเหมาะกับอาหารรสจัดเป็นที่สุด โดยสิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่คุณควรคำนึงไว้หากต้องการจะเลือกไวน์ที่เหมาะกับอาหารรสจัด

1.หลีกเลี่ยงไวน์ที่มีกลิ่นโอ๊กและแอลกอฮอล์

ไวน์ที่เหมาะกับอาหารที่มีรสชาติซับซ้อนก็คือไวน์ที่มีแอลกอฮอล์ปานกลางไปถึงต่ำ คุณควรเลือกไวน์ที่มีรสชาติเบา สดชื่นและมีความเป็นกรด ซึ่งจะช่วยชูรสชาติที่เผ็ดร้อนและเข้มข้นของอาหารที่มีรสชาติเผ็ดจัดได้เป็นอย่างดี ราวกับมะนาวที่ปรุงรสชาติของอาหาร เช่นเดียวกันกับรสชาติของโอ๊กในตัวไวน์ ที่จะไปทำให้รสชาติของอาหารรสจัดนั้นด้อยลงไป ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงไวน์ที่มีกลิ่นโอ๊กเด่นเกินไปจะดีที่สุด

2. เลือกไวน์ที่มีกลิ่นผลไม้และไม่มีรสฝาด

ควรเลือกไวน์ขาวที่มีกลิ่นหอม มีความฝาดน้อยที่สุดและมีรสชาติผลไม้ที่โดดเด่น ซึ่งไวน์ที่มีรสชาติแบบนี้เหมาะกับอาหารที่มีรสจัดจากเอเชียมากที่สุด โดยความหวานจากน้ำตาลที่เหลืออยู่ในไวน์จะสร้างรสชาติที่ตัดกับความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศ ดึงสมดุลรสชาติของอาหารให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

3.เพิ่มรสชาติของอาหารด้วยไวน์แดงที่มีรสชาติเบา

สำหรับไวน์แดงที่มีรสชาติจัดจ้านก็สามารถดื่มคู่กับอาหารรสจัดได้เช่นเดียวกัน แม้จะมีแทนนินที่ทำให้มีรสฝาดและมีแอลกอฮอล์ที่ค่อนข้างสูง ที่จะเข้าไปเน้นความขมของอาหารและช่วยทำให้อาหารมีรสชาติที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเคล็ดลับในการเลือกไวน์แดงที่เหมาะกับอาหารก็คือควรจะมีความเป็นกรดอยู่มากพอสมควร เพื่อทำให้ตัวไวน์เบา สามารถดื่มคู่กับอาหารรสจัดได้โดยไม่ทำให้รสชาติโดยรวมหนักจนเกินไป

แนะนำไวน์ที่เหมาะกับอาหารที่มีรสจัด

แนะนำให้หลีกเลี่ยงไวน์ที่มีแอลกอฮอล์และแทนนินมากเกินไปอย่าง Cabernet Sauvignon, Shiraz และ Merlot พอ ๆ กับ Chardonnay ที่มีกลิ่นโอ๊กแรงจนเกินไป

ในไวน์ขาวที่มีกลิ่นผลไม้ที่น่าสนใจก็มี Albariño จาก Rías Baixas ในสเปนไวน์ Grüner Veltliner จากออสเตรีย และ Vouvray จาก Loire valley ในฝรั่งเศส นอกจากนั้นก็ยังมีไวน์ Gewürztraminer และ Viognier ที่แม้จะไม่มีรสเปรี้ยวสดชื่นมากมายนัก แต่ก็มีกลิ่นหอม ๆ และรสชาติผลไม้ เหมาะสำหรับอาหารที่มีรสเผ็ดที่สุด

และสำหรับไวน์แดงที่ค่อนข้างเหมาะดื่มคู่กับอาหารที่มีรสเผ็ดก็มี Barbera จากอิตาลี ไวน์ Beaujolais จากประเทศฝรั่งเศส โดยไวน์เหล่านี้มีแทนนินค่อนข้างต่ำ พร้อมรสผลไม้สดชื่นและความเป็นกรดค่อนข้างต่ำ เหมาะกับอาหารที่มีรสเผ็ด

จริง ๆ แล้วอาหารทุกประเภทก็เหมาะกับไวน์ทั้งหมด เพียงแต่ว่าเราควรจะเลือกไวน์ให้เหมาะสมกับอาหารที่เราจะทานมากที่สุด เพื่อช่วยให้อาหารมื้อนั้นเป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด ถ้าไม่เชื่อ ลองจับคู่ไวน์กับอาหารรสจัดที่คุณชื่นชอบดู รับรองว่าไม่ผิดหวัง