Category Archives: สาระน่ารู้

รู้หรือไม่ อุณหภูมิมีผลต่อรสชาติของไวน์ด้วยนะ


อุณหภูมิถือว่ามีความสำคัญกับไวน์เป็นอย่างมาก นับตั้งแต่ขั้นตอนการหมัก การบ่มไวน์ การเก็บไวน์ จนมาถึงการดื่มไวน์ ไม่ว่าไวน์จะอยู่ในขั้นตอนไหน การรักษาอุณหภูมิของไวน์ที่เหมาะสม จะช่วยทำให้คุณภาพและรสชาติของไวน์ไม่ผิดเพี้ยน และยังช่วยให้ไวน์มีรสชาติความกลมกล่อมขึ้นด้วย จะเห็นจากโรงบ่มไวน์ต่าง ๆ จะมีการควบคุมอุณหภูมิในการบ่มให้คงที่ ไม่ปล่อยให้สภาพอากาศมามีผลกระทบต่อไวน์ได้ง่าย ต่อมาจนบรรจุไวน์ลงขวดก็ต้องมีการเก็บรักษาไวน์ต่อในที่ ๆ มีอุณหภูมิที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน แม้แต่ขั้นตอนในการรินไวน์เพื่อดื่มก็ยังคงต้องคำนึงถึงอุณหภูมิและสภาพอากาศตอนนั้นร่วมด้วย เรียกได้ว่าอุณหภูมิมีผลต่อสีและรสชาติไวน์ในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตมาจนถึงการดื่มเลยทีเดียว

อุณหภูมิที่เหมาะสมของไวน์แต่ละแบบ

                ในการหมักไวน์แต่ละประเภท นอกจากระยะเวลาในการหมักที่ต่างกันแล้ว ก็จะมีการใช้อุณหภูมิที่ต่างกันด้วย อย่างเช่นไวน์ขาวจะใช้อุณหภูมิในการหมักที่ต่ำกว่าไวน์แดง เนื่องจากไวน์ขาวจะอาศัยความเย็นที่ในการหมักที่มากกว่าไวน์แดง นอกจากนั้นในการจิบไวน์ในแต่ละครั้ง ก็ควรจะมีอุณหภูมิที่เหมาะสมของไวน์แต่ละประเภทด้วย

  • ไวน์แดง ควรรินไวน์ลงแก้วละจิบในอุณหภูมิห้อง ไม่ควรเย็นจัด เพราะไวน์แดงเป็นไวน์ที่มีรสฝาดนำ มีความเข้มข้น และมีรสชาติที่ซับซ้อน หากไวน์มีอุณหภูมิที่เย็นเกินไป หรือร้อนเกินไป ก็จะทำให้สีและรสชาติของไวน์เปลี่ยนไป อาจจะมีรสชาติที่ฝาดขึ้นและกลิ่นแรงขึ้นจนเวียนหัวได้ เพราะฉะนั้นสำหรับไวน์แดงที่มีความเข้มข้นแบบนี้ควรรินและจิบไวน์ในอุณหภูมิห้องจะดีที่สุด เพราะจะทำให้เราได้รับรสชาติไวน์ที่คงที่ และได้สัมผัสกับกลิ่นของไวน์ที่แท้จริง
  • ไวน์ขาว จะเหมาะกับการจิบในอุณหภูมิที่เย็น เพราะจะให้ความรู้สึกที่สดชื่น และได้กลิ่นหอมของผลไม้ในไวน์ที่ขึ้นมาแตะจมูกตอนจิบ ทำให้ได้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและรสชาติละมุนลิ้น ส่วนมากไวน์ขาวจะไม่รอให้ไวน์อุ่น หรือปล่อยให้ไวน์โดนอุณหภูมิที่สูงมากเกินไป เพราะหากเป็นแบบนั้น จะทำให้สีและรสชาติของไวน์กร่อยลงไปจากเดิมได้
  • สปาร์คกลิ้งไวน์ ไวน์จำพวกมีฟองซ่า หรือแชมเปญที่หลาย ๆ คนรู้จักกันดี มักจิบกันตอนที่เย็นจัด ๆ เพราะจะทำให้ความซ่าของไวน์ยังอยู่ และรสชาติเปรี้ยวอมหวานของตัวไวน์ไม่โดนกลบไป ทำให้ผู้ที่ดื่มรู้สึกสดชื่น ได้สัมผัสกับความซ่าของไวน์ได้อย่างเต็มที่ ไวน์ประเภทนี้จึงเหมาะมากที่จะจิบทันทีหลังนำออกมาจากตู้แช่

นอกจากจะดูเรื่องอุณหภูมิที่มีผลต่อสีและรสชาติของไวน์แล้ว ก็อย่าลืมคำนึงถึงปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น อาหารที่ทานกับไวน์ เวลาในการจิบไวน์ เป็นต้น เพราะปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้สามารถทำให้ไวน์ที่คุณจิบมีรสชาติที่ดีขึ้นหรือแย่ลงได้เช่นกัน

 

มาเลือกแก้วไวน์ที่ใช่ จับคู่กับไวน์ที่ชอบกันเถอะ


นอกจากเราจะเลือกไวน์ที่ชอบกันได้แล้ว ภาชนะที่ใส่ไวน์ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กันนะ จะเห็นว่าแก้วไวน์ มักจะเป็นแก้วที่จะมีลักษณะรูปทรงที่ไม่เหมือนกับแก้วที่ใส่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่น ๆ แต่จะมีลักษณะเฉพาะที่เมื่อมองก็จะรู้ได้ทันทีว่าคือแก้วไวน์ แต่จริง ๆ แล้วแก้วไวน์มีหลายแบบหลายรูปทรงอยู่เหมือนกัน แต่ละแบบก็จะออกแบบมาเพื่อใช้คู่กับไวน์ที่แตกต่างกันไป

ลักษณะโดยทั่วไปของแก้วไวน์

  • แก้วไวน์จะมีลักษณะขอบแก้วที่บาง ไม่หนาเหมือนแก้วน้ำหรือแก้วเบียร์ทั่วไป นั่นก็เพราะว่าของแก้วที่บางจะช่วยให้การจิบไวน์ของเราละมุนขึ้น ช่วยเพิ่มสัมผัสที่อ่อนนุ่มไม่แข็งกระด้างจนเกินไป และทำให้ริมฝีปากของเราสัมผัสกับรสชาติของไวน์ได้ดีขึ้น
  • ส่วนของตัวแก้ว คือส่วนที่รองรับไวน์นั่นเอง ตัวแก้วไวน์ทุกชนิดจะเป็นแก้วที่ใส สะอาดตา เมื่อเทไวน์ลงไปแล้วจะมองเห็นสีไวน์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะมีรูปทรงความโค้งมน สูงต่ำ แต่ต่างกันไป
  • ด้ามจับแก้วหรือก้านแก้ว เป็นส่วนที่เราเอาไว้จับแก้วไวน์นั่นเอง โดยจะมีลักษณะเป็นด้ามสูงเล็กเหมือนเสา ที่มีลักษณะเช่นนี้ก็เพราะว่า การจับด้ามแก้วแบบนี้จะทำให้มือของเราไม่สัมผัสส่วนของตัวแก้วโดยตรง เพราะอุณหภูมิความร้อนจากมือของเราสามารถส่งผลต่อรสชาติของไวน์ในแก้วได้
  • ฐานแก้ว เป็นส่วนฐานวงกลมแบนที่อยู่ข้างล่างด้ามจับแก้ว เพื่อให้เราสามารถตั้งวางแก้วได้นั่นเอง

เลือกแก้วไวน์ให้เหมาะสมกับไวน์

  • ไวน์แดง เหมาะกับการใช้แก้วที่มีลักษณะตัวแก้วที่กลมอ้วน มีปากแก้วที่กว้าง เนื่องจากไวน์แดงเป็นไวน์ที่มีรสชาติที่เข้มข้นและฝาดกว่าไวน์ประเภทอื่น ๆ มีกลิ่นไวน์ที่แรง แก้วไวน์ที่ใหญ่จะทำให้คุณสามารถเห็นสีของไวน์ได้อย่างชัดเจน รวมถึงสัมผัสกับกลิ่นและรสชาติได้ดีขึ้น และด้วยตัวแก้วที่ใหญ่ปากกว้าง จะทำให้อากาศสามารถเข้าไปในไวน์ได้ง่าย และได้รสชาติที่ละมุนลิ้นขึ้น
  • ไวน์ขาว เหมาะกับการใช้แก้วที่มีลักษณะตัวแก้วเรียวสูง เพราะจะทำให้แก้วสามารถรักษาความเย็นและความหอมของผลไม้ของไวน์ได้ดีกว่าแบบกว้าง เพราะไวน์ขาวมักจะจิบตอนที่กำลังเย็น
  • สปาร์คกลิ้งไวน์ เนื่องจากไวน์ประเภทนี้เป็นไวน์แบบมีฟอง และมีความซ่าเพราะมีการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป แก้วที่เหมาะกับไวน์ประเภทนี้จึงควรเป็นแก้วรูปทรงกระบอกสูงยาว และปากแก้วค่อนข้างแคบ เพราะจะช่วยทำให้อากาศเข้าไปในแก้วได้ยาก ช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาของอากาศกับไวน์ที่เป็นสาเหตุทำให้ไวน์หมดความซ่าได้

เมื่อรู้จักลักษณะแก้วไวน์แบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับไวน์แต่ละประเภทแล้ว ต่อไปหากอยากลองจิบไวน์ดี ๆ สักขวด ก็สามารถเลือกแก้วให้เหมาะสมกับไวน์สุดโปรดกันได้แล้ว

 

บ่มไวน์อย่างไรให้รสชาติดีเลิศ ลักษณะโรงบ่มไวน์ที่ดีควรมี

โรงบ่มไวน์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตไวน์ทุกชนิด เพราะถือเป็นสถานที่ที่มีผลต่อรสชาติของไวน์ และคุณภาพของไวน์ที่ผลิต นอกจากขั้นตอนการคัดสรรพันธุ์องุ่นที่จะนำมาทำไวน์และการหมักไวน์แล้ว การบ่มไวน์ก็ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่ต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก เพราะสภาพแวดล้อมหรือปัจจัยภายนอกต่าง ๆ สามารถมีผลต่อรสชาติและสีของไวน์ได้เสมอ หากจะพูดถึงโรงบ่มไวน์ที่มีในแต่ละประเทศทั่วโลก ต้องบอกว่ามีเยอะมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละที่ล้วนมีจุดเด่นที่เป็นลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป

บ่มไวน์อย่างไรให้ได้รสชาติดี

การบ่มไวน์ที่ดี จะทำให้เราได้ไวน์ที่ตรงตามคุณสมบัติที่ตั้งไว้ เช่น ได้ไวน์ที่มีสีใสสวยมากขึ้น ไม่มีตะกอนตกค้าง ได้รสชาติไวน์ที่ละมุน มีรสชาติดียิ่งขึ้น โดยระยะเวลาในการบ่มจะแล้วแต่ประเภทของไวน์ ไม่ได้มีระยะเวลาที่ตายตัว ว่ากันว่ายิ่งบ่มนานยิ่งทำให้รสชาติของไวน์ดีขึ้นตามไปด้วย บางครั้งบ่มกันนานหลายปีเลยก็มี ไวน์ขาว และไวน์ชมพูอาจจะใช้ระยะเวลาการบ่มที่น้อยกว่าไวน์แดง เพราะจะเน้นการได้รสสัมผัสที่เป็นกลิ่นหอมของผลไม้อยู่ แต่หากเป็นไวน์แดงที่มีรสชาติเข้มข้นขึ้นมา ก็อาจจะใช้ระยะเวลาในการบ่มนานขึ้นอีกสักนิด แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นไวน์แบบไหน ก็ควรจะบ่มในโรงบ่มที่มีคุณภาพ ยิ่งบ่มในถังสแตนเลสหรือถังไม้โอ๊คชั้นดี ก็จะช่วยให้เราได้ไวน์ที่ได้มีคุณสมบัติที่ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย หลังจากบ่มได้ทีแล้วจึงมีการตรวจสอบคุณภาพไวน์อีกครั้งก่อนนำไปบรรจุในขวดแล้วนำไปเก็บต่อ

ลักษณะโรงบ่มไวน์ที่ดี

  • มีสถานที่ที่กว้างขวาง ทำเลเหมาะสม พื้นที่ไม่แออัดจนเกินไป สามารถบ่มไว้ในถังสแตนเลส หรือถังไม้โอ๊คได้อย่างสะดวกสบาย
  • มีอุณหภูมิที่เหมาะสม อย่างที่รู้กันว่าอุณหภูมิมีผลต่อการคุณภาพ และรสชาติของไวน์ การบ่มไวน์ในโรงบ่มที่มีการควบคุมอุณหภูมิได้ดี จึงช่วยให้ไวน์มีคุณภาพ และรสชาติที่ดีตามไปด้วย
  • เป็นโรงบ่มไวน์ที่มิดชิด ไม่มีแสงแดด หรือมีช่องว่างให้อากาศ ลมหรือฝนเข้าไปได้ เพราะความร้อน ความชื้นต่าง ๆ สามารถมีผลต่อคุณภาพของไวน์ได้ทั้งสิ้น และปัจจัยเหล่านี้ยังสามารถทำให้รสชาติของไวน์เปลี่ยนได้ตลอดเวลา
  • สามารถแยกประเภทไวน์ได้อย่างเหมาะสม เป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ปนกัน นั่นคือ โรงบ่มไวน์ที่ดีควรมีการแยกประเภทของถังเก็บไวน์ออกอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้สับสน และง่ายต่อการตรวจสอบคุณภาพไวน์ที่บ่ม เพราะไวน์แต่ละชนิดอาจจะต้องการระยะเวลาในการบ่มที่แตกต่างกัน การจัดระเบียบที่ดีจะช่วยให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

จะเห็นว่าการบ่มไวน์ที่ดี มีโรงบ่มไวน์ที่มีลักษณะถูกต้อง จะช่วยเพิ่มความมีประสิทธิภาพในการผลิตไวน์ให้ดียิ่งขึ้น และยังทำให้ไวน์ที่ออกมาจากโรงบ่มเป็นไวน์ชั้นดี มีคุณภาพเยี่ยมตามไปด้วย

 

สปาร์คกลิ้งไวน์ (Sparkling Wine) ไวน์ฟองซ่าแสนสดชื่น ที่หลายคนหลงรัก


เมื่อพูดถึงเรื่องไวน์ นอกจากไวน์แดง ไวน์ขาว ที่เป็นที่รู้จักของคนส่วนใหญ่แล้ว ยังมีไวน์อีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากเช่นกันนั่นคือ สปาร์คกลิ้งไวน์ นั่นเอง ซึ่งเป็นไวน์ที่มีฟอง มีความซ่า เนื่องจากในไวน์มีการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป ทำให้ไวน์เกิดฟองขึ้น และมีรสชาติซ่า เมื่อจิบแล้วจึงให้ความรู้สึกที่สดชื่นเป็นอย่างมาก

มารู้จักสปาร์คกลิ้งไวน์ (Sparkling Wine) ให้มากขึ้น

หากพูดถึงสปาร์คกลิ้งไวน์ หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูกันมากนัก แต่ถ้าพูดว่าแชมเปญ (Champagne) แล้วล่ะก็ ต้องมีหลายคนร้องอ๋อกันแน่ ๆ เพราะเคยได้ยินชื่อบ่อย ๆ และเคยเห็นในงานเลี้ยงฉลองต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานสังสรรค์ งานเลี้ยงรับรอง ที่จะมีการใช้แชมเปญเป็นเครื่องดื่มในการแสดงความยินดี แต่จริง ๆ แล้วแชมเปญก็คือหนึ่งในสปาร์คกลิ้งไวน์นั่นเอง แต่เป็นตัวที่อาจจะมีชื่อเสียงมากที่สุด แชมเปญ เป็นชื่อที่มาจากเมือง ๆ หนึ่งในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่นิยมปลูกองุ่นและผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ มากมาย โดยไวน์ที่มีการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปเมื่อผลิตที่เมืองนี้จะเรียกชื่อว่า แชมเปญ ตามชื่อเมืองนั่นเอง แต่หากเป็นไวน์ในลักษณะเดียวกันจากที่อื่น ๆ ก็จะเรียกรวมกันว่า สปาร์คกลิ้งไวน์ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าสปาร์คกลิ้งไวน์กับแชมเปญเป็นไวน์ชนิดเดียวกันไหม คำตอบก็คือใช่ แค่แชมเปญอาจจะเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากที่สุด มีผู้นิยมดื่มมากที่สุด จนหลาย ๆ คนเรียกแทนสปาร์คกลิ้งไวน์ว่าแชมเปญนั่นเอง

อยากสดชื่น ผ่อนคลาย ต้องสปาร์คกลิ้งไวน์ (Sparkling Wine)

                ส่วนประกอบในสปาร์คกลิ้งไวน์ก็คล้าย ๆ กับไวน์โดยทั่วไป คือหมักมาจากองุ่น หรือ ผลไม้รสเปรี้ยวต่าง ๆ อาจจะแตกต่างตรงที่เพิ่มการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปเพื่อทำให้ไวน์เกิดฟอง และมีความซ่ามากขึ้น จึงเหมาะกับการทานเพื่อเป็นแก้วเริ่มต้นมื้ออาหาร หรือจิบคู่กับอาหารเบา ๆ หรือจะเป็นมื้ออาหารประเภทอาหารทะเล และสลัดต่าง ๆ ก็ได้ และความพิเศษของสปาร์คกลิ้งไวน์อีกอย่างก็คือ หากดื่มตอนเย็นจัด ๆ จะยิ่งช่วยเพิ่มความสดชื่น และเพิ่มความผ่อนคลายได้มากเลยทีเดียว สปาร์คกลิ้งไวน์มีอยู่หลายแบบ หลายสี หลายรสชาติ ให้ได้เลือกลิ้มลองกัน เช่น ไวน์โรเซ่ ไวน์สีชมพูขวัญใจสาว ๆ ก็สามารถใช้สปาร์คกลิ้งไวน์มาทำได้เช่นกัน

รู้จักสปาร์คกลิ้งไวน์กันแล้ว ต่อไปหากอยากลองลิ้มรสไวน์ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นแบบนี้ ก็อย่าลืมหาเวลาไปลิ้มลองกันให้ได้เลย แค่เลือกสปาร์คกลิ้งไวน์คู่ใจให้ได้สักขวด ไม่ว่าจะจิบเบา ๆ ก่อนมื้ออาหาร จิบเพื่อผ่อนคลาย หรือจิบคู่กับอาหารสุดโปรด จะแบบไหนก็ให้ความรู้สึกดีสุด ๆ ไปเลย

 

เริ่มต้นดื่มไวน์ยังไงไม่ให้พลาด แนะนำเรื่องที่มือใหม่หัดดื่มไวน์ควรรู้


ปัจจุบันไวน์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องดื่มสำหรับหลากหลายโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการดื่มไวน์ในการการติดต่อธุรกิจ การพบปะสังสรรค์ในเรื่องงาน การดื่มเพื่อเพิ่มบรรยากาศในมื้ออาหาร การดื่มเพื่อผ่อนคลาย หรือการดื่มไวน์เพื่อเข้าสังคมต่าง ๆ ส่วนบางท่านที่ไม่เคยดื่มไวน์มาก่อน แต่อาจจะอยากลองดื่มไวน์ด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป ซึ่งการดื่มไวน์อาจไม่เหมือนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเราจึงจะมาแนะนำ 5 เรื่องที่มือใหม่หัดดื่มไวน์ควรรู้ไว้กัน

5 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการดื่มไวน์

  1. ก่อนจะดื่มไวน์ คุณควรรู้ส่วนผสมของไวน์ก่อนว่ามีอะไรบ้างอยู่ในไวน์แต่ละชนิด เพื่อเช็คดูว่ามีส่วนผสมอะไรบ้างไหมในไวน์ที่คุณไม่สามารถทานได้ เนื่องจากอาการแพ้โดยส่วนตัว
  2. ไวน์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์แตกต่างกันไปตามแต่ชนิด โดยปริมาณแอลกอฮอล์ที่อยู่ในไวน์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 9 – 12 % แต่ก็มีไวน์บางประเภทที่มีแอลกอฮอล์สูงกว่านั้น
  3. ไวน์ไม่เหมาะสำหรับการดื่มแบบแก้วเบียร์ และดื่มที่เดียวครั้งละมาก ๆ เพราะการดื่มไวน์จะเน้นเป็นการค่อย ๆ จิบ เพื่อค่อย ๆ รับรู้ถึงรสชาติและค่อย ๆ สัมผัสถึงความละมุนของไวน์ ซึ่งจะช่วยเพื่ออรรถรสในการดื่มได้เป็นอย่างมาก
  4. ไวน์มีหลายประเภท และแต่ละประเภทก็จะมีรสชาติและความเข้ากันกับมื้ออาหารที่แตกต่างกันไป เช่น ไวน์ขาว ซึ่งถือเป็นไวน์ทีมีรสชาติเบาที่สุด จะเหมาะทานคู่กับอาหารรสชาติเบา ๆ รสชาติไม่จัดจ้านนัก หรือไวน์แดงที่มีรสชาติเข้มขึ้นมาอีกหน่อย ก็จะเหมาะกับประเภทอาหารที่มีรสชาติเข้มข้นขึ้นมาอีกนิด เช่น สเต็กต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีไวน์แบบมีฟอง หรือ Sparkling Wine จะเป็นไวน์ที่มีรสซ่า จนเป็นที่ถูกใจหนุ่มสาวหลาย ๆ คน
  5. รู้จักสำรวจไวน์ก่อนดื่ม ไม่ว่าจะเป็นการแกว่งแก้วไวน์ก่อนดื่ม เพื่อดูความใส ดูสิ่งเจือปนในไวน์ หรือการดมไวน์ก่อนดื่มเพื่อสำรวจกลิ่นของไวน์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการเพิ่มสุนทรีย์ให้การดื่มไวน์ด้วย

เมื่อคุณรู้จักไวน์มากขึ้นแล้ว ก็จะช่วยให้คุณสามารถดื่มด่ำกับการดื่มไวน์ได้ง่ายขึ้น และดื่มได้ถูกต้องมากขึ้น แต่อย่าลืมว่าไม้ว่าคุณจะหัดดื่มไวน์เพื่อจุดประสงค์ใดก็ตาม ก็ไม่ควรดื่มในปริมาณที่มากเกินไป เพราะไวน์ก็ถือเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ หากดื่มมากจนเกินพอดีอาจเกิดปัญหาต่อร่างกายคุณได้ แต่หากคุณดื่มในปริมาณที่เหมาะสมแล้วล่ะก็ ไวน์จะกลายเป็นเครื่องดื่มอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยเพิ่มรสชาติในมื้ออาหารให้ดีขึ้น และยังช่วยทำให้บรรยากาศในการพบปะพูดคุยกับผู้คนให้ผ่อนคลายขึ้นได้มากเลยทีเดียว

 

เรียนรู้เรื่องไวน์ฉบับเร่งรัด ก่อนตัดสินใจซื้อไวน์สักขวด

ในขณะที่มีคนมากมายนิยมดื่มไวน์ แต่กลับไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับไวน์เท่าไหร่นัก ประเภท “ดื่มได้” แต่เลือก “ไม่เป็น” เมื่อไปยืนอยู่ในแผนกไวน์ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็อาจทำให้รู้สึกมึนงงสงสัย การที่เรามีความรู้เรื่องไวน์บ้าง ก็จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกซื้อไวน์ได้ง่ายขึ้น

ข้อแนะนำในการเลือกไวน์

หากไม่มั่นใจว่าไวน์ประเภทไหนดื่มกับอะไร และไวน์แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร ลองศึกษาข้อแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้เป็นตัวช่วย ผู้ที่ชำนาญเรื่องไวน์ หรือกูรูไวน์มักจะแนะนำไวน์ที่แตกต่าง โดดเด่น นั่นอาจนำมาซึ่งราคาที่สูงลิ่ว ข้อควรจำก็คือ ไม่มีใครที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับไวน์ ตัวเลือกและรสนิยมเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเอง คุณอาจจะนิยมชมชอบไวน์ประเภทที่กูรูไวน์ส่ายหัว หรือผู้ชำนาญไวน์เกลียดนักหนา

เปลี่ยนแปลงความคิด เปิดใจทดลองสิ่งใหม่ ๆ สนุกกับการหาประสบการณ์รอบตัวในโลกของไวน์ แล้วคุณจะไม่รู้สึกเสียดายเวลาที่ได้ทำเช่นนั้น

จำไว้ว่าสีของไวน์ไม่ได้เหมือนสีขององุ่นที่ผลิตไวน์ออกมา สีของไวน์จะแตกต่างไปตามกรรมวิธีการหมักบ่ม และผิวขององุ่นก็จะทำให้เกิดสีต่าง ๆ ที่เห็นเป็นเอกลักษณ์ในขั้นตอนสุดท้ายของการผลิต

เลือกแก้วไวน์ที่ถูกต้องในการทดลองดื่ม หรือในการเสิร์ฟไวน์ แก้วไวน์ที่ปากแคบ ก้านยาว ทรงกลม จะทำให้เรามองเห็นสีสันของไวน์ และเมื่อต้องแกว่งแก้วก็สามารถทำได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการใช้แก้วที่ใหญ่และจุมากเกินไป

หากอยากทดลองดื่มไวน์ราคาแพงควรสั่งไวน์ หรือซื้อไวน์จากแหล่งไวน์ที่มีอากาศอบอุ่น หรือเขตร้อน ไม่มีใครตั้งกฎเกณฑ์ว่าไวน์ควรซื้อจากที่ไหน แต่โดยทั่วไปไวน์จากถิ่นที่มีอากาศอบอุ่น หรืออากาศร้อนจะมีรสชาติดี และเป็นไวน์ที่มีเสน่ห์มากกว่าแหล่งอื่น เมื่อเลือกซื้อครั้งแรกอาจทดลองไวน์จากฝรั่งเศส แคลิฟอร์เนีย หรือไวน์ท้องถิ่นจากออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจให้คุณได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการตัดสินใจซื้อไวน์ที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น การซื้อไวน์ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ไวน์ดังกล่าวสามารถคาดหวังได้ว่าจะได้ไวน์ที่ถูกใจคุณ และอาจจะถูกใจแขกของคุณด้วย

ซอสราดเนื้อดี ๆ ไวน์แดงช่วยได้ หากอาหารมื้อนั้นเป็นเมนูเนื้อ การทำซอสให้อร่อยเพียงเติมไวน์แดง และเนยลงไปเป็นส่วนผสมของซอส ตั้งไฟให้ร้อนจนแอลกอฮอล์ระเหยออกหมด คุณก็จะได้ซอสราดเนื้อที่แสนอร่อย

อย่าให้รสนิยมการดื่มไวน์ของคนอื่นมีอิทธิพลเหนือรสนิยมการดื่มไวน์ของคุณ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะได้เลือกสิ่งที่แตกต่าง และตัดสินใจว่ารักชอบไวน์ชนิดใด แต่ละคนล้วนมีรสนิยมเฉพาะส่วนตัว ไวน์ชนิดเดียวกันอาจจะรู้สึกแตกต่างกัน อย่าทึกทักเอาเองว่าการดื่มไวน์ที่แนะนำจากผู้ชำนาญเรื่องไวน์ จะทำให้คุณดูเป็นผู้ที่มีรสนิยมดีขึ้นมาได้

อ่านศึกษาหาความรู้เรื่องไวน์เท่าที่คุณจะสามารถทำได้ ไม่เพียงแต่ตำราไวน์ แต่ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต บล็อก หรืออื่น ๆ ล้วนเป็นแหล่งข้อมูลที่ดี มีไวน์ใหม่ ๆ ออกสู่ท้องตลาดทุกวัน นั่นจะเป็นตัวช่วยที่ดี ที่ทำให้คุณค้นพบไวน์ที่มีคุณภาพ มีคุณค่า และคุณรื่นรมย์กับการดื่มไวน์ได้เป็นอย่างดี

ควรดื่มไวน์ในอุณหภูมิที่เหมาะสมตามที่แนะนำไว้บนฉลาก เพื่อช่วยให้รสชาติของไวน์คงเดิม ไวน์แดงควรดื่มที่อุณหภูมิประมาณ 14-15 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวควรดื่มที่อุณหภูมิประมาณ 8 องศาเซลเซียส เพราะไวน์ขาวที่อุ่นเกินไปรสชาติจะไม่ชวนดื่ม

เมื่อเดินเข้าร้านไวน์คราวต่อไป อย่าลืมนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกไวน์ เพราะถ้าสุ่ม ๆ เลือกไวน์มาสักขวด หากโชคดีก็อาจได้ไวน์ที่พอจะดื่มได้ หากโชคร้ายก็อาจจะถึงขั้นอยากเทไวน์ทิ้งเลยทีเดียว นอกจากเสียดายเงินค่าไวน์ แล้ว ยังเจ็บใจอีกต่างหาก

Category : สาระน่ารู้

Tag :  เรียนรู้เรื่องไวน์, การเลือกไวน์,  ซื้อไวน์

เครดิตภาพ : https://pixabay.com/de/wein-weingarten-flaschen-weingut-853109/

ดื่มไวน์คู่อาหาร & จิบไวน์แกล้มชีส คู่หูที่ลงตัว

การรับประทานไวน์คู่กับอาหาร เป็นการเพิ่มรสชาติอาหารในมื้อนั้น ๆ ให้ดียิ่งขึ้นไป ชาวยุโรป หรือในประเทศที่นิยมดื่มไวน์ จึงจับคู่ไวน์ตามรสชาติของไวน์แต่ละชนิด เข้าคู่กับอาหารที่รับประทานเช่น อาหารรสจัด อาหารทะเล อาหารประเภทเนื้อ อาหารจานผัก ฯลฯ นอกจากไวน์ดื่มคู่กับอาหารแล้ว หลายท้องถิ่นยังนิยมจิบไวน์แกล้มชีสอีกด้วย

จับไวน์เข้าคู่กับอาหาร

                แม้ว่ารสนิยมในการดื่มไวน์จะเป็นเรื่องส่วนบุคคล หลายคนอาจจะทดลองดื่มไวน์หลากหลายชนิด คู่กับอาหารประเภทต่าง ๆ จนค้นพบรสชาติที่ถูกใจตนเอง และทำรายการไวน์คู่กับอาหารไว้ประจำตัว แต่ก็มีข้อพึงจำว่า ไม่ใช่ว่าไวน์แดง หรือไวน์ขาวทุกชนิดจะเหมาะกับอาหารจานเดียวกันนั้น และสำหรับผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าอาหารที่เรารับประทานควรเลือกไวน์ประเภทใด ก็อาจจะยึดตามหลักการง่าย ๆ โดยแยกจากประเภทของไวน์ดังนี้

  • ไวน์ชาร์ดอเน (Chardonnay) ที่ไม่ได้หมักในถังไม้โอ๊ก ควรดื่มกับอาหารประเภทพาสต้า ซีฟู้ด หรืออาหารที่ไม่หนักท้องมาก ส่วนไวน์ชาดอนเนที่หมักในถังไม้โอ๊กรสชาติจะเข้มข้นกว่า อาจจะรับประทานกับอาหารมื้อที่หนักท้องมากกว่า เช่น ปลา พาสต้าซอสครีมทั้งหลาย
  • โซวีญงบล็อง (Sauvignon Blanc) ดื่มคู่กับอาหารจานเนื้อขาว ๆ เช่น ปลาที่ปรุงด้วยสมุนไพร หรือชีสแพะ
  • ปีโนกรีโจ (Pinot Grigio) ดื่มคู่กับอาหารจานผัก จานหอย สลัดซีฟู้ด
  • ไวน์สีกุหลาบ หรือโรเซ่ (Rosé) ดื่มคู่กับ อาหารประเภทซีฟู้ด หอย ฮอทด็อก เบอร์เกอร์ ซึ่งถือว่าไวน์โรเซ่นั้นสามารถดื่มได้กับอาหารหลายประเภท ขึ้นอยู่กับรสชาติจากการหมัก ว่าโรเซ่ชนิดนั้นหลงเหลือน้ำตาลจากกระบวนการหมักบ่มอยู่มากน้อยแค่ไหน ซึ่งมีตั้งแต่รสหวาน ไปจนถึงดราย (Dryไม่มีรสหวาน)
  • ปีโนนัวร์ (Pinot Noir) ไวน์ชนิดนี้จะคล้าย ๆ ไวน์กุหลาบ สามารถดื่มคู่กับอาหารได้หลายประเภท ลองกับอาหารจานปลา ประเภทปลาแซลมอน ไก่อบเห็ดและซอสครีม เป็นต้น
  • แมร์โล (Merlot) ดื่มคู่กับพิซซ่า พาสต้าซอสมะเขือเทศ หรือพอร์คช็อป
  • กาแบร์เน-โซวีญง (Cabernet Sauvignon) ดื่มคู่กับเนื้อแกะ สเต็ก เบอร์เกอร์
  • เกเวือร์ซทรามีเนอร์ (Gewürztraminer) นิยมดื่มคู่กับอาหารรสชาติจัดจ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในไวน์ที่เข้าคู่กันดีกับอาหารไทยของเรา

ไวน์กับชีส Yes Please!

การดื่มไวน์แกล้มชีสหลังมื้ออาหาร หรือเป็นของว่าง เป็นที่นิยมในสังคมตะวันตก ตามอาหาร หรือร้านไวน์ทั่ว ๆ ไปจะมีเมนูพิเศษไวน์แกล้มชีส ชีสมีหลากหลายประเภทเช่นเดียวกับไวน์ จึงมีการจับคู่ที่เหมาะสมและส่งเสริมรสชาติกันและกันเช่นเดียวกับไวน์และอาหาร เช่น ไวน์แมร์โลจิบแกล้มชีสแข็งเกาด้า (Gauda), ชาร์ดอเน จิบคู่กับชีสนิ่ม ๆ อย่างบรี (Brie), กีอันติ จิบคู่กับชีสแข็งพาร์เมซาน (Pamesan) , ไวน์รีสลิ่ง จิบคู่กับชีสอ่อนเบลอ (Blue), ปินัวร์ กริจิโอ จิบคู่ชีสอ่อนริคอสต้า (Ricotta), โซวีญงบล็อง จิบคู่กับชีสแข็งกรูว์แยร์ (Gruyère) , ชีสอ่อนมอสซเรลลา (Mossrella) , กาแบร์เน-โซวีญง จิบคู่กับชีสเชดด้า (Cheddar) เป็นต้น

ในสังคมยุโรปวัฒนธรรมการดื่มไวน์คู่กับอาหาร และชีสนั้นมีมาช้านาน นอกเหนือจากที่กล่าวถึงยังมีไวน์ อาหาร และชีส อีกหลายประเภทที่นิยมดื่ม และรับประทานคู่กัน รสนิยมของคนไทยเราอาจจะแตกต่างออกไป แต่หากลองเปลี่ยนจากการจิบไวน์เพียว ๆ โดยไม่ต้องมีอะไรแกล้ม มาเป็นจิบไวน์คู่กับอาหารไทย หรือลองไวน์กับชีสแปลก ๆ ดูบ้างก็จะทำให้เราได้รู้จักรสชาติที่แตกต่างออกไปจากที่เราคุ้นเคย

 

มาหัดพูดจาภาษาไวน์ กันเถอะ

เรื่องของไวน์มีหลากหลายที่ควรรู้ ผู้ที่นิยมดื่มไวน์เมื่อเอ่ยถึงไวน์ จะมีภาษาไวน์ที่สื่อสารให้เข้าใจได้ตรงกัน ไม่ใช่เพียงการพูดเพื่ออวดภูมิรู้ หรือพูดเท่ ๆ แต่ภาษาไวน์ในที่นี้ หมายถึงเป็นคำเฉพาะที่อธิบายถึงไวน์ขวดนั้น ๆ อาจจะหมายถึงบุคลิกของไวน์ รสชาติของไวน์ หรือส่วนผสมของไวน์ ซึ่งช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น รวมทั้งสามารถบอกได้ว่าคุณชอบหรือไม่ชอบไวน์ขวดนั้นเพราะอะไร

รู้จักภาษาไวน์

  • Acidity หมายถึงกรดในไวน์ ซึ่งเกิดจากกระบวนการหมักบ่ม ที่ทำให้ไวน์ชนิดนั้นมีรสชาติที่มีชีวิตชีวา หรือรสชาติเข้มข้น
  • Aftertaste หมายถึงรสชาติของไวน์ที่เหลือติดลิ้น ติดปากหลังการดื่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของไวน์ว่า ไวน์ชนิดนั้นไปสัมผัสส่วนใดของลิ้น และทิ้งรสชาติแบบใดไว้ในปากเรา
  • Aroma หมายถึงกลิ่นของไวน์
  • Balance หมายถึงไวน์ที่มีส่วนผสมลงตัว จากการนำส่วนประกอบที่แตกต่างของไวน์ต่างชนิดมารวมกัน
  • Blend หมายถึงการนำองุ่นต่างชนิดมาผสมกัน เพื่อผลิตไวน์ให้ได้รสชาติที่ซับซ้อนขึ้น
  • Bouquet หมายถึงกลิ่นของไวน์ที่มาจากระยะเวลาในกระบวนการหมักบ่ม
  • Corked หมายถึงไวน์ที่มีกลิ่นและรสชาติของไม้ก๊อก ไวน์ขวดนั้นยังสามารถดื่มได้ไม่ได้มีพิษแต่อย่างใด แต่ไวน์จะเสียรสชาติจนไม่น่าดื่ม
  • Crisp หมายถึงไวน์ที่มีรสชาติกระชุ่มกระชวยจากกรดในไวน์ โดยเฉพาะในไวน์ขาว
  • Dry ดรายไวน์ คือไวน์ที่หมักจนไม่เหลือความหวานของน้ำตาล ส่วนSemi-Dry คือไวน์ที่ยังหลงเหลือรสหวานอยู่บ้าง
  • Floral หมายถึงไวน์ที่มีกลิ่นและรสชาติของดอกไม้ พบได้ในไวน์ขาวทั่ว ๆ ไป
  • Fruity หมายถึงไวน์ที่รสชาติและกลิ่นของผลไม้ เช่น ราสเบอร์รี่ เชอร์รี่ ฯลฯ
  • Legs หมายถึงไวน์ที่ติดขอบแก้วเมื่อแกว่งแก้วทดลองไวน์ หากมีไวน์ข้างแก้วไหลลงก้นแก้วเยอะ แสดงว่าไวน์นั้นมีแอลกอฮอล์สูง
  • New World หมายถึงพื้นที่ผลิตไวน์ที่ไม่ใช่พื้นที่ดั้งเดิม เช่น อเมริกา ชิลี ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ นิวซีแลนด์ เป็นต้น
  • Old World หมายถึงพื้นที่ผลิตไวน์ตั้งแต่ดั้งเดิม เช่นในยุโรป และ อเมริกาเหนือ
  • Oxidised หมายถึงไวน์ที่ทำปฏิกิริยากับอากาศ ทำให้สีและรสชาติของไวน์เปลี่ยนไป จึงควรอ่านข้อแนะนำในการจัดเก็บไวน์ให้ถูกต้อง
  •  Palate หมายถึงไวน์จะให้รสชาติแตกต่างกัน เมื่อไวน์สัมผัสส่วนที่แตกต่างของลิ้น เช่น โคนลิ้น ปลายลิ้น กระพุ้งปาก เป็นต้น
  • Soft หมายถึงไวน์ที่ยังมีปริมาณน้ำตาลอยู่มาก ซึ่งจะมีชั้นของกรดและสารแทนนิน ที่เป็นตัวกำหนดรสชาติความเข้มและความหยาบของไวน์
  • Tannins แทนนินเป็นสารที่พบในเมล็ดองุ่น ในกระบวนการบดทับองุ่นสารแทนนินจะดูดซึมน้ำองุ่น ทำให้ไวน์มีน้ำตาลน้อย
  • Terroir หมายถึงความคาดหวังตามสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่น สภาพภูมิประเทศ และสภาพของดิน ซึ่งมีผลต่อรสชาติของไวน์นั้น ๆ

นอกเหลือจากคำที่กล่าวมายังมีคำต่าง ๆ อีกหลายคำ เมื่อเราไปเลือกซื้อไวน์ในร้านไวน์ อาจจะได้ยินคำเหล่านี้จากผู้ที่แนะนำไวน์ให้เรา หากเราพอจะรู้คำศัพท์ของไวน์บ้าง ก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าเขากำลังหมายถึงอะไร ยิ่งถ้าเราใช้ภาษาไวน์ตั้งคำถามหรือตอบกลับก็อาจจะทำให้คนฟังรู้สึกได้ว่า เรานั้นเป็นผู้พอจะมีภูมิรู้อยู่บ้าง และสามารถพูดจาภาษาเดียวกันได้

 

9 ข้อในการเลือกไวน์ดี และ 9 ข้อในการหลีกเลี่ยงไวน์แย่

ผู้คนทั่วโลกต่างนิยมดื่มไวน์กันมากขึ้น มีทั้งที่เชื่อว่าดื่มแล้วดีต่อสุขภาพ และดื่มเพื่อเข้าสังคม หรือดื่มเพื่อเพิ่มรสชาติอาหาร เมื่อไวน์เป็นที่นิยมดื่มกันมากขึ้นการผลิตไวน์ก็มีมากขึ้น มีไวน์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดไวน์มากมาย กระบวนการผลิตจึงมีทั้งที่ได้คุณภาพและไม่ได้คุณภาพ แล้วเราจะรู้หรือแยกแยะไวน์ได้อย่างไร มาลองดูตัวช่วย 9 ข้อในการเลือกไวน์กัน

9 ข้อแนะนำในการเลือกและสังเกตไวน์ดี

  1. ลักษณะที่สังเกตเห็นด้วยตา หยิบขวดมาสังเกตดูว่าสีไวน์เป็นอย่างไร ไวน์ที่ดีควรมีสีใส ไม่มีตะกอนตกค้าง
  2. แอลกอฮอล์ในไวน์ที่ดีมีระดับ หากแกว่งแก้ว หยดไวน์จากขอบแก้วที่ไหลลงแก้วจะใสไม่ขุ่นมัว
  3. รสชาติของผลไม้ และความเปรี้ยวจากการหมักบ่มต้องมีความกลมกลืนกัน
  4. สีสัน สีของไวน์ขาวควรมีสีเหลืองทองไปจนถึงสีอำพัน ส่วนไวน์แดงควรมีสีทับทิม ไปจนถึงสีของสตรอว์เบอร์รี
  5. ปริมาณแอลกอฮอล์ ในไวน์แดงที่ดีมีคุณภาพจะมีปริมาณไม่ต่ำกว่า 12%
  6. สิ่งที่ตกค้างในปากหลังการดื่ม ไวน์ที่ดีเมื่อดื่มจะสัมผัสได้ถึงรสชาติกลมกลืนที่ติดลิ้น ไวน์แดงรสชาตินั้นจะอยู่นานกว่าไวน์ขาว
  7. การเก็บรักษา เมื่อเปิดขวดและดื่มไม่หมดในคราวเดียว ทั้งไวน์แดงและไวน์ขาวควรเก็บในตู้เย็น และควรเก็บไว้ไม่เกิน 4-5 วัน
  8. การดื่มไวน์จากแก้วไวน์ทรงกลมปากแคบ จะช่วยกระจายรสชาติของไวน์แท้ ๆ ไปทั่วลิ้น และช่วยลดรสเปรี้ยวในไวน์
  9. ราคาของไวน์ต่อขวดไม่ใช่ตัวตัดสินว่าไวน์นั้นดีมีคุณภาพ ไวน์ดีและไวน์มีคุณภาพเป็นรสนิยมส่วนบุคคล

9 ข้อแนะนำในการหลีกเลี่ยงไวน์แย่

  1. หากเปิดขวดไวน์ หรือดมกลิ่นไวน์ แล้วได้กลิ่นกำมะถัน กลิ่นเปรี้ยวหรือกลิ่นเหมือนไข่เน่า ควรหลีกเลี่ยงไวน์ชนิดนั้น
  1. อายุของไวน์ไม่ได้การันตีว่าไวน์นั้นจะดี ไวน์บางชนิดยิ่งเก็บนานรสชาติยิ่งแย่ มีไวน์ถึง 90 % ที่ควรดื่มในระหว่าง 3-5 ปี
  2. ฟองในไวน์ ฟองเล็ก ๆ ในไวน์บ่งบอกถึงการหมักบ่มที่ไม่ได้มาตรฐาน ยกเว้นไวน์ประเภทสปาร์คกลิ้งไวน์ (Sparkling Wine) ซึ่งเป็นไวน์ที่มีฟอง
  3. ตะกอนก้นขวด มีไวน์บางชนิดที่ได้รับการยกเว้น และมีเกล็ดตะกอนจากองุ่น แต่ไวน์โดยทั่วไปไม่ควรมีความขุ่น
  4. เมื่อเปิดขวดรินไวน์ ไม่ควรมีเศษโลหะจากฝาขวดตกค้างอยู่ในไวน์
  5. ฉลากบนขวดไวน์ ต้องระบุปีที่ผลิตไวน์ แหล่งที่มา และพันธ์ุองุ่น
  6. สารแทนนินในไวน์มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่หากดื่มแล้วมีรสขมนั่นแสดงว่าเกิดจากการหมักองุ่นโดยที่องุ่นยังไม่สุกดี
  7. ไวน์มีรสชาติไม้ก๊อก เกิดจากปากขวดไวน์ที่ปิดไม่สนิท ขวดไวน์มีอุณหภูมิที่สูงเกินไป
  8. ไวน์ที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี ไม่ควรมีความขุ่นมัว หากพบว่าไวน์อายุน้อย ๆ มีความขุ่นมัวก็ควรหลีกเลี่ยง

9 ข้อที่นำเสนอไปเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ที่ช่วยแยกแยะไวน์แบบคร่าว ๆ ซึ่งเป็นตัวช่วยสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มหัดดื่ม หัดศึกษา เมื่อตั้งใจจะดื่มไวน์ การเรียนรู้เรื่องไวน์นั้นเป็นเรื่องจำเป็น เรื่องของไวน์ และโลกของไวน์ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย และรายละเอียดอีกมากมายให้ศึกษา การสั่งสมประสบการณ์จะทำให้เรารู้จักไวน์มากขึ้น เสน่ห์ของไวน์จึงยังชวนหลงใหลอยู่เสมอ อ่านบทความนี้แล้วลองไปซื้อไวน์สักขวด มาลองจิบดูสักแก้ว คุณอาจจะหลงรักไวน์จนกลายเป็นผู้ชำนาญเรื่องไวน์ก็เป็นได้

 

คุณค่าและประโยชน์ของไวน์แดงที่มีต่อสุขภาพของเรา

การดื่มไวน์ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นการสร้างความสุนทรีทางอารมณ์ แม้ในทางการแพทย์จะระบุว่า การดื่มแอลกอฮอล์นั้นเป็นผลเสียต่อสุขภาพ แต่การดื่มไวน์แดงในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน ประโยชน์และคุณค่าของไวน์แดงนั้นมีหลายด้านเลยทีเดียว

รู้จักไวน์แดง

  • ไวน์แดงผลิตจากองุ่นสีเข้มหลากหลายพันธุ์
  • สีของไวน์แดงเกิดจากความต่างของพันธุ์องุ่น ที่มีทั้งสีแดง สีม่วงเข้ม และสีน้ำเงิน
  • ในขั้นตอนการผลิตจะต้องให้ผิวองุ่นด้านนอกสัมผัสกับน้ำองุ่นตลอดเวลา เพื่อให้ได้ไวน์แดงที่สมบูรณ์แบบ
  • ขั้นตอนข้างต้นทำให้เกิดการกระจายตัวของสี และสารแทนนิน
  • ไวน์แดงที่มีชื่อเสียงที่สุด และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในตลาดไวน์นั้น มีประมาณ 50 ชนิด
  • ความแตกต่างของไวน์แต่ละชนิดนั้น รวมถึงส่วนผสมที่อยู่ในไวน์ด้วย เช่น เชอร์รี่, พลัม, ราสเบอร์รี่, บอยเซนเบอร์รี่, ลูกเกด, กาแฟ, ดอกไม้, ยาสูบ ฯลฯ
  • ความหลากหลายขององุ่น ส่วนประกอบ สี และรสชาติต่าง ๆ ในกระบวนการผลิต ล้วนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของไวน์

ประโยชน์ที่แฝงอยู่ในไวน์แดง

  • ไวน์แดงช่วยป้องกันโรคหัวใจ การดื่มไวน์แดงเป็นประจำในปริมาณที่เหมาะสมสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้
  • ไวน์แดงมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง ซึ่งสามารถป้องกันการสะสมไขมันในหลอดเลือด
  • ประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของไวน์แดงคือ ช่วยควบคุมจังหวะการทำงานของหัวใจ รวมทั้งป้องกันหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
  • สารเมลาโตนินที่อยู่ในไวน์แดง ช่วยให้นอนหลับสบาย
  • สารเมลาโตนินช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบร่างกาย ทำให้มีสุขภาพดี การดื่มไวน์แดงในปริมาณที่พอเหมาะ 50-100 มิลลิลิตรก่อนเวลาเข้านอน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและนอนพักผ่อนได้อย่างเต็มที่
  • ไวน์แดงไม่มีไขมัน ในช่วงลดน้ำหนักก็ดื่มไวน์ได้ จะเห็นได้ว่าคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่นิยมดื่มไวน์ และจับคู่ไวน์กับอาหารต่าง ๆ แม้แต่อาหารที่เปี่ยมไปด้วยไขมัน การดื่มไวน์เป็นการช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น
  • การดื่มไวน์แดงอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  • สารที่อยู่ในไวน์แดงช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด
  • สารต้านอนุมูลอิสระ และสารแทนนินที่อยู่ในไวน์อินทรีย์ ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี
  • ไวน์แดงใช้ทำความสะอาดผิวหน้าได้ ช่วยปิดรูขุมขน และทำให้หน้ากระชับ
  • ไวน์แดงอุดมไปด้วยกรดอะมิโน ซึ่งช่วยฟื้นฟูผิวจากการถูกแสงแดดทำร้ายได้
  • ดื่มไวน์แดงช่วยป้องกันโรคเบาหวาน
  • ไวน์แดงช่วยป้องกันและรักษาเหงือกอักเสบ
  • ดื่มไวน์ช่วยชะลอวัย การดื่มไวน์แดงช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ นอกจากนี้ในโลกของความงาม ไวน์แดงยังมีประโยชน์อีกมากมายหลายอย่าง

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันประโยชน์และคุณค่าต่าง ๆ ที่กล่าวมาเป็นทั้งความเชื่อ และความจริงที่แฝงอยู่ในไวน์แดง นั่นยิ่ง

สนับสนุนให้ไวน์เป็นที่รู้จัก และนิยมดื่มเพิ่มมากขึ้นในทั่วทุกมุมโลก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการดื่มไวน์ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น จึงจะเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพและร่างกาย หากดื่มมากมายจนไร้สติ ไวน์ก็จะกลายเป็นสิ่งให้โทษไปทันที และโทษจากแอลกอฮอล์ก็ใหญ่หลวงไม่แพ้ประโยชน์ที่แฝงอยู่ในไวน์เช่นกัน อย่าเชื่อเพียงเพราะมีคนบอกคุณให้เชื่อ จงเชื่ออย่างมีสติ แล้วคุณจะพบคุณค่านั้นด้วยตนเอง