Category Archives: สาระน่ารู้

คอไวน์ต้องมี..แนะนำสิ่งที่ควรมีเมื่ออยากดื่มไวน์อย่างรื่นไหลไม่มีสะดุด

                ไวน์ถือเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่สามารถดื่มได้ในทุกเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยง งานฉลอง การดื่มเพื่อพบปะสังสรรค์ในวงสังคม ความชอบส่วนตัว รวมไปถึงการเลือกให้เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดีต่อร่างกายด้วย เพราะจากงานวิจัยหลายตัวที่ออกมาต่างชี้ว่าการดื่มไวน์ในปริมาณที่เหมาะสมนั้นสามารถช่วยป้องกันโรคหลากหลายโรค และยังสามารถช่วยให้หลับสบายขึ้นอีกด้วย แต่หากอยากจะเลือกซื้อไวน์คู่ใจมาไว้ที่บ้านสักขวดนั้น สิ่งที่คุณควรเตรียมพร้อมไว้เพื่อให้การดื่มไวน์ของคุณนั้นลื่นไหลไร้ปัญหาจะมีอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลย

สิ่งที่ควรเตรียมพร้อมเมื่ออยากดื่มไวน์

  • แก้วไวน์แบบต่าง ๆ เพราะการดื่มไวน์ไม่เหมือนกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วไป ๆ เนื่องจากไวน์เป็นเครื่องดื่มที่รสชาติสามารถเปลี่ยนแปลงหรือผิดเพี้ยนไปได้หากมีตัวแปลภายนอกมากระทบ เช่น ความชื้น หรืออุณหภูมิภายนอก การใช้แก้วไวน์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ดื่มไวน์โดยเฉพาะจึงดีที่สุด โดยแก้วไวน์แต่ละชนิดก็จะมีลักษณะที่เหมาะกับไวน์ที่แตกต่างกันไป เช่น แก้วไวน์แดง แก้วไวน์ขาว ก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันด้วย เพราะฉะนั่นก่อนที่คุณจะเริ่มซื้อไวน์มาดื่มนั้นควรเลือกซื้อแก้วไวน์ที่เหมาะกับไวน์ของคุณมาเตรียมพร้อมไว้ด้วย เพื่อให้การดื่มไวน์ของคุณได้รสชาติที่กลมกล่อมไม่ผิดเพี้ยนและช่วยเพิ่มสุนทรียภาพในการลิ้มลองไวน์ของคุณด้วย
  • ที่เปิดไวน์ อีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ควรมีโดยเฉพาะใครที่ยังไม่เคยเปิดไวน์ด้วยตัวเอง การใช้ที่เปิดไวน์ที่ออกแบบมาเพื่อเปิดจุกไม้โอ๊คบนขวดไวน์โดยเฉพาะ จะช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้คุณได้เป็นอยากดี และยังถือว่าเป็นการเปิดขวดไวน์ที่ถูกต้องด้วย เพราะอย่างที่บอกว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มที่ต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอกอยู่ตลอด ทำให้บางครั้งหากคุณเลือกใช้วิธีเปิดขวดที่ผิดอาจจะทำให้กระทบต่อรสชาติหรือกลิ่นของไวน์ในขวดได้ด้วยเช่นกัน
  • ถังแช่ไวน์ ซึ่งจะช่วยรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมให้ไวน์ของคุณ โดยเฉพาะไวน์ขาวหรือสปาร์คกลิ้งไวน์ที่มักจะดื่มกันตอนที่เย็น หากคุณมีถังแช่ไวน์ติดบ้านไว้ด้วยก็จะช่วยให้ง่ายในการเก็บไวน์ในขณะที่กำลังดื่มอยู่ ไม่ต้องกลัวว่าไวน์ที่ออกจากตู้แช่มาแล้วจะหายเย็น หรือต้องคอยยุ่งยากในการคอยเดินไปมาในการเก็บไวน์ โดยถังไวน์ควรเป็นถังที่ทำจากสแตนเลสที่มีคุณภาพ สามารถใส่น้ำแข็งลงไปแล้วรักษาอุณหภูมิภายในถังได้เป็นอย่างดีด้วย

รู้แบบนี้แล้ว คุณก็หมดกังวลเมื่อต้องซื้อไวน์มาดื่มอีกต่อไป แค่เพียงมีสิ่งสำคัญสามอย่างนี้คุณก็สามารถเลือกซื้อไวน์ที่ชอบรสชาติที่ใช่มาไว้ลิ้มลองที่บ้านได้แล้ว

มือใหม่เริ่มดื่มไวน์ มาเช็คระดับแอลกอฮอล์ในไวน์กันเถอะ

เมื่อพูดถึงไวน์แล้วแน่นอนว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สุดหรูนี้ โดยเฉพาะคอไวน์ทั้งหลายที่อาจจะเคยดื่มไวน์มามากมายกลายประเภทแล้ว แต่สำหรับใครที่กำลังเริ่มดื่มไวน์หรือสนใจลิ้มลองเครื่องดื่มอันมีมนต์เสน่ห์นี้ แต่อาจจะกำลังสงสัยอยู่ว่าไวน์มีแอลกอฮอล์อยู่ในปริมาณเท่าใด และแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันหรือไม่ วันนี้เราจะพาไปเช็คกันว่าไวน์แต่ละประเภทมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ประมาณเท่าใด เพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวเองเหมาะสมกับการดื่มในปริมาณเท่าใดและเหมาะกับไวน์แบบไหนนั้นเอง ว่าแล้วก็ไปดูกันเลย

แอลกอฮอล์ที่อยู่ในไวน์จะเป็นแอลกอฮอล์ที่เกิดจากการหมักตามธรรมชาติ โดยไม่ได้ใส่สารเคมีหรือสารใด ๆ ลงไปให้เกิดปฏิกิริยา แต่จะเป็นการเกิดจากขั้นตอนการหมักองุ่นโดยใช้ยีสต์เป็นตัวทำให้น้ำตาลที่อยู่ในน้ำองุ่นเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์นั่นเอง โดยระดับแอลกอฮอล์ในไวน์ก็จะแตกต่างกันออกไปตามวิธีการหมักรวมถึงมีส่วนทำให้รสชาติของไวน์แตกต่างกันด้วย ซึ่งหากอยากรู้ก็สามารถดูได้จากบนฉลากของไวน์แต่ละขวดว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่เท่าไหร่บ้าง

  • ไวน์แดงและไวน์ขาว ไวน์ทั้งสองแบบนี้ถึงแม้ว่าจะมีกระบวนการหมักที่แตกต่างกันแต่ก็มีปริมาณแอลกอฮอล์ที่ใกล้เคียงกัน โดยจะอยู่ที่ประมาณ 9 – 15 % ซึ่งไวน์ทั้งสองแบบจะมีจุดเด่นด้านรสชาติที่แตกต่างกัน โดยไวน์แดงจะออกรสฝาดนำมักดื่มในอุณหภูมิห้อง ส่วนไวน์ขาวจะเป็นรสชาติแบบเปรี้ยวอมหวานนำมักดื่มตอนที่เย็นซึ่งจะให้ความรู้สึกที่สดชื่น และไวน์ขาวยังมีทั้งแบบหวานและไม่หวานด้วย
  • สปาร์คกลิ้งไวน์ หรือไวน์มีฟอง โดยทั่วไปจะมีระดับแอลกอฮอล์อยู่ที่ประมาณ 8 – 14 % แต่จะมีรสชาติที่หวานซาบซ่ากว่าไวน์แดงหรือไวน์ขาวปกติ เนื่องจากมีการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในขั้นตอนการหมักด้วย มักดื่มในอุณหภูมิที่เย็นถึงเย็นจัด และยังมีไวน์ที่เรียกว่าไวน์สีกุหลาบหรือไวน์โรเซ่ ที่มีลักษณะเป็นสีชมพูเนื่องจากการหมักองุ่นแดงพร้อมเปลือกในเวลาสั้น ๆ นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีไวน์ที่มีระดับแอลกอฮอล์สูงกว่านี้อีกด้วย ถึงประมาณ 22 % เลยทีเดียว การดื่มไวน์จึงมักเป็นการดื่มที่แตกต่างจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่น ๆ เพราะจะไม่ได้ดื่มอย่างรวดเร็วแต่จะเป็นการค่อย ๆ ดื่มเพื่อลิ้มรสและเพื่อเพิ่มสุนทรียภาพให้แก่มื้ออาหารให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ระดับแอลกอฮอล์ในไวน์อาจจะมากน้อยแตกต่างกันตามลักษณะของผลองุ่นที่นำมาหมักด้วย ยิ่งเป็นองุ่นสายพันธ์ที่มีรสหวานมาก ๆ ก็จะทำให้ยีสต์ที่ใส่เข้าไปในการหมักเมื่อเจอน้ำตาลจากน้ำองุ่นก็สามารถเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ได้มากขึ้นนั่นเอง รู้แบบนี้แล้วหากจะเลือกไวน์มาลิ้มลองสักขวดให้เหมาะกับตัวเองที่สุดก็อย่าลืมเช็คดูปริมาณแอลกอฮอล์ให้ดีด้วยนะ

Category : สาระน่ารู้

Tag : แอลกอฮอล์, หมักไวน์, ผลิตไวน์

https://bit.ly/2B6Uh3Z

คอไวน์ต้องรู้ มาดูปัจจัยที่มีผลต่อรสชาติของไวน์กันเถอะ

                เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมไวน์ประเภทเดียวกันที่ทำจากองุ่นเหมือนกันถึงมีรสชาติที่แตกต่างกันได้ บางครั้งเป็นไวน์ยี่ห้อเดียวกันด้วยซ้ำแต่ทำไมรสชาติกลับไม่เหมือนกัน นั่นก็เพราะว่ารสชาติของไวน์ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ด้วยนั่นเอง และหากคุณกำลังสงสัยว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่สามารถส่งผลต่อรสชาติของไวน์ได้ วันนี้เราจะพาคุณไปดูกัน

ปัจจัยที่สามารถสงผลต่อรสชาติของไวน์

  • สภาพอากาศและอุณหภูมิ เชื่อหรือไม่ว่าสภาพอากาศและอุณหภูมินั้นมีผลตั้งแต่ลักษณะขององุ่นที่นำมาทำไวน์เลยทีเดียว องุ่นที่ปลูกในเขตร้อนชื้นก็จะมีลักษณะสีและรสชาติที่แตกต่างกับองุ่นที่ปลูกในเขตหนาวหรือในที่ที่มีอุณหภูมิที่ต่ำ เพราะฉะนั้นการนำองุ่นที่ถูกปลูกจากพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันมาทำไวน์ก็จะทำให้ได้รสชาติไวน์ที่แตกต่างกันด้วย นอกจากนั้นอุณหภูมิยังส่งผลไปถึงขั้นตอนการผลิตไวน์ การบ่มไวน์ การเก็บรักษา จนถึงขณะดื่มอีกด้วย อย่างเช่น ไวน์แดงควรดื่มในอุณหภูมิห้องซึ่งจะให้รสชาติที่กลมกล่อมละมุนลิ้น ส่วนไวน์ขาวหรือสปาร์คกลิ้งไวน์ควรดื่มแบบเย็นเพราะจะใช้ความรู้สึกที่สดชื่นและได้รสชาติที่ลงตัวที่สุด เป็นต้น
  • อาหารที่ทานคู่กับไวน์ อาหารเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้รสชาติของไวน์มีความแตกต่างกันได้ หลายคนอาจจะคิดว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยชูรสชาติของอาหารให้ดีขึ้น แต่จริง ๆ แล้วอาหารเองก็สามารถทำให้ไวน์ที่ทานคู่กันมีรสชาติที่ดีขึ้นได้เช่นกัน หากอาหารที่ทานไม่เข้ากับไวน์ก็จะทำให้รสชาติของไวน์ที่ดื่มไม่ละมุนลิ้น หรืออาจทำให้รสชาติของไวน์ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็นได้
  • การเก็บรักษา เป็นอีกปัจจัยที่สามารถส่งผลถึงกลิ่นสีรวมถึงรสชาติของไวน์ได้ โดยการเก็บรักษาไวน์ควรเก็บให้เหมาะสมกับไวน์แต่ละประเภท ทั้งสถานที่ที่เก็บ อากาศ แสงสว่าง ความชื้น ระยะเวลาในการเก็บ อุณหภูมิในห้องที่เก็บ รวมไปถึงลักษณะการเก็บการจัดวางด้วย ซึ่งไวน์แต่ละประเภทอาจจะมีการเก็บที่แตกต่างกัน เช่นไวน์แดงอาจจะต้องเก็บในที่ที่มีอุณหภูมิสูงว่าไวน์ขาว หรือในตู้แช่ไวน์ก่อนนำมาดื่มก็ควรเป็นตู้ที่สามารถเก็บไวน์ได้อย่างเป็นระเบียบ สะดวกสบาย ไม่แออัด และมีความเย็นที่เหมาะสมและสม่ำเสมอด้วย นอกจากนั้นสถานที่เก็บไวน์ก็ควรเป็นสถานที่ที่มิดชิด ไม่มีแสงแดดหรือฝนสาดเข้ามาได้ ไม่มีกลิ่นข้างนอกเข้ามาปนเปื้อน เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้สีและรสชาติของไวน์เปลี่ยนไปได้

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเช่น การสั่นสะเทือนระหว่างเคลื่อนย้ายไวน์ หรืออากาศหลังจากเทไวน์ใส่แก้ว เป็นต้น ซึ่งต่างเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนรสชาติของไวน์ได้ทั้งนั้น นั้นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราถึงไม่ควรมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ หากอยากลิ้มลองไวน์ให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมและสร้างสุนทรียภาพในการดื่มที่ดีที่สุดนั่นเอง

Category: สาระน่ารู้

Tag : การเก็บรักษาไวน์, อุณหภูมิ, สภาพอากาศ

https://bit.ly/2EnVVlL

ดื่มไวน์ยังไงให้ได้ประโยชน์ รวมข้อดีของการดื่มไวน์ที่มีต่อสุขภาพ

                ถึงแม้ว่าไวน์จะถือเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ที่อาจจะถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มที่ใช้ในการดื่มในงานสังคม งานสังสรรค์หรือดื่มเพื่อช่วยให้รสชาติของอาหารดีขึ้นเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วไวน์ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเสียทีเดียว เพราะหากดื่มในปริมาณที่เหมาะสมและเลือกดื่มให้เหมาะกับตัวเองแล้ว ไวน์ก็สามารถช่วยส่งผลดีต่อร่างกายของเราได้เช่นเดียวกัน ดังจะเห็นจากงานวิจัยต่าง ๆ ที่พูดถึงประโยชน์ของการดื่มไวน์กันไว้บ้าง วันนี้เราจะมารวบรวมข้อดีต่าง ๆ ของไวน์ที่มีต่อสุขภาพไว้ให้ได้รู้กัน

ดื่มไวน์แล้วมีประโยชน์อย่างไร ?

                การดื่มไวน์ให้ได้ประโยชน์ต้องเป็นการดื่มในปริมาณที่เหมาะสม โดยควรดื่มประมาณวันละ 1 – 2 แก้วเท่านั้น เพราะหากเราดื่มมากเกินไปก็ย่อมทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพเราได้ เพราะอย่าลืมว่าอย่างไรแล้วไวน์ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ประกอบอยู่ โดยการดื่มไวน์ในปริมาณที่พอดีจะช่วยให้เรานอนหลับสบายขึ้นและนอนหลับได้นานขึ้น นอกจากนั้นในงานวิจัยที่ผ่านมายังพบว่าการดื่มไวน์ช่วยลดอาการเป็นหวัดของคนเราได้อีกด้วย โดยเฉพาะไวน์แดงที่มีสารป้องกันอนุมูลอิสระที่ได้จากกระบวนการบ่มไวน์ เพราะไวน์แดงนั้นเกิดจากการหมักองุ่นโดยใส่เปลือกองุ่นลงไปด้วยซึ่งในเปลือกองุ่นนั้นมีสารที่เรียกว่าทำ anthocyanin ซึ่งมักพบในผลไม้ประเภทองุ่น ทับทิม ราสเบอร์รี่ หรือผลไม้เปรี้ยวต่าง ๆ โดยถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญที่ช่วยป้องกันหวัดได้เป็นอย่างดี และยังช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด ช่วยป้องกันภาวะเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ เนื่องจากมีสารที่ชื่อว่า Flavonoid ที่ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้ และการดื่มไวน์ยังช่วยป้องกันอาการเลือดออกตามไรฟัน ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม และโรคโลหิตจางอีกด้วย

นอกจากนั้นการดื่มไวน์ควบคู่กับมื้ออาหารยังช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะไวน์ขาวที่เมื่อทานคู่กับอาหารทะเลนอกจากจะช่วยดับความคาวของอาหารแล้ว ยังช่วยขจัดพิษจากอาหารทะเลและเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกายของเราอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกหากผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพจะเลือกที่จะดื่มไวน์แทนการเลือกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นมากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยทำให้มื้ออาหารนั้นกลมกล่อมมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการช่วยดูแลสุขภาพไปในตัว แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าการดื่มที่ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพจริง ๆ ต้องเป็นการดื่มในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งทั้งนี้ก็ต้องอยู่ที่สภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย เช่น บางคนอาจจะสามารถดื่มได้แค่เพียงเล็กน้อยไม่เกิน 1 แก้ว หรือบางคนอาจจะสามารถดื่มได้มากกว่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการดื่มอย่างมีสติและไม่มากเกินที่ร่างกายของตัวเองจะรับได้นั่นเอง

เลือกไวน์ให้ตรงใจ อ่านฉลากไวน์ให้ครบก่อนเลือกซื้อไวน์

                ก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือกซื้อไวน์มาดื่มสักขวด นอกจากจะเลือกประเภทไวน์หรือยี่ห้อของไวน์ที่ต้องการแล้ว ฉลากไวน์เองก็เป็นอีกส่วนสำคัญ ที่เราไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด หากคุณทำการอ่านฉลากไวน์อย่างละเอียด จะทำให้คุณทราบข้อมูลดี ๆ หลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับไวน์ขวดนั้น ๆ และยังทำให้คุณสามารถเลือกซื้อไวน์ได้ตรงตามความต้องการ ตรงใจ ถูกปาก ถูกใจเป็นที่สุดด้วย

ส่วนประกอบของฉลากไวน์ที่คุณควรรู้ก่อนเลือกซื้อไวน์สักขวด

  • ชื่อไวน์ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่อยู่บนฉลากไวน์ และสำคัญต่อเราที่เป็นผู้เลือกซื้ออย่างมากอีกด้วย เพราะก่อนที่เราจะเลือกซื้อไวน์ อันดับแรกที่เราควรรู้ก็คือ ชื่อของไวน์นั้น ๆ ก่อน เพราะจะได้รู้ว่าใช่ไวน์ที่เราต้องการหรือไม่ หรืออย่างน้อย ๆ การรู้ชื่อไวน์ก็จะทำให้เราสามารถนำไปหาข้อมูลหรือรีวิวเกี่ยวกับไวน์ชนิดนั้นเพิ่มเติมได้
  • ประเภทของไวน์ นอกจากชื่อไวน์แล้ว ในฉลากไวน์จะมีประเภทของไวน์ระบุอยู่ว่าไวน์ขวดนี้เป็นไวน์แบบไหน เช่น ไวน์ขาว ไวน์แดง ไวน์ชมพู หรือ สปาร์คกลิ้งไวน์ เป็นต้น
  • ประเทศที่เป็นผู้ผลิตไวน์ และชื่อไร่องุ่นที่ผลิต ข้อมูลตรงนี้จะทำให้เราทราบว่าไวน์ขวดนี้เป็นไวน์ที่มาจากประเทศอะไร มีแหล่งผลิตอยู่ที่ไหน ไร่องุ่นที่ผลิตชื่ออะไร การที่เรารู้แหล่งผลิตไวน์แบบนี้จะทำให้เรามั่นใจในคุณภาพและรสชาติของไวน์มากขึ้น โดยเฉพาะหากเป็นไวน์ที่มาจากแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในด้านการผลิตไวน์
  • ปริมาณแอลกอฮอล์ เพื่อให้เราทราบว่าในไวน์มีแอลกอฮอล์อยู่ที่ระดับเท่าใด ต่ำหรือสูงกว่าปริมาณแอลกอฮอล์ที่ที่เราต้องการ
  • ปีที่ผลิต ตรงนี้ก็ถือเป็นส่วนสำคัญที่เราควรรู้เช่นกัน ปีที่ผลิตจะทำให้เราทราบว่าไวน์ในขวดนี้ผลิตมาเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่แล้ว เพราะไวน์บางประเภทยิ่งผลิตมานานจะยิ่งมีรสชาติที่ดี
  • ชื่อพันธุ์องุ่นที่นำมาผลิตไวน์ โดยเราสามารถดูพันธุ์ขององุ่นที่เป็นส่วนประกอบในไวน์นั้น ๆ ได้ว่าใช้องุ่นสายพันธุ์ใดบ้างในการผลิต
  • คุณภาพของไวน์ เป็นส่วนที่บอกว่าไวน์ขวดนี้ผ่านการรับรอง หรือผ่านเกณฑ์มาตรฐานอะไรมาบ้าง เพื่อที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพ และความปลอดภัยให้แก่เราอีกทางหนึ่ง

                นอกจากนั้นยังมีข้อมูลส่วนอื่น ๆ อีก เช่น ปริมาณที่บรรจุ ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่าย เป็นต้น โดยเมื่อเรารู้แล้วว่าฉลากไวน์บอกอะไรกับเราบ้าง และอะไรที่เราควรรู้ ต่อไปเมื่อต้องการซื้อไวน์ดี ๆ สักขวด ก็จะทำให้เราสามารถเลือกซื้อไวน์ได้ตรงใจ และเข้าใจข้อมูลของไวน์ในแต่ละประเภทได้ถูกต้องด้วย

 

สาระน่ารู้ แนะนำผลไม้ที่สามารถนำมาทำเป็นไวน์รสเลิศได้

หลาย ๆ คน อาจจะเคยเข้าใจว่า ไวน์ทำมาจากองุ่นได้เพียงอย่างเดียว เพราะส่วนใหญ่จะเห็นแค่การทำไวน์จากองุ่นพันธุ์ต่าง ๆ เป็นส่วนมาก แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้มีแค่องุ่นที่สามารถนำมาหมักเป็นไวน์ได้ แต่ยังมีผลไม้ต่าง ๆ อีกมากมาย บางชนิดอาจจะเป็นผลไม้แปลก ๆ ที่เราไม่เคยคุ้นหูก็มี แถมยังสามารถนำมาหมักทำเป็นไวน์ผลไม้แสนอร่อยได้เช่นกัน เรียกได้ว่ามีเยอะแยะมากมายเลยทีเดียว ยกเว้นผลไม้จำพวกที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ เช่น ทุเรียน มะม่วง ข้าวโพด เป็นต้น เพราะจะทำให้การหมักไวน์ออกมาให้ใสทำได้ยาก แต่จะแนะนำเป็นผลไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานต่าง ๆ มีกลิ่นหอม เพราะจะได้ไวน์ผลไม้ออกมามีรสชาติที่สดชื่นเปรี้ยวอมหวาน หอมละมุน

ผลไม้ที่นิยมนำมาทำไวน์ผลไม้

  • สตรอเบอร์รี่ ผลไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน และกลิ่นที่หอม จึงเหมาะสำหรับการนำมาทำไวน์เป็นอย่างมาก จะเห็นว่าตอนนี้มีไวน์ผลไม้ที่ทำจากสตรอเบอร์รี่ออกมาให้ได้ลิ้มลองกันบ้างแล้ว ในร้านอาหารหรือร้านขายไวน์ชั้นนำทั่วไปก็มีไวน์สตรอเบอร์รี่วางขายกันหลายยี่ห้อ การทำไวน์สตรอเบอร์รี่เองก็จะมีขั้นตอนพื้นฐานคล้าย ๆ กับการทำไวน์องุ่น แต่อาจจะมีระยะเวลาในการหมักหรือวัตถุดิบที่ใส่เพิ่มลงไปอาจจะมีแตกต่างกันบ้าง
  • สับปะรด เป็นผลไม้อีกชนิดที่คนนิยมนำมาทำไวน์ โดยอาจจะนำมาดัดแปลงเป็นไวน์ขาวไว้จิบตอนเย็น ๆ ก่อนมื้ออาหาร หรือจิบคู่กับอาหารรสชาติเบา ๆ อย่างสลัดผัก ก็ดูเข้ากันดี ด้วยรสชาติของสับปะรดที่ออกเปรี้ยวนำหวาน เหมือนนำมาหมักจนกลายมาเป็นไวน์ จึงมีความสดชื่นและรสชาติดีไม่น้อยเลยทีเดียว
  • ลูกพีช ผลไม้หอมหวานที่คนนิยมนำมาเป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มต่าง ๆ ด้วยกลิ่นหอมของลูกพีชและรสชาติที่หวานอร่อย เมื่อนำมาหมักเป็นไวน์จะทำให้ได้ไวน์ที่มีกลิ่นและรสชาติที่น่าหลงใหลมาก อาจจะนำมาทำเป็นสปาร์คกลิ้งไวน์ หรือไวน์มีฟองที่เรารู้จักกันดีก็ได้ เพราะนอกจากจะได้ไวน์ที่มีความซ่าแล้ว ยังทำให้ได้ความหอมของลูกพีชเข้ามาด้วย ยิ่งจิบตอนเย็นจัด ๆ แล้วล่ะก็ จะให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายมากเลยทีเดียว

                นอกจากนี้ยังมีผลไม้อีกจำนวนมากที่สามารถนำมาทำเป็นไวน์ได้ เช่น ราสเบอร์รี่ มะขาม  ลิ้นจี่ แอปเปิ้ล เป็นต้น ซึ่งผลไม้แต่ละอย่างก็จะให้รสชาติและกลิ่นที่แตกต่างกันออกไป ผลไม้บางชนิดที่รสชาติเปรี้ยวมาก ๆ ในขั้นตอนของการหมักก็อาจจะมีการเพิ่มน้ำตาลลงไปได้เพื่อเพิ่มความหวาน แต่ไม่ว่าไวน์ผลไม้จะชวนให้น่าลิ้มลองแค่ไหน แต่ก็อย่าลืมว่าไวน์คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่น้ำผลไม้ เพราะฉะนั้นควรดื่มแต่พอดีกับร่างกาย

 

Wine in love มาดูประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่องไวน์กัน


หากพูดถึงเรื่องไวน์แล้ว คงมีหลาย ๆ คนที่มักจะคิดถึงการจิบไวน์บนโต๊ะอาหาร การจิบไวน์เพื่องานสังสรรค์ หรือเพื่อผ่อนคลายยามเหนื่อยล้า หรือบางคนก็อาจชื่นชอบเครื่องดื่มไวน์โดยส่วนตัวอยู่แล้ว สำหรับบ้านเราเอง ไวน์อาจจำกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าในหลาย ๆ ประเทศได้มีการผลิตและดื่มไวน์กันมาอย่างยาวนานแล้ว ทั้งแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียง และรสชาติของไวน์ที่ดี จนทำให้คนในประเทศนั้น ๆ คุ้นชินกับการดื่มไวน์ในชีวิตประจำวันกันจนเป็นเรื่องปกติ ถ้าเปรียบให้เห็นภาพก็คงเหมือนบ้านเราที่นิยมดื่มเบียร์ในงานเลี้ยงต่าง ๆ นั่นเอง

3 ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องไวน์

  • ประเทศฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในประเทศที่นิยมดื่มไวน์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และยังเป็นประเทศที่มีการผลิตไวน์ มีโรงบ่มไวน์ และไวน์ที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน ประเทศฝรั่งเศสมีการปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์กันหลายพื้นที่ แต่ละพื้นที่ก็จะมีจุดเด่นของพันธุ์องุ่นและไวน์ที่แตกต่างกันไป เช่น สปาร์คกลิ้งไวน์ที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดอย่างแชมเปญ (Champagne) ก็ถูกคิดค้นและผลิตขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส โดยมีชื่อตามแคว้นที่ผลิต นั่นก็คือแคว้นแชมเปญนั่นเอง นอกจากนั้นยังมีแคว้นที่ปลูกและผลิตไวน์ขนาดใหญ่เป็นที่รู้จักระดับโลกอย่างแคว้น บอร์โด (Bordeaux) ที่ถือเป็นแหล่งปลุกองุ่นและผลิตไวน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศฝรั่งเศส มีไวน์ที่มีชื่อเสียงมากมายที่ถือกำเนิดขึ้นจากแคว้นนี้ จนกล่าวได้ว่าหากไวน์ขวดใดที่มาจากแคว้นนี้รับรองว่ารสชาติไม่มีผิดหวังแน่นอน
  • ประเทศอิตาลี ประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีการผลิตและส่งออกไวน์มากที่สุดอีกหนึ่งประเทศ ประทศอิตาลีถือเป็นประเทศที่มีพื้นที่ที่ใช้ปลุกองุ่นและผลิตไวน์เยอะมาก ๆ แทบจะทั่วประเทศก็ว่าได้ แหล่งผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักก็อาทิเช่น แคว้นเวเนโต้ (Veneto) และเมืองเคียนติ (Chianti)ในแคว้นทัสคานี (Tuscany) เป็นต้น
  • ประเทศชิลี อีกหนึ่งประเทศผู้ส่งออกไวน์ที่เป็นที่รู้จักของโลก และยังถือเป็นประเทศที่มีการผลิตไวน์มาอย่างยาวนานด้วย ไวน์ชิลี่เป็นไวน์ที่ดื่มง่าย รสชาติดี โดยเฉพาะไวน์แดงที่ผลิตจากพันธุ์องุ่นที่มีชื่อเสียงจากหลายพันธุ์ เช่น แมร์โล (Merlot) และการ์เมเนีย (Carmenere) ซึ่งเป็นพันธุ์องุ่นที่เคยปลูกอยู่ที่แคว้นบอร์โด ประเทศฝรั่งเศส แต่ต่อมาได้สูญพันธุ์ไป

นอกจากประเทศที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอีกหลาย ๆ ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตไวน์ และนิยมดื่มไวน์ที่มีเป็นที่รู้จัก เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย หรือประเทศที่ผลิตไวน์สมัยใหม่อย่างญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละที่ต่างมีรสชาติ และคุณภาพของไวน์ที่มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง ซึ่งหากจะถามว่าไวน์จากที่ไหนมีรสชาติที่ดีที่สุด ก็คงจะตอบได้ยาก เพราะคุณต้องลองมาสัมผัสไวน์แต่ละที่ด้วยตัวของคุณเอง

 

รู้หรือไม่ อุณหภูมิมีผลต่อรสชาติของไวน์ด้วยนะ


อุณหภูมิถือว่ามีความสำคัญกับไวน์เป็นอย่างมาก นับตั้งแต่ขั้นตอนการหมัก การบ่มไวน์ การเก็บไวน์ จนมาถึงการดื่มไวน์ ไม่ว่าไวน์จะอยู่ในขั้นตอนไหน การรักษาอุณหภูมิของไวน์ที่เหมาะสม จะช่วยทำให้คุณภาพและรสชาติของไวน์ไม่ผิดเพี้ยน และยังช่วยให้ไวน์มีรสชาติความกลมกล่อมขึ้นด้วย จะเห็นจากโรงบ่มไวน์ต่าง ๆ จะมีการควบคุมอุณหภูมิในการบ่มให้คงที่ ไม่ปล่อยให้สภาพอากาศมามีผลกระทบต่อไวน์ได้ง่าย ต่อมาจนบรรจุไวน์ลงขวดก็ต้องมีการเก็บรักษาไวน์ต่อในที่ ๆ มีอุณหภูมิที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน แม้แต่ขั้นตอนในการรินไวน์เพื่อดื่มก็ยังคงต้องคำนึงถึงอุณหภูมิและสภาพอากาศตอนนั้นร่วมด้วย เรียกได้ว่าอุณหภูมิมีผลต่อสีและรสชาติไวน์ในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตมาจนถึงการดื่มเลยทีเดียว

อุณหภูมิที่เหมาะสมของไวน์แต่ละแบบ

                ในการหมักไวน์แต่ละประเภท นอกจากระยะเวลาในการหมักที่ต่างกันแล้ว ก็จะมีการใช้อุณหภูมิที่ต่างกันด้วย อย่างเช่นไวน์ขาวจะใช้อุณหภูมิในการหมักที่ต่ำกว่าไวน์แดง เนื่องจากไวน์ขาวจะอาศัยความเย็นที่ในการหมักที่มากกว่าไวน์แดง นอกจากนั้นในการจิบไวน์ในแต่ละครั้ง ก็ควรจะมีอุณหภูมิที่เหมาะสมของไวน์แต่ละประเภทด้วย

  • ไวน์แดง ควรรินไวน์ลงแก้วละจิบในอุณหภูมิห้อง ไม่ควรเย็นจัด เพราะไวน์แดงเป็นไวน์ที่มีรสฝาดนำ มีความเข้มข้น และมีรสชาติที่ซับซ้อน หากไวน์มีอุณหภูมิที่เย็นเกินไป หรือร้อนเกินไป ก็จะทำให้สีและรสชาติของไวน์เปลี่ยนไป อาจจะมีรสชาติที่ฝาดขึ้นและกลิ่นแรงขึ้นจนเวียนหัวได้ เพราะฉะนั้นสำหรับไวน์แดงที่มีความเข้มข้นแบบนี้ควรรินและจิบไวน์ในอุณหภูมิห้องจะดีที่สุด เพราะจะทำให้เราได้รับรสชาติไวน์ที่คงที่ และได้สัมผัสกับกลิ่นของไวน์ที่แท้จริง
  • ไวน์ขาว จะเหมาะกับการจิบในอุณหภูมิที่เย็น เพราะจะให้ความรู้สึกที่สดชื่น และได้กลิ่นหอมของผลไม้ในไวน์ที่ขึ้นมาแตะจมูกตอนจิบ ทำให้ได้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและรสชาติละมุนลิ้น ส่วนมากไวน์ขาวจะไม่รอให้ไวน์อุ่น หรือปล่อยให้ไวน์โดนอุณหภูมิที่สูงมากเกินไป เพราะหากเป็นแบบนั้น จะทำให้สีและรสชาติของไวน์กร่อยลงไปจากเดิมได้
  • สปาร์คกลิ้งไวน์ ไวน์จำพวกมีฟองซ่า หรือแชมเปญที่หลาย ๆ คนรู้จักกันดี มักจิบกันตอนที่เย็นจัด ๆ เพราะจะทำให้ความซ่าของไวน์ยังอยู่ และรสชาติเปรี้ยวอมหวานของตัวไวน์ไม่โดนกลบไป ทำให้ผู้ที่ดื่มรู้สึกสดชื่น ได้สัมผัสกับความซ่าของไวน์ได้อย่างเต็มที่ ไวน์ประเภทนี้จึงเหมาะมากที่จะจิบทันทีหลังนำออกมาจากตู้แช่

นอกจากจะดูเรื่องอุณหภูมิที่มีผลต่อสีและรสชาติของไวน์แล้ว ก็อย่าลืมคำนึงถึงปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น อาหารที่ทานกับไวน์ เวลาในการจิบไวน์ เป็นต้น เพราะปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้สามารถทำให้ไวน์ที่คุณจิบมีรสชาติที่ดีขึ้นหรือแย่ลงได้เช่นกัน

 

มาเลือกแก้วไวน์ที่ใช่ จับคู่กับไวน์ที่ชอบกันเถอะ


นอกจากเราจะเลือกไวน์ที่ชอบกันได้แล้ว ภาชนะที่ใส่ไวน์ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กันนะ จะเห็นว่าแก้วไวน์ มักจะเป็นแก้วที่จะมีลักษณะรูปทรงที่ไม่เหมือนกับแก้วที่ใส่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่น ๆ แต่จะมีลักษณะเฉพาะที่เมื่อมองก็จะรู้ได้ทันทีว่าคือแก้วไวน์ แต่จริง ๆ แล้วแก้วไวน์มีหลายแบบหลายรูปทรงอยู่เหมือนกัน แต่ละแบบก็จะออกแบบมาเพื่อใช้คู่กับไวน์ที่แตกต่างกันไป

ลักษณะโดยทั่วไปของแก้วไวน์

  • แก้วไวน์จะมีลักษณะขอบแก้วที่บาง ไม่หนาเหมือนแก้วน้ำหรือแก้วเบียร์ทั่วไป นั่นก็เพราะว่าของแก้วที่บางจะช่วยให้การจิบไวน์ของเราละมุนขึ้น ช่วยเพิ่มสัมผัสที่อ่อนนุ่มไม่แข็งกระด้างจนเกินไป และทำให้ริมฝีปากของเราสัมผัสกับรสชาติของไวน์ได้ดีขึ้น
  • ส่วนของตัวแก้ว คือส่วนที่รองรับไวน์นั่นเอง ตัวแก้วไวน์ทุกชนิดจะเป็นแก้วที่ใส สะอาดตา เมื่อเทไวน์ลงไปแล้วจะมองเห็นสีไวน์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะมีรูปทรงความโค้งมน สูงต่ำ แต่ต่างกันไป
  • ด้ามจับแก้วหรือก้านแก้ว เป็นส่วนที่เราเอาไว้จับแก้วไวน์นั่นเอง โดยจะมีลักษณะเป็นด้ามสูงเล็กเหมือนเสา ที่มีลักษณะเช่นนี้ก็เพราะว่า การจับด้ามแก้วแบบนี้จะทำให้มือของเราไม่สัมผัสส่วนของตัวแก้วโดยตรง เพราะอุณหภูมิความร้อนจากมือของเราสามารถส่งผลต่อรสชาติของไวน์ในแก้วได้
  • ฐานแก้ว เป็นส่วนฐานวงกลมแบนที่อยู่ข้างล่างด้ามจับแก้ว เพื่อให้เราสามารถตั้งวางแก้วได้นั่นเอง

เลือกแก้วไวน์ให้เหมาะสมกับไวน์

  • ไวน์แดง เหมาะกับการใช้แก้วที่มีลักษณะตัวแก้วที่กลมอ้วน มีปากแก้วที่กว้าง เนื่องจากไวน์แดงเป็นไวน์ที่มีรสชาติที่เข้มข้นและฝาดกว่าไวน์ประเภทอื่น ๆ มีกลิ่นไวน์ที่แรง แก้วไวน์ที่ใหญ่จะทำให้คุณสามารถเห็นสีของไวน์ได้อย่างชัดเจน รวมถึงสัมผัสกับกลิ่นและรสชาติได้ดีขึ้น และด้วยตัวแก้วที่ใหญ่ปากกว้าง จะทำให้อากาศสามารถเข้าไปในไวน์ได้ง่าย และได้รสชาติที่ละมุนลิ้นขึ้น
  • ไวน์ขาว เหมาะกับการใช้แก้วที่มีลักษณะตัวแก้วเรียวสูง เพราะจะทำให้แก้วสามารถรักษาความเย็นและความหอมของผลไม้ของไวน์ได้ดีกว่าแบบกว้าง เพราะไวน์ขาวมักจะจิบตอนที่กำลังเย็น
  • สปาร์คกลิ้งไวน์ เนื่องจากไวน์ประเภทนี้เป็นไวน์แบบมีฟอง และมีความซ่าเพราะมีการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป แก้วที่เหมาะกับไวน์ประเภทนี้จึงควรเป็นแก้วรูปทรงกระบอกสูงยาว และปากแก้วค่อนข้างแคบ เพราะจะช่วยทำให้อากาศเข้าไปในแก้วได้ยาก ช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาของอากาศกับไวน์ที่เป็นสาเหตุทำให้ไวน์หมดความซ่าได้

เมื่อรู้จักลักษณะแก้วไวน์แบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับไวน์แต่ละประเภทแล้ว ต่อไปหากอยากลองจิบไวน์ดี ๆ สักขวด ก็สามารถเลือกแก้วให้เหมาะสมกับไวน์สุดโปรดกันได้แล้ว

 

บ่มไวน์อย่างไรให้รสชาติดีเลิศ ลักษณะโรงบ่มไวน์ที่ดีควรมี

โรงบ่มไวน์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตไวน์ทุกชนิด เพราะถือเป็นสถานที่ที่มีผลต่อรสชาติของไวน์ และคุณภาพของไวน์ที่ผลิต นอกจากขั้นตอนการคัดสรรพันธุ์องุ่นที่จะนำมาทำไวน์และการหมักไวน์แล้ว การบ่มไวน์ก็ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่ต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก เพราะสภาพแวดล้อมหรือปัจจัยภายนอกต่าง ๆ สามารถมีผลต่อรสชาติและสีของไวน์ได้เสมอ หากจะพูดถึงโรงบ่มไวน์ที่มีในแต่ละประเทศทั่วโลก ต้องบอกว่ามีเยอะมากจนนับไม่ถ้วน แต่ละที่ล้วนมีจุดเด่นที่เป็นลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป

บ่มไวน์อย่างไรให้ได้รสชาติดี

การบ่มไวน์ที่ดี จะทำให้เราได้ไวน์ที่ตรงตามคุณสมบัติที่ตั้งไว้ เช่น ได้ไวน์ที่มีสีใสสวยมากขึ้น ไม่มีตะกอนตกค้าง ได้รสชาติไวน์ที่ละมุน มีรสชาติดียิ่งขึ้น โดยระยะเวลาในการบ่มจะแล้วแต่ประเภทของไวน์ ไม่ได้มีระยะเวลาที่ตายตัว ว่ากันว่ายิ่งบ่มนานยิ่งทำให้รสชาติของไวน์ดีขึ้นตามไปด้วย บางครั้งบ่มกันนานหลายปีเลยก็มี ไวน์ขาว และไวน์ชมพูอาจจะใช้ระยะเวลาการบ่มที่น้อยกว่าไวน์แดง เพราะจะเน้นการได้รสสัมผัสที่เป็นกลิ่นหอมของผลไม้อยู่ แต่หากเป็นไวน์แดงที่มีรสชาติเข้มข้นขึ้นมา ก็อาจจะใช้ระยะเวลาในการบ่มนานขึ้นอีกสักนิด แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นไวน์แบบไหน ก็ควรจะบ่มในโรงบ่มที่มีคุณภาพ ยิ่งบ่มในถังสแตนเลสหรือถังไม้โอ๊คชั้นดี ก็จะช่วยให้เราได้ไวน์ที่ได้มีคุณสมบัติที่ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย หลังจากบ่มได้ทีแล้วจึงมีการตรวจสอบคุณภาพไวน์อีกครั้งก่อนนำไปบรรจุในขวดแล้วนำไปเก็บต่อ

ลักษณะโรงบ่มไวน์ที่ดี

  • มีสถานที่ที่กว้างขวาง ทำเลเหมาะสม พื้นที่ไม่แออัดจนเกินไป สามารถบ่มไว้ในถังสแตนเลส หรือถังไม้โอ๊คได้อย่างสะดวกสบาย
  • มีอุณหภูมิที่เหมาะสม อย่างที่รู้กันว่าอุณหภูมิมีผลต่อการคุณภาพ และรสชาติของไวน์ การบ่มไวน์ในโรงบ่มที่มีการควบคุมอุณหภูมิได้ดี จึงช่วยให้ไวน์มีคุณภาพ และรสชาติที่ดีตามไปด้วย
  • เป็นโรงบ่มไวน์ที่มิดชิด ไม่มีแสงแดด หรือมีช่องว่างให้อากาศ ลมหรือฝนเข้าไปได้ เพราะความร้อน ความชื้นต่าง ๆ สามารถมีผลต่อคุณภาพของไวน์ได้ทั้งสิ้น และปัจจัยเหล่านี้ยังสามารถทำให้รสชาติของไวน์เปลี่ยนได้ตลอดเวลา
  • สามารถแยกประเภทไวน์ได้อย่างเหมาะสม เป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ปนกัน นั่นคือ โรงบ่มไวน์ที่ดีควรมีการแยกประเภทของถังเก็บไวน์ออกอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้สับสน และง่ายต่อการตรวจสอบคุณภาพไวน์ที่บ่ม เพราะไวน์แต่ละชนิดอาจจะต้องการระยะเวลาในการบ่มที่แตกต่างกัน การจัดระเบียบที่ดีจะช่วยให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

จะเห็นว่าการบ่มไวน์ที่ดี มีโรงบ่มไวน์ที่มีลักษณะถูกต้อง จะช่วยเพิ่มความมีประสิทธิภาพในการผลิตไวน์ให้ดียิ่งขึ้น และยังทำให้ไวน์ที่ออกมาจากโรงบ่มเป็นไวน์ชั้นดี มีคุณภาพเยี่ยมตามไปด้วย