ไร่องุ่นภูเขาไฟ พิพิธภัณฑ์โรงบ่มไวน์โบราณ แห่ง Lanzarote

เกาะลันซาโรเท (Lanzarote) เกาะหัวโล้นที่แทบไม่มีต้นไม้สีเขียวให้เห็น ที่นี่กลับมีไร่องุ่นภูเขาไฟ และมีพิพิธภัณฑ์โรงบ่มไวน์โบราณที่บอกเล่าความเป็นมายาวนาน ไม่น่าเชื่อว่าไร่องุ่นจะปลูกขึ้นได้ในดิน หิน ภูเขาไฟ และในสภาพอากาศที่แทบจะไม่เคยเจอฝน แถมโรงบ่มไวน์ที่นี่ก็น่านั่งชิมไวน์จนไม่อยากลุกไปไหน

Lanzarote เกาะภูเขาไฟ

ลานซาโรเท เป็นเกาะหนึ่งในหมู่เกาะแกรนด์คานารี (Canary Islands) ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของประเทศสเปน สภาพโดยทั่วไปเป็นพื้นที่ราบซึ่งมีหลุม บ่อ แอ่ง สลับภูเขาหัวโล้นที่ไม่สูงนัก เนื่องจากเกาะแห่งนี้เคยเกิดภูเขาไฟระเบิดอย่างรุนแรง ระหว่างปี ค.ศ. 1730 ถึงปี ค.ศ. 1736 และเกิดอีกครั้งในปี ค.ศ. 1824 ซึ่งธารลาวาร้อน ๆ จากภูเขาไฟได้ไหลลงไปทำลายล้างพืชพันธุ์ สัตว์ป่า หมู่บ้านเป็นบริเวณกว้าง เหลือเพียงพื้นที่ส่วนน้อยที่ไม่โดนลาวาทำลาย แต่ก็ได้รับผลกระทบจากการระเบิดของภูเขาไฟ ทำให้พื้นที่กลายเป็นที่ราบ เป็นหลุม เป็นแอ่งและมีเศษเหมือนถูกระเบิดอยู่ทั่วบริเวณของเกาะ ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะได้อพยพออกจากเกาะไปอยู่ที่อื่น ๆ เพราะแทบจะทำมาหากินอะไรบนเกาะนี้ไม่ได้ แถมยังเคยเกิดสภาวะแล้งขาดแคลนน้ำจืดอย่างหนักอีกด้วย

บนพื้นที่ แปดแสนสี่หมื่นกว่าตารางกิโลเมตรบนเกาะ ในปัจจุบันมีผู้คนอาศัยอยู่ราว ๆ หนึ่งแสนสี่หมื่นกว่าคน หลังจากที่สร้างสนามบิน การเดินทางสะดวกสบายขึ้นจึงมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปเที่ยวลันซาโรเทอยู่ไม่ขาดสาย

สภาพเกาะสีแดง ๆ น้ำตาล ๆ ดูแห้งแล้ง ภูเขาหัวโล้น แผ่นดินสูง ๆ ต่ำ ๆ ชายหาด หน้าผา ปล่องภูเขาไฟ ไร่องุ่น เป็นเสน่ห์ที่ดูสวยแปลกตาออกไป พืชที่เห็นทั่วไปบนเกาะนี้คือตะบองเพชร และบนเกาะนี้มีสวนตะบองเพชรขนาดใหญ่ให้เขาชม ซึ่งมีตะบองเพชรแปลก ๆ ที่แทบจะไม่เคยเห็นในที่อื่น ๆ

ไร่องุ่นหินภูเขาไฟและโรงบ่มไวน์โบราณ

                ใครจะไปเชื่อว่าเกาะที่ดูแห้งแล้งแห่งนี้จะมีเนื้อที่สำหรับปลูกองุ่นและมีโรงบ่มไวน์ บริเวณที่เป็นแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติ La Geria ซึ่งกินพื้นที่กว้างสุดตา จะเห็นภาพแปลก ๆ คือการวางเรียงหินก้อนเล็ก ๆ ซ้อนกันเป็นวงกลมบ้าง ครึ่งวงกลมบ้าง สี่เหลี่ยมบ้าง มีทั้งที่วางซ้อนกันขึ้นเฉย ๆ หรือมีลักษณะเหมือนกันปากหลุมเอาไว้ ในหลุมที่ลึกพอประมาณจะเห็นต้นองุ่นอยู่ในหลุมนั้น  ซึ่งขนาดความกว้าง ความลึกของหลุม และความสูงของหิน จะขึ้นอยู่กับขนาดของต้นองุ่น การนำหินมาวางเรียงซ้อนกันเช่นนี้เป็นการช่วยกันลมให้ต้นองุ่น

แม้จะไม่มีฝนตก แต่องุ่นก็รอดเพราะหินลาวาก้อนเล็ก ๆ ที่ปลูกต้นองุ่นนั้น กลางวันจะดูดซับความร้อน แต่กลางคืนจะดูดเก็บความชื้นจากอากาศ การกักเก็บความชื้นของก้อนหินเล็ก ๆ เหล่านี้เป็นแหล่งน้ำให้องุ่นเจริญเติบโต จนผลิตไวน์รสชาติดีออกมา

บนเกาะแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโรงบ่มไวน์ 1 ใน 10 ที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศสเปน และยังมีพิพิธภัณฑ์โรงบ่มไวน์โบราณให้ชมด้วย ซึ่งมีเครื่องไม้เครื่องมือเกี่ยวกับการผลิตไวน์ ตั้งแต่ขั้นตอนแรก ๆ จนถึงขั้นตอนสุดท้าย รวมถึงวิวัฒนาการการผลิตเครื่องมือต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 19, ศตวรรษที่ 20 จนถึงยุคปัจจุบัน

หากเดินเที่ยวชมไร่ไวน์ภูเขาไฟ และแวะชมพิธิภัณฑ์จนเหนื่อยแล้ว จะแวะซื้อไวน์กลับบ้าน หรือจะนั่งจิบไวน์ชมสวนตะบองเพชรต่อก็ได้ แต่ขอแนะนำว่าหากท่านขับรถยนต์ก็มิควรเผลอจิบหรือชิมไวน์จนเพลิน เพราะที่นี่ก็ไม่ต่างจากที่อื่น ๆ คือ “เมาห้ามขับ”

 

ไร่องุ่นอินทรีย์และโรงบ่มไวน์ แห่งสามเหลี่ยมทองคำ เยอรมนี

เขตชายแดนระหว่างสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี มีไร่องุ่นอินทรีย์ปลูกเรียงรายให้เห็นอยู่ทั่วบริเวณ รวมทั้งมีโรงบ่มไวน์ขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป ไร่องุ่นอินทรีย์เหล่านี้ ปลูกในบริเวณที่เรียกว่า Dreiländereck หรือประมาณสามเหลี่ยมทองคำของประเทศไทยนั่นเอง ไร่องุ่นอินทรีย์ และโรงบ่มไวน์อยู่ใกล้กับแม่น้ำไรน์ (Rhein) ซึ่งไหลผ่านหลายประเทศ

 Dreiländereck สามเหลี่ยมทองคำของสามประเทศ

ดรายแลนเดอร์เอ็ค (Dreiländereck) หมายถึงมุมสามเหลี่ยมของสามประเทศ และในบริเวณรอยต่อสามเหลี่ยมทองคำแห่งนี้ นับเป็นเขตอุตสาหกรรมที่คึกคักของทั้งสามประเทศ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส แถบเมืองเมลุส (Mulhouse) ในเยอรมนี แถบเมืองเลอรัคช์  (Lörrach) และในสวิตเซอร์แลนด์ แถบเมืองบาเซิล (Basel) ต่างเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไปมาได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นทางรถยนต์ หรือเดินเท้าข้ามสะพานที่ทอดผ่านลำน้ำไรน์ที่เชื่อมระหว่างประเทศ

คนฝรั่งเศส และคนสวิสมักจะเดินทางข้ามมาซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ตของเยอรมัน เพราะราคาถูกกว่าในประเทศของตน ส่วนคนเยอรมันจะข้ามไปเดินตลาด และซื้อของในฝรั่งเศส เพราะเชื่อว่าได้ของสดคุณภาพดี คนฝรั่งเศสและคนเยอรมันจะขับรถข้ามพรมแดนไปเติมน้ำมันทางฝั่งสวิตฯ เพราะราคาน้ำมันในสวิตฯ ถูกว่าในประเทศของตน ในแถบนี้จึงเห็นรถยนต์ของทั้งสามประเทศวิ่งอยู่บนถนนของกันและกันอย่างหนาตา ถือเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันอย่างสมดุลเลยทีเดียว

ที่มาของไวน์อินทรีย์และราชินีไวน์

ประเทศเยอรมันเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปลำดับต้น ๆ ที่ประชาชนนิยมบริโภคอาหารอินทรีย์ซึ่งปลอดสารพิษ หรือที่เรียกตามภาษาเยอรมันสั้น ๆ ว่า บีโอ (Bio)  ในซุปเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ จะมีมุมขายอาหาร พืช ผัก ไข่ ฯลฯ ปลอดสารพิษ ในเมืองแทบทุกเมืองจะมีร้าน Bio ตั้งอยู่ หรือตามหมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบทที่คนส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรมคนในชุมชน หรือชุมชนใกล้เคียงก็สามารถไปเลือกซื้ออาหารอินทรีย์ได้โดยตรงจากเกษตรกร ไล่ไปตั้งแต่ นมวัวสด ๆ ไข่ ไก่ กระต่าย ผัก ผลไม้  ขนมปังฯลฯ

จึงไม่แปลกอะไรนักที่จะพบเห็นไร่องุ่นอินทรีย์ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วไปเกือบทุกส่วนที่ปลูกองุ่นของประเทศ รวมทั้งโรงบ่มไวน์อินทรีย์เล็ก ๆ แบบอุตสาหกรรมในครอบครัวก็มีให้แวะชมแวะชิม อยู่ทั่วไป

ในแถบนี้มีการจัดตั้งสมาคมผู้ปลูกองุ่น และสมาคมผู้ผลิตไวน์ขนาดย่อม ซึ่งเป็นตัวแทนคัดกรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ จัดหาตลาด ประชาสัมพันธ์สินค้า และจัดงานเทศกาลไวน์ประจำปี โดยการออกร้านและทุก ๆ สองปี จะมีการประกวดเพื่อเฟ้นหาราชินีไวน์ ผู้ที่ได้ตำแหน่งนี้จะเป็นเสมือนทูตที่เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อแนะนำไวน์ในท้องถิ่นของตนให้เป็นที่รู้จัก

แม้ว่าไวน์จากบริเวณสามเหลี่ยมทองคำแห่งนี้ จะไม่ได้มีชื่อเสียงในวงกว้างเท่าใดนัก แต่ไวน์อินทรีย์ที่นี่ราคาถูกใจ รสชาติถูกลิ้น เป็นไวน์อินทรีย์ที่แทบทุกบ้านมีติดบ้านไว้ดื่มล้างคอในมื้ออาหารแทนไวน์มีชื่อราคาแพง หรือไว้เปิดรับแขกผู้มาเยือนให้ได้ชิมไวน์ประจำถิ่น โดยมีคำบอกเล่าถึงที่มาที่ไปของไวน์จากเจ้าบ้านเป็นของแถม

 

เที่ยวไร่องุ่นและโรงบ่มไวน์ริมทะเลสาบ Thun ที่เมือง Spiez ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้มีแค่ภูมิประเทศที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังมีไร่องุ่นและโรงบ่มไวน์ให้ชมและให้ชิมด้วย บนเส้นทางยอดฮิตเช่น เมืองอินเทอร์ลาเคน (Interlaken) บริเวณริมทะเลสาบทูน (Thunersee) มีไร่องุ่นและโรงบ่มไวน์เล็ก ๆ ตั้งอยู่ ในวันที่ไม่อยากขึ้นชมยอดเขา แต่อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปชมวิวทิวทัศน์สัมผัสธรรมชาติริมทะเลสาบ เดินชมไร่องุ่น จิบไวน์ท้องถิ่นจากโรงบ่มไวน์ ก็อาจช่วยเติมเต็มความสุนทรีในใจให้การท่องเที่ยวครั้งนี้ครบเครื่องยิ่งขึ้น

เมือง Spiez

เมืองซเปียส หรือสปีซ ตามที่คนไทยเราออกเสียงนั้น ถ้าออกเสียงตามภาษาเยอรมันคำว่า Spiez จะออกเสียงว่า ชเปียซ หากท่านจะสอบถามเส้นทางของเมืองนี้กับคนท้องถิ่นจึงควรออกเสียงตามภาษาถิ่น มิเช่นนั้นคนที่ท่านถามเขาอาจจะบอกว่าไม่รู้จักเมืองนี้ก็เป็นได้ จากอินเทอร์ลาเคนเดินทางไปชเปียซโดยรถไฟ จะใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น หรือจะเลือกเดินทางโดยเรือจากอินเทอร์ลาเคนก็ได้ มีเรือท่องเที่ยวชมทะเลสาบทูน เส้นทางอินเทอร์ลาเคน-ทูน มาแวะลงชเปียซ ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้มีเส้นทางเดินเที่ยวริมทะเลสาบทูนและเส้นทางเดินชมไร่องุ่นในมุมสูงที่มองเห็นตัวเมือง ท่าเรือ และปราสาทชเปียสที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบได้อย่างชัดเจน ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีนั้น มุมนี้จะเป็นมุมที่โรแมนติกที่สุดเลยทีเดียว

ไร่องุ่น โรงบ่มไวน์ใน Spiez และในสวิตเซอร์แลนด์

พื้นที่ปลูกองุ่นในเมืองชเปียซอยู่บริเวณริมทะเลสาบทูน ไร่องุ่นเรียงรายเป็นแถวลดหลั่นจากมุมสูงสู่มุมต่ำ ซึ่งเป็นมุมที่มีแสงแดดส่องถึงมากที่สุดของเมือง องุ่นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากที่สุดในแถบนี้คือพันธุ์ รีสลิ่ง (Riesling), ซีลวาเน (Sylvaner), บลูเบอร์กันดี( Blueburgundy) ส่วนไวน์ที่ผลิตในแถบนี้ก็มีทั้งไวน์ขาว ไวน์แดง และไวน์สีชมพู หรือไวน์กุหลาบ (Rose`)

โรงบ่มไวน์เล็ก ๆ ที่กระจายอยู่หลาย ๆ แห่งในเมืองชเปียซสามารถแวะเข้าไปชมและชิมไวน์ได้ รวมทั้งมีไวน์จำหน่ายให้ท่านเลือกซื้อกลับบ้าน หรือจะนำกลับไปจิบแกล้มฟองดู (Fondue) อาหารสวิส ที่นิยมดื่มไวน์ขาวควบคู่ไปด้วย ส่วนไวน์แดงก็อาจจะนำไปรับประทานแกล้มชีสหลากหลายชนิดที่ขึ้นชื่อของที่นี่ อาทิ ชีสแอลป์ (Alpkäse),  ชีสเอมเมนทาล (Emmental), ชีสกรูเยร์ (Gruye`re),  ชีสอัพเพนเซลเลอร์ (Appenzeller) ฯลฯ

ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นมีแหล่งปลูกองุ่นและผลิตไวน์อยู่หลายแห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ แหล่งปลูกองุ่น และผลิตไวน์ที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในแถบวัลลิส (Wallis), วัดท์แลนด์ (Waadtland), เจนีวา (Genf), เทสสิน (Tessin) แต่ไวน์ส่วนใหญ่จะผลิตและจำหน่ายภายในประเทศเท่านั้น มีไวน์สวิสเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ที่ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

ชเปียสเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ที่ปลูกองุ่นและผลิตไวน์ เมื่อเทียบกับส่วนอื่น ๆ ที่ผลิตไวน์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไวน์จากชเปียสนั้นถือว่าราคาค่อนข้างสูง หากเทียบราคากับไวน์ที่นำเข้ามาจากต่างแดน แต่การได้มาเที่ยวประเทศที่สวยงาม ได้จิบไวน์ท้องถิ่นที่หายาก อาจจะช่วยเพิ่มความทรงจำแบบพิเศษ ๆ ให้กับการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้ของท่าน