Tag Archives: ไวน์

All Saints Estate Winery ผลิตและจำหน่ายไวน์หลายประเภทอย่างมีคุณภาพ

เมื่อกล่าวถึงบริษัทผลิตไวน์ หลายคนอาจจะนึกถึงประเทศแถบทวีปยุโรปและอเมริกาเป็นหลัก แต่ในบทความนี้จะกล่าวถึงไวน์สัญชาติออสเตรเลีย ประเทศที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากไทยนัก All Saints Estate Winery คือบริษัทไวน์ในประเทศออสเตรเลียที่ก่อตั้งโดย George Sutherland Smith และ John Banks ตั้งแต่ปีค.ศ.1864 นับว่าเป็นหนึ่งในบริษัทไวน์ที่ค่อนข้างเก่าแก่ เมื่อเวลาผ่านไปเจ้าของสถานที่ก็มีการเปลี่ยนมือไปบ้าง จนวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ.2005 เป็นต้นมา 3 พี่น้องตระกูล Brown  ก็ได้รับหน้าที่บริหารจัดการบริษัทต่อจากคุณพ่อที่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน

ผลิตไวน์ทุกประเภท จำหน่ายหลายขนาดและรูปแบบใน All Saints Estate Winery

All Saints Estate Winery คือธุรกิจครอบครัวของ 3 พี่น้องตระกูล Brown ได้แก่ Eliza, Angela และ Nicholas โดยแต่ละคนก็มีตำแหน่งหน้าที่แตกต่างกันไป โดยแต่ละคนมีหน้าที่คร่าว ๆ ดังนี้ Eliza พี่สาวคนโตมีตำแหน่งเป็น CEO, Angela น้องสาวคนรองมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการด้านการตลาด และ Nicholas น้องชายคนเล็กมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไป ที่ทำการดูแลด้านการผลิตไวน์และไร่องุ่น

                บริษัทนี้ทำการผลิตและจำหน่ายไวน์ทุกประเภท ในหลากหลายขนาดและรูปแบบ เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคทุกคน ตั้งแต่การผลิตไวน์ประเภท Sparkling, Red, White, Rosé และ Fortified และแน่นอนว่าสามารถเลือกสไตล์ของไวน์ได้ว่าจะเป็น Sweet หรือ Dry สำหรับเรื่องของขนาดหรือปริมาณก็มีให้เลือกถึง 6 ขนาด เริ่มตั้งแต่เล็กสุด 50 มิลลิลิตร ไปจนถึงใหญ่สุด 1.5 ลิตร ที่มีชื่อเรียกว่า “Magnums” เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อน         

นอกจากนี้ก็ยังมีการจำหน่ายในรูปแบบ Wine Club Collection อีกด้วย เช่น Winter Collection ซึ่งในคอลเลกชันหนึ่งจะประกอบด้วยไวน์ 6 ขวด อาจเป็นไวน์ประเภทเดียวกันหมดหรือผสมหลาย ๆ ประเภทก็ได้ สำหรับผู้ที่อยากลิ้มลองไวน์ของ All Saints Estate Winery แต่ไม่สามารถเดินทางไปถึงที่ร้านได้ ทางบริษัทก็มีบริการส่งให้ฟรีถ้าซื้อถึงขั้นต่ำที่กำหนดไว้

ดื่มไวน์อายุ 100 ปี ในบรรยากาศปราสาทเก่ากับ All Saints Estate Winery

ในบรรดาไวน์ทุกประเภทที่บริษัทผลิตขึ้นมา ไวน์ประเภท Fortified รุ่น NV All Saints Estate Museum Muscat และ NV All Saints Estate Museum Muscadelle คงเป็นไวน์ 2 รุ่นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะทั้งคู่เป็นไวน์ที่มีอายุโดยเฉลี่ยมากถึง 100 ปี ทำให้รับรองได้ว่าเป็นไวน์ที่มีรสชาติลุ่มลึก เมื่อดื่มแล้วจะสามารถรับรู้ได้ถึงความอร่อยที่ซับซ้อน จากการที่ไวน์และแอลกอฮอล์กลั่นได้ผสมผสานกันเป็นอย่างดี โดยราคาของไวน์ทั้ง 2 รุ่น อยู่ที่ 1,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อขวด หรือประมาณ 20,000 กว่าบาทไทย

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ All Saints Estate Winery คือสถานที่ที่มีความงดงาม จากตัวอาคารที่เป็นปราสาทเก่าแก่ สร้างขึ้นโดยอ้างอิงแบบจาก “The Castle of Mey” ปราสาทนี้มีขนาดใหญ่ถึง 4,500 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยชั้นใต้ดิน, โรงกลั่นเหล้าองุ่น, ร้านอาหารบนชานระเบียง, ห้องโถงใหญ่ และ ห้องโถงที่มีถังไม้หมักไวน์ รวมถึงบริเวณรอบนอก เช่นไร่องุ่นที่มีความสวยงามไม่แพ้กัน ทำให้ที่นี่ยังมีบริการรับจัดงานเลี้ยง งานแต่งงาน หรืองานสังสรรค์อื่น ๆ อีกด้วย

                หากต้องการลิ้มรสไวน์หลากหลายประเภทที่มีคุณภาพและรสชาติอร่อย ในบรรยากาศที่สวยงามตระการตา All Saints Estate Winery คงเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย หากได้ลองดูแล้วคุณอาจจะพบว่าไวน์ดี ๆ ไม่ได้มีแค่ในทวีปยุโรปและอเมริกา

เลือกไวน์ทำอาหารให้ถูกประเภท เพิ่มรสชาติที่ลุ่มลึกขึ้นให้อาหารจานโปรด

ความจริงแล้วการทำอาหารอาจเรียกเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งก็ว่าได้ เพราะสำหรับพ่อครัวหรือแม่ครัวมืออาชีพ การทำอาหารคงเป็นมากกว่าการนำเอาวัตถุดิบที่มีมายำรวมกันแล้วปรุงรสแบบง่าย ๆ หากแต่เป็นการดึงเอารสชาติที่ดีที่สุดของวัตถุดิบนั้นออกมา ด้วยวิธีการที่เหมาะสมที่สุด การใช้ “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ในการปรุงรสอาหาร เป็นศาสตร์ที่มีมานานแล้วทั้งในโลกตะวันตกและโลกตะวันออก เช่น การใช้มิรินของประเทศญี่ปุ่น, การใช้เหล้าจีนของประเทศจีน, หรือการใช้ “ไวน์” ของประเทศในทวีปยุโรปทั้งหลาย โดยไวน์นั้นมีหลายประเภท อีกทั้งยังสามารถใส่ได้ในทั้งอาหารคาวและหวาน

อยากให้อาหารออกมาอร่อย ใช้ Regular Drinking Wines ดีกว่า Cooking Wines

“ไวน์” เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่ผู้คนจากทั่วโลกนิยมดื่มกัน นอกจากนี้ก็ยังนิยมนำมาใช้ในการทำอาหารทั้งคาวและหวานอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นได้ว่าไวน์ที่วางขายอยู่ในตลาด จะมีทั้ง “Regular Drinking Wines” และ “Cooking Wines” หรือที่หมายความว่า “ไวน์ที่ใช้สำหรับดื่มทั่วไป” และ “ไวน์ที่ใช้สำหรับการทำอาหาร” แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความจริงแล้วการใช้ไวน์สำหรับดื่มในการทำอาหาร จะได้รสชาติที่ดีกว่าการใช้ไวน์ทำหรับทำอาหารโดยเฉพาะ

เมื่อคิดตามแล้วอาจทำให้เกิดความสับสน แต่ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าไวน์สำหรับดื่มจะมีรสชาติและคุณภาพที่ดีกว่าไวน์สำหรับทำอาหาร หากใครเคยลองชิมไวน์สำหรับทำอาหารจะพบว่ามีรสชาติที่เค็มมากกว่าไวน์ปกติ เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าไวน์สำหรับทำอาหาร จะมีโซเดียมและสารกันบูดมากกว่าไวน์สำหรับดื่ม เพื่อให้สามารถเก็บรักษาได้นานขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ในบางครั้งไวน์สำหรับทำอาหารก็ทำมาจากไวน์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานปกติ

ดังนั้นเราจึงควรใช้ไวน์ที่ชอบดื่มในการปรุงรส เพื่อให้ได้รสชาติอาหารที่อร่อยลุ่มลึกมากกว่า เช่นเดียวกับคำกล่าวที่ว่า “Don’t cook with something you won’t drink” หรือที่แปลว่า “อย่าทำอาหารด้วยสิ่งที่เราจะไม่ดื่ม” นั่นเอง    

ไวน์แบบไหนเหมาะกับอาหารจานใด เพิ่มความเข้าใจเพื่อการเลือกใช้ให้ถูกต้อง

                นอกจากการเลือกใช้ไวน์ที่มีคุณภาพในการทำอาหารอย่าง “ไวน์สำหรับดื่ม” แล้ว การเลือกใช้ไวน์ให้ถูกประเภทก็เป็นเรื่องสำคัญ ต่อไปจึงจะกล่าวถึงไวน์ 6 ประเภทที่เหมาะสมกับการทำอาหารจานต่าง ๆ ดังนี้

  1. Dry Red & White Wines สำหรับทำสตูว์เนื้อ, ครีมซุป, อาหารทะเล หรือทำเป็นซอสพื้นฐาน
  2. Dry Nutty/Oxidized Wines สำหรับทำน้ำเกรวี่เห็ดเพื่อราดบนเนื้อไก่และหมู หรือใช้กับเนื้อปลาและกุ้ง
  3. Sweet Nutty/Oxidized Wines สำหรับทำน้ำเชื่อมเพื่อขนมหวาน, คาราเมล หรือไอศกรีมวานิลลา
  4. Sweet Fortified Red Wines (Port) สำหรับทำซอสช็อกโกแลต, เค้กช็อกโกแลต หรือซอสของสเต็ก    
  5. Sweet White Wines สำหรับทำลูกแพร์ตุ๋นไวน์, ซอสหวานในทาร์ตผลไม้ หรือซอสเนยหวานเพื่อราดเนื้อปลาและกุ้ง
  6. Rice Wine สำหรับหมักเนื้อสัตว์ต่าง ๆ หรือทำซอสบาร์บีคิว

จะเห็นได้ว่ารสชาติและคุณลักษณะของไวน์แต่ละประเภท มีความสอดคล้องกับเมนูอาหารที่จะทำ ดังเช่นที่ปรากฏด้านบนว่าไวน์ที่จะนำมาทำขนมก็จะเป็นประเภทที่มีรสชาติหวาน เป็นต้น  

ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทของเครื่องดื่มหรือเครื่องปรุงรส ไวน์ก็ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ทุกคนไม่ควรพลาด ด้วยเอกลักษณ์ทั้งด้านกลิ่น รสชาติ และรสสัมผัส เลือกใช้ไวน์ที่ชอบกับประเภทอาหารที่ใช่ เพื่อสร้างรสชาติที่ถูกปากให้กับอาหารจานโปรดของคุณ

ชวนชมโรงบ่มไวน์ชั้นเลิศที่ตั้งอยู่ในประเทศในแถบทวีปเอเชีย ชิมเพลินแบบไม่ต้องเดินทางไกล

หากคุณนึกถึงไวน์ ประเทศในแถบเอเชียอาจจะไม่ใช่ประเทศแรก ๆ ที่คุณนึกถึง แต่จริง ๆ แล้ว ในทวีปเอเชียก็มีโรงบ่มไวน์ที่รังสรรค์ไวน์ที่มีรสชาติอร่อยและคุณภาพเยี่ยมอยู่หลายที่ ซึ่งไม่แพ้ไวน์ตัวดังจากฝรั่งยุโรปเช่นเดียวกัน โดยประเทศในเอเชียที่มีภูมิอากาศที่เหมาะสมในการปลูกองุ่นสำหรังโรงบ่มไวน์ สามารถผลิตไวน์ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงก็คือพม่า ญี่ปุ่นและอินเดีย

โรงบ่มไวน์ Aythaya Vineyard ในประเทศพม่า

มาเริ่มกันที่โรงบ่มไวน์ในเอเชียที่แรกที่อยากจะแนะนำ นั้นก็คือ Aythaya Vineyard ในประเทศพม่า โดยโรงบ่มไวน์นี้ตั้งขึ้นโดย Bert Morsbach ตั้งแต่ปี 1999 ในรัฐ Shan ที่อยู่ทางใต้และใกล้กับทะเลสาบ Inle ที่ใช้สำหรับทำการเพาะปลูกโดยเฉพาะ โดยสวนที่ใช้ปลูกองุ่นของที่นี้จะมีดินปูนและสภาพอากาศโดยรอบที่เหมาะสมกับการนำไปผลิตไวน์นั่นเอง

ไวน์ที่เป็นตัวซิกเนเจอร์ของโรงบ่มไวน์ Aythaya Vineyard ก็จะมีไวน์แดงและไวน์ขาว Aythaya ซึ่งเป็นไวน์ที่เหมาะกับดื่มคู่กับอาหารท้องถิ่นของพม่า

โรงบ่มไวน์ Sula Vineyards ในประเทศอินเดีย

โรงบ่มไวน์ที่ถูกก่อตั้งโดย Rajeev Samant ในปี 1999 โดย Rajeev ได้เล็งเห็นศักยภาพในผืนดินที่เป็นมรดกของครอบครัวที่ตั้งอยู่ใน Nashik ประเทศอินเดีย โดยที่ดินในแถบนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของการปลูกองุ่นแบบทานสด สำหรับดินใน Nashik นั้นเป็นดินจากภูเขาไฟ ตั้งแต่หินบะซอลต์จนถึงดินแดงและโคลนที่เหนียวข้น เมื่อรวมกับอากาศเย็น ๆ ของบริเวณนี้ก็จะทำให้กลายเป็นจุดที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการปลูกองุ่นสำหรับการทำไวน์

จึงไม่แปลกใจเลยที่โรงบ่มไวน์ Sula Vineyards กลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วและถูกขนานนามว่า Napa Valley แห่งประเทศอินเดีย โดยมีการผลิตไวน์ตั้งแต่ไวน์แดง ไวน์ขาว ไวน์โรส ไปจนถึงไวน์ซ่าหรือ Sparkling wine นักท่องเที่ยวสามารถมาทัวร์รอบ ๆ โรงบ่มไวน์ได้ โดยทัวร์นี้จะพาคุณไปเยี่ยมชมการผลิตไวน์แต่ขั้นตอนอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นที่โรงบ่มไวน์นี้ยังมีการจัดคอนเสิร์ตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีอีกด้วย

โรงบ่มไวน์ Château Mercian ในประเทศญี่ปุ่น

ถึงแม้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศญี่ปุ่นก็คือสาเก แต่ในจังหวัด Yamanashi ในญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ใกล้กับฐานของภูเขาฟูจิก็มีโรงบ่มไวน์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเช่นเดียวกัน โดยสถานที่ที่บุกเบิกอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ในประเทศญี่ปุ่นก็คือโรงบ่มไวน์ Château Mercian ที่ตั้งขึ้นในปี 1970 โดยโรงบ่มไวน์นี้ได้รับรางวัล “สุดยอดโรงบ่มไวน์แห่งปี” จากรีวิวไวน์เอเชียปี 2016

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนโรงบ่มไวน์นี้สามารถไปทัวร์โรงบ่มไวน์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับชิมไวน์ Koshu Kiiroka ซึ่งเป็นไวน์ขาวที่มีรสชาติสดชื่นหรือไวน์ Kikyogahara Merlot ที่มีรสชาติเข้มข้นเย้ายวน นอกจากนั้น นักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ไวน์ที่มีการจัดแสดงกรรมวิธีการบ่มไวน์ตั้งแต่โบราณ ซึ่งมีความน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก

ถ้าคุณยังไม่เคยลองชิมไวน์จากประเทศในแถบเอเชียมาก่อนละก็ ควรจะลองดูสักครั้งเมื่อคุณได้มีโอกาสไปเที่ยวในประเทศเหล่านี้ เพราะนอกจากจะมีคุณภาพยอดเยี่ยมแล้ว ไวน์แต่ละประเทศจะถูกผลิตมาให้เหมาะกับอาหารในประเทศนั้น ๆ อีกด้วย

แนะนำจับคู่ไวน์กับเมนูอาหารไทยยอดนิยม อร่อยแบบไทยผสมอินเตอร์

การจับคู่ไวน์ทานกับอาหารถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เทคนิค เพื่อที่จะดึงรสชาติความอร่อยของทั้งอาหารและไวน์ออกมาได้อย่างเต็มที่ รู้หรือไม่ว่าไม่ใช่แค่อาหารจานเนื้อหรือจานปลาแบบตะวันตกเท่านั้นที่เหมาะทานคู่กับไวน์ชั้นดี แต่อาหารที่มีเครื่องปรุงและรสชาติจัดจ้านสไตล์ไทยเองก็เข้ากันกับไวน์ได้ดีเหมือนกัน เรามาดูกันดีกว่าว่าแต่ละเมนูอาหารไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลกจะเหมาะกับไวน์ตัวไหน รสชาติแบบใดบ้าง

ผัดไท

มาเริ่มกันที่เมนูแรกกัน ผัดไทยเป็นเมนูชื่อดังที่ถูกใจทั้งคนไทยและคนต่างชาติ เพราะว่ามีรสชาติมะนาว น้ำปลาและเครื่องเทศของไทย แต่มีรสชาติไม่เผ็ดมาก คนไม่ทานเผ็ดก็สามารถทานได้สบาย โดยไวน์ที่เหมาะกับผัดไทมากที่สุดก็คือไวน์ขาวที่มีรสชาติเผ็ดซ่าและเค็มเล็กน้อยอย่างเช่น Assyrtiko จากเมือง Santorini ประเทศกรีซ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรสชาติให้กับผัดไทได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นตัวไวน์ยังมีกลิ่นอายของมะนาว ที่ช่วยทำให้อาหารมื้อนี้มีความสดชื่นขึ้น หรือจะเลือกไวน์แดงที่มี ความเบาพร้อมกลิ่นผลไม้รสเปรี้ยวก็เหมาะกับผัดไทด้วยเช่นกัน

แกงเขียวหวาน

แกงเขียวหวานเป็นหนึ่งในอาหารไทยที่มีความเผ็ดและจัดจ้านด้วยตัวเครื่องแกงเข้มข้น ทำจากพริกขี้หนูสดสีเขียว ตะไคร้ เม็ดยี่หร่าและอื่น ๆ เราแนะนำให้ดื่มไวน์ที่มีความหวานเพื่อมาช่วยดับรสเผ็ดแทนไวน์แบบ Dry ที่มีรสฝาด ลองจับคู่แกงเขียวหวานกับ Kabinett Riesling จากประเทศเยอรมัน ที่จะช่วยเติมรสชาติให้มื้ออาหารของคุณ เหมือนกับบีบมะนาวเปรี้ยว ๆ หอม ๆ ลงไปในน้ำแกง

ผัดซีอิ๊ว

อาหารริมทางยอดนิยมอีกเมนูหนึ่งที่สามารถหาทานได้ทั่วไปในประเทศไทย เป็นการนำก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่มาผัดกับผักคะน้า ไข่และเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่น ไก่และหมู ปรุงรสด้วยซีอิ๊วดำหวานและเครื่องปรุงต่าง ๆ ด้วยรสชาติไม่เผ็ดมากและทานง่ายทำให้เป็นที่นิยม ไวน์ที่เหมาะกับผัดซีอิ๊วก็คือไวน์แดงที่มีกลิ่นผลไม้ชัดเจนและมีความสดชื่นอย่าง Pinot Noir จากใจกลางภาค Otago ของประเทศนิวซีแลนด์

ไวน์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมทั่วโลก การที่จะนำมาจับคู่กับอาหารไทยที่มีชื่อเสียงเช่นเดียวกันก็สามารถทำได้และเหมาะสมอย่างมากเลยทีเดียว โดยนอกจากเมนูดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีอาหารไทยอีกหลายอย่างที่สามารถจับคู่กับไวน์ได้เช่นเดียวกัน เช่น ยำไทยรสชาติเผ็ดร้อนก็สามารถทานคู่กับไวน์ซ่า (Sparkling wine) สดชื่นหวานอร่อย แกงพะแนงเผ็ดจี้ดเข้มข้นก็เหมาะกับไวน์แดงรสหวานและสดชื่นด้วยรสของผลไม้ และแม้กระทั่งขนมไทยยอดฮิตอย่างข้าวเหนียวมะม่วงก็เหมาะสมกับไวน์ที่มีความซ่าเล็กน้อย พร้อมกลิ่นมะนาว ขิงและมะลิอย่าง Riesling เรียกได้ว่าไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหวาน ก็สามารถทานกับไวน์ได้ทั้งหมด ถ้าไม่เชื่อ ลองซื้อไวน์มาทานคู่กับอาหารไทยจานโปรดของคุณดู รับรองว่าจะติดใจ

รู้จักกับโรงบ่มไวน์ สถานที่สำคัญในการผลิตไวน์คุณภาพ

                เมื่อพูดถึงโรงบ่มไวน์แล้ว หลายคนที่ไม่ใช่คอไวน์อาจจะไม่ค่อยคุ้นชินกับชื่อนี้มากนัก แต่จะคิดไปถึงสิ่งที่นำมาทำไวน์อย่างองุ่นเสียมากกว่า แต่จริง ๆ แล้วหัวใจหลักอีกอย่างของการผลิตไวน์คุณภาพในทั่วทุกมุมโลก ก็คือสถานที่ที่เรียกว่าโรงบ่มไวน์นี้นี้เอง

โรงบ่มไวน์คืออะไร

                โรงบ่มไวน์ก็คือสถานที่สำหรับผลิตไวน์และเก็บรักษาไวน์ ให้ได้ออกมาเป็นไวน์ที่มีคุณภาพและได้รสชาติตามที่ต้องการนั่นเอง โดยโรงบ่มไวน์ไม่ได้มีลักษณะเฉพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นแบบไหน ทำให้โรงบ่มไวน์แต่ละที่ต่างมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามแต่เอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัว เช่น โรงบ่มไวน์ขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่อาจจะมาจากพื้นที่ในการปลูกสร้างที่แตกต่างกัน หรือโรงบ่มไวน์ที่มีการก่อสร้างโดยใช้วัสดุที่แตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ แต่ละสภาพอากาศ เป็นต้น โดยทุกขั้นตอนในการผลิตไวน์นี้ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในโรงบ่มนี้ทั้งสิ้น ตั้งแต่การหมัก การใส่ส่วนผสมต่าง ๆ รวมไปถึงการเก็บรักษาไวน์จนกว่าจะถึงเวลาที่พร้อมนำมาบรรจุขวดด้วย เรียกได้ว่ากว่าจะได้ไวน์คุณภาพออกมาสักหนึ่งขวดก็ต้องอาศัยสถานที่ที่เรียกว่าโรงบ่มไวน์นี่เองที่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญ

ประเทศไทยเองก็มีโรงบ่มไวน์เหมือนกันนะ

                และหากพูดถึงการผลิตไวน์ในประเทศไทย หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าในบ้านเราก็มีโรงบ่มไวน์ที่มีคุณภาพอยู่เช่นเดียวกัน อย่างไร่องุ่นละโรงบ่มไวน์ที่ชื่อว่า GranMonte (กรานมอนเต้) ที่เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมาของเรานี่เอง ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ทั้งหมดกว่าร้อยไร่ และยังมีการปลูกองุ่นรวมถึงผลิตไวน์เป็นของตัวเองอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีอีกหลาย ๆ โรงบ่มอย่าง PB Valley Khao Yai Winery โรงบ่มไวน์คุณภาพอีกที่ในจังหวัดนครราชสีมา ที่มีการปลูกองุ่นถึง 500 ไร่ และยังเป็นโรงบ่มไวน์ที่เรียกว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนด้วย และที่ขาดไม่ได้คือ Monsoon Valley ไร่องุ่นและโรงบ่มไวน์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่เป็นแหล่งผลิตไวน์ชื่อดังที่ได้รับรางวัลระดับโลก อย่างไวน์มอนซูน แวลลีย์ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นไวน์แบรนด์ไทยที่มีรสชาติที่มีเอกลักษณ์และเป็นหนึ่งในไวน์ที่ได้รับความนิยมจากคอไวน์หลากหลายประเทศ

นอกจากนั้นแล้วยังมีโรงบ่มไวน์อีกหลาย ๆ ที่ที่ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสามารถผลิตไวน์ที่มีคุณภาพออกมาสู่ท้องตลาดได้หลากหลายประเภท ซึ่งจะเห็นว่าในแต่ละพื้นที่ในบ้านเราไม่ว่าจะเป็นภาคไหนก็สามารถปลูกองุ่นและผลิตไวน์ที่มีรสชาติที่ดีและมีคุณภาพออกมาได้ โดยหัวใจหลักก็คือการมีโรงบ่มไวน์ที่ดี มีลักษณะที่ถูกต้องมีมาตรฐานประกอบกับการมีขั้นตอนการผลิตที่ใส่ใจและมีวัตถุดิบที่มีคุณภาพร่วมด้วย เพียงเท่านี้ก็สามารถผลิตไวน์ได้อย่างหลากหลายและสร้างสรรค์รสชาติของไวน์ได้ตามที่ต้องการแล้ว

มาเลือกแก้วไวน์ที่ใช่ จับคู่กับไวน์ที่ชอบกันเถอะ


นอกจากเราจะเลือกไวน์ที่ชอบกันได้แล้ว ภาชนะที่ใส่ไวน์ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กันนะ จะเห็นว่าแก้วไวน์ มักจะเป็นแก้วที่จะมีลักษณะรูปทรงที่ไม่เหมือนกับแก้วที่ใส่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่น ๆ แต่จะมีลักษณะเฉพาะที่เมื่อมองก็จะรู้ได้ทันทีว่าคือแก้วไวน์ แต่จริง ๆ แล้วแก้วไวน์มีหลายแบบหลายรูปทรงอยู่เหมือนกัน แต่ละแบบก็จะออกแบบมาเพื่อใช้คู่กับไวน์ที่แตกต่างกันไป

ลักษณะโดยทั่วไปของแก้วไวน์

  • แก้วไวน์จะมีลักษณะขอบแก้วที่บาง ไม่หนาเหมือนแก้วน้ำหรือแก้วเบียร์ทั่วไป นั่นก็เพราะว่าของแก้วที่บางจะช่วยให้การจิบไวน์ของเราละมุนขึ้น ช่วยเพิ่มสัมผัสที่อ่อนนุ่มไม่แข็งกระด้างจนเกินไป และทำให้ริมฝีปากของเราสัมผัสกับรสชาติของไวน์ได้ดีขึ้น
  • ส่วนของตัวแก้ว คือส่วนที่รองรับไวน์นั่นเอง ตัวแก้วไวน์ทุกชนิดจะเป็นแก้วที่ใส สะอาดตา เมื่อเทไวน์ลงไปแล้วจะมองเห็นสีไวน์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะมีรูปทรงความโค้งมน สูงต่ำ แต่ต่างกันไป
  • ด้ามจับแก้วหรือก้านแก้ว เป็นส่วนที่เราเอาไว้จับแก้วไวน์นั่นเอง โดยจะมีลักษณะเป็นด้ามสูงเล็กเหมือนเสา ที่มีลักษณะเช่นนี้ก็เพราะว่า การจับด้ามแก้วแบบนี้จะทำให้มือของเราไม่สัมผัสส่วนของตัวแก้วโดยตรง เพราะอุณหภูมิความร้อนจากมือของเราสามารถส่งผลต่อรสชาติของไวน์ในแก้วได้
  • ฐานแก้ว เป็นส่วนฐานวงกลมแบนที่อยู่ข้างล่างด้ามจับแก้ว เพื่อให้เราสามารถตั้งวางแก้วได้นั่นเอง

เลือกแก้วไวน์ให้เหมาะสมกับไวน์

  • ไวน์แดง เหมาะกับการใช้แก้วที่มีลักษณะตัวแก้วที่กลมอ้วน มีปากแก้วที่กว้าง เนื่องจากไวน์แดงเป็นไวน์ที่มีรสชาติที่เข้มข้นและฝาดกว่าไวน์ประเภทอื่น ๆ มีกลิ่นไวน์ที่แรง แก้วไวน์ที่ใหญ่จะทำให้คุณสามารถเห็นสีของไวน์ได้อย่างชัดเจน รวมถึงสัมผัสกับกลิ่นและรสชาติได้ดีขึ้น และด้วยตัวแก้วที่ใหญ่ปากกว้าง จะทำให้อากาศสามารถเข้าไปในไวน์ได้ง่าย และได้รสชาติที่ละมุนลิ้นขึ้น
  • ไวน์ขาว เหมาะกับการใช้แก้วที่มีลักษณะตัวแก้วเรียวสูง เพราะจะทำให้แก้วสามารถรักษาความเย็นและความหอมของผลไม้ของไวน์ได้ดีกว่าแบบกว้าง เพราะไวน์ขาวมักจะจิบตอนที่กำลังเย็น
  • สปาร์คกลิ้งไวน์ เนื่องจากไวน์ประเภทนี้เป็นไวน์แบบมีฟอง และมีความซ่าเพราะมีการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป แก้วที่เหมาะกับไวน์ประเภทนี้จึงควรเป็นแก้วรูปทรงกระบอกสูงยาว และปากแก้วค่อนข้างแคบ เพราะจะช่วยทำให้อากาศเข้าไปในแก้วได้ยาก ช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาของอากาศกับไวน์ที่เป็นสาเหตุทำให้ไวน์หมดความซ่าได้

เมื่อรู้จักลักษณะแก้วไวน์แบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับไวน์แต่ละประเภทแล้ว ต่อไปหากอยากลองจิบไวน์ดี ๆ สักขวด ก็สามารถเลือกแก้วให้เหมาะสมกับไวน์สุดโปรดกันได้แล้ว