เลือกไวน์ทำอาหารให้ถูกประเภท เพิ่มรสชาติที่ลุ่มลึกขึ้นให้อาหารจานโปรด

ความจริงแล้วการทำอาหารอาจเรียกเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งก็ว่าได้ เพราะสำหรับพ่อครัวหรือแม่ครัวมืออาชีพ การทำอาหารคงเป็นมากกว่าการนำเอาวัตถุดิบที่มีมายำรวมกันแล้วปรุงรสแบบง่าย ๆ หากแต่เป็นการดึงเอารสชาติที่ดีที่สุดของวัตถุดิบนั้นออกมา ด้วยวิธีการที่เหมาะสมที่สุด การใช้ “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ในการปรุงรสอาหาร เป็นศาสตร์ที่มีมานานแล้วทั้งในโลกตะวันตกและโลกตะวันออก เช่น การใช้มิรินของประเทศญี่ปุ่น, การใช้เหล้าจีนของประเทศจีน, หรือการใช้ “ไวน์” ของประเทศในทวีปยุโรปทั้งหลาย โดยไวน์นั้นมีหลายประเภท อีกทั้งยังสามารถใส่ได้ในทั้งอาหารคาวและหวาน

อยากให้อาหารออกมาอร่อย ใช้ Regular Drinking Wines ดีกว่า Cooking Wines

“ไวน์” เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่ผู้คนจากทั่วโลกนิยมดื่มกัน นอกจากนี้ก็ยังนิยมนำมาใช้ในการทำอาหารทั้งคาวและหวานอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นได้ว่าไวน์ที่วางขายอยู่ในตลาด จะมีทั้ง “Regular Drinking Wines” และ “Cooking Wines” หรือที่หมายความว่า “ไวน์ที่ใช้สำหรับดื่มทั่วไป” และ “ไวน์ที่ใช้สำหรับการทำอาหาร” แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความจริงแล้วการใช้ไวน์สำหรับดื่มในการทำอาหาร จะได้รสชาติที่ดีกว่าการใช้ไวน์ทำหรับทำอาหารโดยเฉพาะ

เมื่อคิดตามแล้วอาจทำให้เกิดความสับสน แต่ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าไวน์สำหรับดื่มจะมีรสชาติและคุณภาพที่ดีกว่าไวน์สำหรับทำอาหาร หากใครเคยลองชิมไวน์สำหรับทำอาหารจะพบว่ามีรสชาติที่เค็มมากกว่าไวน์ปกติ เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าไวน์สำหรับทำอาหาร จะมีโซเดียมและสารกันบูดมากกว่าไวน์สำหรับดื่ม เพื่อให้สามารถเก็บรักษาได้นานขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ในบางครั้งไวน์สำหรับทำอาหารก็ทำมาจากไวน์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานปกติ

ดังนั้นเราจึงควรใช้ไวน์ที่ชอบดื่มในการปรุงรส เพื่อให้ได้รสชาติอาหารที่อร่อยลุ่มลึกมากกว่า เช่นเดียวกับคำกล่าวที่ว่า “Don’t cook with something you won’t drink” หรือที่แปลว่า “อย่าทำอาหารด้วยสิ่งที่เราจะไม่ดื่ม” นั่นเอง    

ไวน์แบบไหนเหมาะกับอาหารจานใด เพิ่มความเข้าใจเพื่อการเลือกใช้ให้ถูกต้อง

                นอกจากการเลือกใช้ไวน์ที่มีคุณภาพในการทำอาหารอย่าง “ไวน์สำหรับดื่ม” แล้ว การเลือกใช้ไวน์ให้ถูกประเภทก็เป็นเรื่องสำคัญ ต่อไปจึงจะกล่าวถึงไวน์ 6 ประเภทที่เหมาะสมกับการทำอาหารจานต่าง ๆ ดังนี้

  1. Dry Red & White Wines สำหรับทำสตูว์เนื้อ, ครีมซุป, อาหารทะเล หรือทำเป็นซอสพื้นฐาน
  2. Dry Nutty/Oxidized Wines สำหรับทำน้ำเกรวี่เห็ดเพื่อราดบนเนื้อไก่และหมู หรือใช้กับเนื้อปลาและกุ้ง
  3. Sweet Nutty/Oxidized Wines สำหรับทำน้ำเชื่อมเพื่อขนมหวาน, คาราเมล หรือไอศกรีมวานิลลา
  4. Sweet Fortified Red Wines (Port) สำหรับทำซอสช็อกโกแลต, เค้กช็อกโกแลต หรือซอสของสเต็ก    
  5. Sweet White Wines สำหรับทำลูกแพร์ตุ๋นไวน์, ซอสหวานในทาร์ตผลไม้ หรือซอสเนยหวานเพื่อราดเนื้อปลาและกุ้ง
  6. Rice Wine สำหรับหมักเนื้อสัตว์ต่าง ๆ หรือทำซอสบาร์บีคิว

จะเห็นได้ว่ารสชาติและคุณลักษณะของไวน์แต่ละประเภท มีความสอดคล้องกับเมนูอาหารที่จะทำ ดังเช่นที่ปรากฏด้านบนว่าไวน์ที่จะนำมาทำขนมก็จะเป็นประเภทที่มีรสชาติหวาน เป็นต้น  

ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทของเครื่องดื่มหรือเครื่องปรุงรส ไวน์ก็ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ทุกคนไม่ควรพลาด ด้วยเอกลักษณ์ทั้งด้านกลิ่น รสชาติ และรสสัมผัส เลือกใช้ไวน์ที่ชอบกับประเภทอาหารที่ใช่ เพื่อสร้างรสชาติที่ถูกปากให้กับอาหารจานโปรดของคุณ

Wine with girl มาแนะนำไวน์ที่เหมาะกับสาว ๆ มือใหม่หัดดื่มไวน์กัน

                ไวน์ถือเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผู้หญิงชื่นชอบ เพราะให้ความรู้สึกที่มีเสน่ห์ มีรสนิยม และสามารถใช้ในการเข้าสังคมได้ หรืออาจจะเป็นความชอบโดยส่วนตัว และที่สำคัญก็คือการดื่มไวน์ในปริมาณที่พอเหมาะนั้นให้ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้ดีกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่น เพราะในไวน์มีสารจำพวกต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสามารถช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ เดี๋ยวนี้จึงจะเห็นสาว ๆ หลายคนเลือกที่จะเริ่มหันมาดื่มไวน์แทนการดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่นกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สำหรับสาว ๆ คนไหนที่กำลังสนใจอยากจะมาลิ้มลองไวน์ดูบ้าง วันนี้เราจะมาแนะนำไวน์ที่เหมาะกับมือใหม่กัน

อย่างที่รู้กันว่าร่างกายของผู้หญิงนั้นค่อนข้างบอบบางกว่าคุณผู้ชาย รวมไปถึงการสลายแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปด้วย ทำให้ผู้หญิงมักจะดื่มได้น้อยกว่าและมึนเมาได้มากกว่านั่นเอง เพราะฉะนั้นไวน์ที่เหมาะกับคุณผู้หญิงโดยเฉพาะมือใหม่หัดดื่มจึงควรเป็นไวน์ที่ปริมาณแอลกอฮอล์ไม่มากจนเกินไปและมีรสชาติที่ค่อนข้างดื่มง่ายก่อน อย่างไวน์ขาวแบบต่าง ๆ ที่จะมีรสชาติที่เปรี้ยวหวานนำมากกว่าไวน์แดง ที่จะมีรสฝาดมากกว่า หรือจะลองเป็นสปาร์คกลิ้งไวน์ แชมเปญ หรือไวน์โรเซ่ที่เป็นไวน์มีฟองและให้ความรู้สึกที่สดชื่น กลิ่นหอม และดื่มง่ายซึ่งมีหลากหลายแบบให้ได้เลือกลิ้มลอง และหากไม่อยากลองดื่มเฉพาะไวน์อย่างเดียว แนะนำให้ลองดื่มคู่กับอาหาร ผลไม้ หรือขนมที่เข้ากันดู เพราะไวน์จำพวกไวน์ขาวหรือสปาร์คกลิ้งไวน์จะสามารถทานกับอาหารที่รสชาติไม่หนัก อาหารเบา ๆ เช่น สลัด หรืออาหารจำพวกเนื้อปลาได้ดี จึงเหมาะเป็นเครื่องดื่มคู่กับอาหารสำหรับสาว ๆ ที่กำลังดูแลสุขภาพเป็นพิเศษที่ไม่อยากทานอาหารมื้อหนักจนเกินไปได้เป็นอย่างดี แต่หากสาว ๆ คนไหนที่ชอบรสชาติที่หนัก ๆ ขึ้นมาหน่อย ก็อาจจะลองเลือกไวน์แดงมาจิบดูก็ได้ ก็จะได้รสชาติที่แตกต่างออกไปจากไวน์ขาวโดยเฉพาะรสสัมผัสที่จะมีความฝาดและมีความเข้มข้นไปอีกแบบ

                และสำหรับสาว ๆ มือใหม่นั้นควรเริ่มต้นที่การดื่มที่วันละประมาณ 1 – 2 แก้วก่อน เพราะอย่าลืมว่าอย่างไรแล้วไวน์ก็ถือเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ หากดื่มมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีได้ เพราะฉะนั้นควรเริ่มต้นที่ปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป แล้วถึงค่อย ๆ เพิ่มปริมาณไปทีละนิดจะดีว่า เพราะเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของการดื่มไวน์ก็คือการค่อย ๆ ดื่มเพื่อให้ได้รับรู้ถึงรสสัมผัสทั้งกลิ่นและรสชาติที่แท้จริงของไวน์นั่นเอง รู้แบบนี้แล้วต่อไปสาว ๆ ก็อย่าลืมไปลองเลือกไวน์ที่แนะนำไปมาดื่มดูได้เลย รับรองว่าจะต้องหลงรักเครื่องดื่มสุดคลาสสิกที่เรียกว่าไวน์นี้อย่างแน่นอน

Category : สาระน่ารู้

Tag : ดื่มไวน์, เลือกไวน์, ไวน์ขาว

https://bit.ly/2EocZIG

แนะนำวิธีการเลือกไวน์ดื่มคู่กับอาหารจานเนื้อ เติมเต็มมื้ออาหารให้เลิศรสยิ่งขึ้น

เนื้อปรุงสุกหอม ๆ เป็นอาหารจานอร่อยที่ใครหลาย ๆ คนชื่นชอบ และหากคุณกำลังมองหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้ากับอาหารจานเนื้อได้เป็นอย่างดี ไวน์จะต้องเป็นเครื่องดื่มชนิดแรก ๆ ที่นึกถึง เพราะรสชาติที่ซับซ้อนของไวน์จะไปเสริมรสชาติแสนอร่อยของเนื้อได้เป็นอย่างดี แต่อาหารจานเนื้อแต่ละจานก็เข้ากันได้ดีกับไวน์ที่แตกต่างกันไป เรามีเคล็ดลับการเลือกไวน์ให้เหมาะสมกับอาหารจานเนื้อแต่ละจานมาฝาก มีอะไรบ้าง มาดูกัน

การเลือกไวน์ที่เหมาะกับ สเต็กเนื้อ

เคล็ดลับการเลือกไวน์ที่เหมาะสำหรับ สเต็กเนื้ออร่อย ๆ ก็คือไวน์ที่มีแทนนินผสมค่อนข้างสูง ซึ่งจะค่อนข้างมีรสฝาดและเข้มข้น เข้าไปเสริมความชุ่มช่ำของเนื้อได้อย่างลงตัว

สเต็กโดยทั่วไปจะมีการปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย ดังนั้นหากคุณต้องการจะชูรส สเต็กเนื้อของคุณ ควรจะเลือกไวน์ที่มีรสจัดจ้าน มีกลิ่นอายของเครื่องเทศเข้มข้นเช่นไวน์ Shiraz จากออสเตรเลีย ไวน์ Syrah จากแคลิฟอร์เนีย หรือหากคุณอยากทานไวน์โลกเก่าแสนคลาสสิคจากจากฝรั่งเศส ก็สามารถเลือกดื่มไวน์ Châteauneuf-du-Pape คู่กับ สเต็กได้

การเลือกไวน์ที่เหมาะกับแฮมเบอร์เกอร์

แฮมเบอร์เกอร์เป็นอาหารจานด่วนที่ใคร ๆ ก็โปรดปราน เพราะผู้ที่ทานสามารถเลือกเครื่องที่จะอยู่ภายในแฮมเบอร์เกอร์ได้ตามใจ ทำให้แฮมเบอร์เกอร์มีรสชาติอร่อยถูกปากคนทานอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อแฮมเบิร์ก เชดด้าชีส หัวหอม มะเขือเทศหรือผักดอง หากคุณต้องการจะเลือกไวน์ที่เหมาะสำหรับอาหารที่มีรสชาติซับซ้อนมากมายอย่างแฮมเบอร์เกอร์ ก็ควรที่จะต้องเลือกไวน์ที่มีรสชาติอ่อน ๆ ไม่หนักหรือซับซ้อนมาก ยกตัวอย่างเช่น ไวน์ Mourvèdre Rosé หรือ Côtes du Rhone

หากคุณอยากจะเลือกแฮมเบอร์เกอร์และไวน์สำหรับทานคู่กัน เราแนะนำให้เลือกแฮมเบอร์เกอร์ไส้ชีส halloumi ซอสบาร์บีคิวและหัวหอมย่าง ทานคู่กับไวน์ Syrah, Malbec ไวน์ Zinfandel หรือ Cabernet Sauvignon ที่มีแทนนินค่อนข้างสูงและมีความเป็นกรดหรือมีรสเปรี้ยว สามารถตัดความหวานของหัวหอมและซอสบาร์บีคิวได้ดี

เนื้อย่าง

เนื้อย่างเป็นอาหารจานเนื้อที่มีกลิ่นหอมที่ชวนทานและรสชาติอร่อยจนเกินจะห้ามใจ โดยรสชาติอันโดดเด่นของเนื้อย่างก็คือเนื้อที่มีรสชาติเข้มข้นไปด้วยซอสเกรวี่เข้มข้น โดยไวน์ที่เหมาะกับเนื้อย่างที่สุดก็คือไวน์ที่มีความเข้มข้นไม่แพ้กัน

แนะนำให้เลือกไวน์ Cabernet Sauvignon จากแคลิฟอร์เนียที่มีอายุประมาณ 5 – 10 ปี หรือไม่ก็ไวน์ Cab/Shiraz จากออสเตรเลียก็เหมาะกับเนื้อย่างไม่แพ้กัน หากคุณอยากดื่มไวน์โลกเก่าจากประเทศแถบยุโรป ลองดื่ม Old Vine Barbera หรือ Grenache ที่มีอายุ 5 – 10 ปี โดยไวน์ที่ถูกเก็บมาเป็นระยะเวลานาน จะทำให้รสชาติมีความเข้มข้นและหนักแน่นมากยิ่งขึ้น

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าไวน์ที่เหมาะกับเนื้อนั้นส่วนมากจะเป็นไวน์แดงที่มีรสชาติเข้มข้น มีความฝาดและมีรสเปรี้ยวตามเล็กน้อย โดยรสชาติแบบนี้จะเข้าไปเสริมความหวานอร่อยตามธรรมชาติของอาหารจานเนื้อ ช่วยยกระดับให้มื้ออาหารจานเนื้อของคุณให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น หากคุณเลือกทานอาหารจานเนื้อในคราวหน้า อย่าลืมลองสั่งไวน์ที่เหมาะสมไปดื่มคู่กันดู รับรองว่าไม่ผิดหวัง

ชวนชมโรงบ่มไวน์ชั้นเลิศที่ตั้งอยู่ในประเทศในแถบทวีปเอเชีย ชิมเพลินแบบไม่ต้องเดินทางไกล

หากคุณนึกถึงไวน์ ประเทศในแถบเอเชียอาจจะไม่ใช่ประเทศแรก ๆ ที่คุณนึกถึง แต่จริง ๆ แล้ว ในทวีปเอเชียก็มีโรงบ่มไวน์ที่รังสรรค์ไวน์ที่มีรสชาติอร่อยและคุณภาพเยี่ยมอยู่หลายที่ ซึ่งไม่แพ้ไวน์ตัวดังจากฝรั่งยุโรปเช่นเดียวกัน โดยประเทศในเอเชียที่มีภูมิอากาศที่เหมาะสมในการปลูกองุ่นสำหรังโรงบ่มไวน์ สามารถผลิตไวน์ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงก็คือพม่า ญี่ปุ่นและอินเดีย

โรงบ่มไวน์ Aythaya Vineyard ในประเทศพม่า

มาเริ่มกันที่โรงบ่มไวน์ในเอเชียที่แรกที่อยากจะแนะนำ นั้นก็คือ Aythaya Vineyard ในประเทศพม่า โดยโรงบ่มไวน์นี้ตั้งขึ้นโดย Bert Morsbach ตั้งแต่ปี 1999 ในรัฐ Shan ที่อยู่ทางใต้และใกล้กับทะเลสาบ Inle ที่ใช้สำหรับทำการเพาะปลูกโดยเฉพาะ โดยสวนที่ใช้ปลูกองุ่นของที่นี้จะมีดินปูนและสภาพอากาศโดยรอบที่เหมาะสมกับการนำไปผลิตไวน์นั่นเอง

ไวน์ที่เป็นตัวซิกเนเจอร์ของโรงบ่มไวน์ Aythaya Vineyard ก็จะมีไวน์แดงและไวน์ขาว Aythaya ซึ่งเป็นไวน์ที่เหมาะกับดื่มคู่กับอาหารท้องถิ่นของพม่า

โรงบ่มไวน์ Sula Vineyards ในประเทศอินเดีย

โรงบ่มไวน์ที่ถูกก่อตั้งโดย Rajeev Samant ในปี 1999 โดย Rajeev ได้เล็งเห็นศักยภาพในผืนดินที่เป็นมรดกของครอบครัวที่ตั้งอยู่ใน Nashik ประเทศอินเดีย โดยที่ดินในแถบนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของการปลูกองุ่นแบบทานสด สำหรับดินใน Nashik นั้นเป็นดินจากภูเขาไฟ ตั้งแต่หินบะซอลต์จนถึงดินแดงและโคลนที่เหนียวข้น เมื่อรวมกับอากาศเย็น ๆ ของบริเวณนี้ก็จะทำให้กลายเป็นจุดที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการปลูกองุ่นสำหรับการทำไวน์

จึงไม่แปลกใจเลยที่โรงบ่มไวน์ Sula Vineyards กลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วและถูกขนานนามว่า Napa Valley แห่งประเทศอินเดีย โดยมีการผลิตไวน์ตั้งแต่ไวน์แดง ไวน์ขาว ไวน์โรส ไปจนถึงไวน์ซ่าหรือ Sparkling wine นักท่องเที่ยวสามารถมาทัวร์รอบ ๆ โรงบ่มไวน์ได้ โดยทัวร์นี้จะพาคุณไปเยี่ยมชมการผลิตไวน์แต่ขั้นตอนอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นที่โรงบ่มไวน์นี้ยังมีการจัดคอนเสิร์ตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีอีกด้วย

โรงบ่มไวน์ Château Mercian ในประเทศญี่ปุ่น

ถึงแม้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศญี่ปุ่นก็คือสาเก แต่ในจังหวัด Yamanashi ในญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ใกล้กับฐานของภูเขาฟูจิก็มีโรงบ่มไวน์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเช่นเดียวกัน โดยสถานที่ที่บุกเบิกอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ในประเทศญี่ปุ่นก็คือโรงบ่มไวน์ Château Mercian ที่ตั้งขึ้นในปี 1970 โดยโรงบ่มไวน์นี้ได้รับรางวัล “สุดยอดโรงบ่มไวน์แห่งปี” จากรีวิวไวน์เอเชียปี 2016

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนโรงบ่มไวน์นี้สามารถไปทัวร์โรงบ่มไวน์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับชิมไวน์ Koshu Kiiroka ซึ่งเป็นไวน์ขาวที่มีรสชาติสดชื่นหรือไวน์ Kikyogahara Merlot ที่มีรสชาติเข้มข้นเย้ายวน นอกจากนั้น นักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ไวน์ที่มีการจัดแสดงกรรมวิธีการบ่มไวน์ตั้งแต่โบราณ ซึ่งมีความน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก

ถ้าคุณยังไม่เคยลองชิมไวน์จากประเทศในแถบเอเชียมาก่อนละก็ ควรจะลองดูสักครั้งเมื่อคุณได้มีโอกาสไปเที่ยวในประเทศเหล่านี้ เพราะนอกจากจะมีคุณภาพยอดเยี่ยมแล้ว ไวน์แต่ละประเทศจะถูกผลิตมาให้เหมาะกับอาหารในประเทศนั้น ๆ อีกด้วย

เคล็ดลับการจับคู่ไวน์กับอาหารที่มีรสจัด

โดยปกติแล้ว สาเหตุที่ไวน์ไม่เหมาะกับอาหารที่มีรสจัด ก็เป็นเพราะรสชาติที่ซับซ้อนและเข้มข้นของไวน์ ที่มักจะไปทำลายรสชาติที่ซับซ้อนอยู่แล้วของอาหารที่มีรสจัด แต่ก็มีไวน์บางตัว ที่มีรสชาติเบา ๆ และเหมาะกับอาหารรสจัดเป็นที่สุด โดยสิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่คุณควรคำนึงไว้หากต้องการจะเลือกไวน์ที่เหมาะกับอาหารรสจัด

1.หลีกเลี่ยงไวน์ที่มีกลิ่นโอ๊กและแอลกอฮอล์

ไวน์ที่เหมาะกับอาหารที่มีรสชาติซับซ้อนก็คือไวน์ที่มีแอลกอฮอล์ปานกลางไปถึงต่ำ คุณควรเลือกไวน์ที่มีรสชาติเบา สดชื่นและมีความเป็นกรด ซึ่งจะช่วยชูรสชาติที่เผ็ดร้อนและเข้มข้นของอาหารที่มีรสชาติเผ็ดจัดได้เป็นอย่างดี ราวกับมะนาวที่ปรุงรสชาติของอาหาร เช่นเดียวกันกับรสชาติของโอ๊กในตัวไวน์ ที่จะไปทำให้รสชาติของอาหารรสจัดนั้นด้อยลงไป ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงไวน์ที่มีกลิ่นโอ๊กเด่นเกินไปจะดีที่สุด

2. เลือกไวน์ที่มีกลิ่นผลไม้และไม่มีรสฝาด

ควรเลือกไวน์ขาวที่มีกลิ่นหอม มีความฝาดน้อยที่สุดและมีรสชาติผลไม้ที่โดดเด่น ซึ่งไวน์ที่มีรสชาติแบบนี้เหมาะกับอาหารที่มีรสจัดจากเอเชียมากที่สุด โดยความหวานจากน้ำตาลที่เหลืออยู่ในไวน์จะสร้างรสชาติที่ตัดกับความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศ ดึงสมดุลรสชาติของอาหารให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

3.เพิ่มรสชาติของอาหารด้วยไวน์แดงที่มีรสชาติเบา

สำหรับไวน์แดงที่มีรสชาติจัดจ้านก็สามารถดื่มคู่กับอาหารรสจัดได้เช่นเดียวกัน แม้จะมีแทนนินที่ทำให้มีรสฝาดและมีแอลกอฮอล์ที่ค่อนข้างสูง ที่จะเข้าไปเน้นความขมของอาหารและช่วยทำให้อาหารมีรสชาติที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเคล็ดลับในการเลือกไวน์แดงที่เหมาะกับอาหารก็คือควรจะมีความเป็นกรดอยู่มากพอสมควร เพื่อทำให้ตัวไวน์เบา สามารถดื่มคู่กับอาหารรสจัดได้โดยไม่ทำให้รสชาติโดยรวมหนักจนเกินไป

แนะนำไวน์ที่เหมาะกับอาหารที่มีรสจัด

แนะนำให้หลีกเลี่ยงไวน์ที่มีแอลกอฮอล์และแทนนินมากเกินไปอย่าง Cabernet Sauvignon, Shiraz และ Merlot พอ ๆ กับ Chardonnay ที่มีกลิ่นโอ๊กแรงจนเกินไป

ในไวน์ขาวที่มีกลิ่นผลไม้ที่น่าสนใจก็มี Albariño จาก Rías Baixas ในสเปนไวน์ Grüner Veltliner จากออสเตรีย และ Vouvray จาก Loire valley ในฝรั่งเศส นอกจากนั้นก็ยังมีไวน์ Gewürztraminer และ Viognier ที่แม้จะไม่มีรสเปรี้ยวสดชื่นมากมายนัก แต่ก็มีกลิ่นหอม ๆ และรสชาติผลไม้ เหมาะสำหรับอาหารที่มีรสเผ็ดที่สุด

และสำหรับไวน์แดงที่ค่อนข้างเหมาะดื่มคู่กับอาหารที่มีรสเผ็ดก็มี Barbera จากอิตาลี ไวน์ Beaujolais จากประเทศฝรั่งเศส โดยไวน์เหล่านี้มีแทนนินค่อนข้างต่ำ พร้อมรสผลไม้สดชื่นและความเป็นกรดค่อนข้างต่ำ เหมาะกับอาหารที่มีรสเผ็ด

จริง ๆ แล้วอาหารทุกประเภทก็เหมาะกับไวน์ทั้งหมด เพียงแต่ว่าเราควรจะเลือกไวน์ให้เหมาะสมกับอาหารที่เราจะทานมากที่สุด เพื่อช่วยให้อาหารมื้อนั้นเป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด ถ้าไม่เชื่อ ลองจับคู่ไวน์กับอาหารรสจัดที่คุณชื่นชอบดู รับรองว่าไม่ผิดหวัง

แนะนำไวน์รสชาติดีงาม เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบดื่มไวน์

ไวน์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ด้วยเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นเครื่องดื่มที่ทำมาจากผลไม้ รสชาติหอมหวาน กลิ่นหอมองุ่นเย้ายวน พร้อมทั้งยังมีรสชาติเข้ากับอาหารแทบจะทุกประเภท แต่ด้วยความที่ไวน์มีรสชาติฝาดอย่างชัดเจน อาจจะทำให้ใครหลายคนไม่ค่อยชอบดื่มไวน์ได้ เรามีเคล็ดลับการเลือกไวน์ พร้อมทั้งไวน์ที่อยากจะแนะนำให้ผู้ที่ไม่ชอบดื่มไวน์ได้ลอง เผื่อจะเปลี่ยนใจหันมาชอบไวน์กัน

ควรเลือกไวน์ที่มีรสหวานหรือรสผลไม้ดี?

องุ่นที่นำมาผลิตไวน์มีกลิ่นหอมจากผลไม้ที่โดดเด่นก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไวน์ทุกชนิดจะมีความหวานเหมือนกับผลไม้ นั้นก็หมายความว่าไวน์แต่ละตัว แต่ละชนิด แต่ละแหล่งกำเนิด ต่างก็มีความหวานและรสชาติเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป ตัวไวน์เองถูกอธิบายรสชาติโดยรวมไว้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีรสออกหวาน ฝาดปนหวานเล็กน้อย ไปจนถึงฝาด ทางเทคนิคแล้ว รสหวานเกิดจากน้ำตาลที่คงอยู่ในตัวไวน์ ซึ่งจะมีตั้งแต่ระดับ 0 = ฝาดที่สุด ไปจนถึง 10 = หวานที่สุด

ดังนั้น หากคุณไม่ชอบดื่มไวน์เพราะรสฝาดที่ไม่เป็นมิตรกับลิ้น เราขอแนะนำตัวอย่างไวน์แดง ไวน์ขาว ที่มีรสหวานหอมราวกับผลไม้ให้ลองชิมกัน มีอะไรบ้าง มาดูกันเลย

1.Cavit Moscato

Moscato กลายเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้ ไวน์ตัวนี้เหมาะสำหรับนักดื่มไวน์มือใหม่เป็นที่สุด เราขอแนะนำไวน์จาก Moscato สไตล์อิตาเลี่ยน เพราะว่ามันมีทั้งรสหวานและรสฝาดนิด ๆ ที่แสนจะสมบูรณ์แบบและลงตัว

2.Chateau Ste Michelle Riesling

ไวน์ที่มีรสผลไม้โดดเด่น ผสมผสานระหว่าง Riesling และ Washington ซึ่งปลูกจาก Columbia Valley ทำให้ได้ไวน์ Chateau Ste Michelle กลายเป็นไวน์ที่ถูกผลิตขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน ทำให้ได้รสชาติที่เข้มข้นและสดชื่น มีรสฝาดปานกลาง โดยองุ่นสายพันธุ์ Riesling จะทำให้ได้ไวน์ที่มีความเป็นกรดค่อนข้างสูง ช่วยขับรสหวานให้โดดเด่นขึ้น

3.Cavit Roscato

Roscato เป็นไวน์แดงที่เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่ค่อยคุ้นชินกับรสชาติของไวน์ ไวน์ตัวนี้จะมีความหวาน และมีความซ่าเล็กน้อย จากดินแดน Lombardy ที่อยู่ทางภาคเหนือของอิตาลี โดยไวน์ตัวนี้ผลิตจากองุ่นทั้งหมด 3 สายพันธุ์ ทั้ง Croatina, Teroldego และ Lagrein ทำให้ได้ไวน์ที่เหมาะกับอาหารเกือบทุกประเภท

4.Cabernet Sauvignon

ไวน์ที่มีความเข้มข้น ถึงแม้ว่าจะมีรสฝาดและความเป็นกรดเล็กน้อย แต่ก็มีกลิ่นหอมที่โดดเด่นของผลไม้ ตั้งแต่เบอร์รี่นานาชนิดไปจนถึงลูกพลัม Cabernet Sauvignon ยังมีกลิ่นหอมของวานิลา ช็อกโกแลต มะพร้าวและเครื่องเทศสำหรับอบขนม ขึ้นอยู่กับว่าผลิตจากที่ไหน บางคนอาจจะคิดว่าไวน์ตัวนี้มีรสเข้มไปสักหน่อย แต่ก็สมกับเป็นไวน์ดี

แม้ว่าไวน์เหล่านี้จะมีกลิ่นหวานของผลไม้ค่อนข้างสูง มีรสฝาดอันเป็นรสชาติเฉพาะตัวของไวน์ต่ำ แต่ก็ยังมีความเป็นไวน์อยู่ดี หากคุณได้ลิ้มลองไวน์เหล่านี้แล้วและไม่ค่อยชอบ ก็อาจจะหมายความว่าคุณอาจจะไม่เหมาะกับการดื่มไวน์จริง ๆ ก็ควรลองดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่นแทนการดื่มไวน์ เช่น เบียร์ วิสกี้ หรือวอดก้า เป็นต้น

มือใหม่อยากลองดื่มไวน์มาทางนี้ แนะนำการเลือกไวน์และไวน์สำหรับเริ่มต้นดื่มไวน์

เมื่อคุณเป็นมือใหม่ในวงการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยอดนิยมอย่างไวน์ คุณอาจจะสับสนและมึนงงกับไวน์ชนิดต่างๆ ยี่ห้อของไวน์ ประเทศที่ผลิตและศัพท์ทางเทคนิคต่างๆ มากมาย จริงๆ แล้วคุณไม่จำเป็นที่จะต้องจำคำศัพท์อะไรมากนัก เพียงแค่ต้องทำความเข้าใจคำศัพท์เหล่านี้

ความหวาน ไวน์ที่มีความหวานเหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นดื่มไวน์ หากคุณอยากลองชิมไวน์ที่มีรสหวาน ลองเลือกไวน์ที่มีเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ค่อนข้างสูงสักหน่อยเพื่อที่จะช่วยดึงความหวานของไวน์ออกมาได้ดียิ่งขึ้นแม้จะไม่ได้มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบมากนักก็ตาม

แทนนิน เป็นสารที่พบหลัก ๆ ในไวน์แดงและมักจะติดอยู่ที่ฟันของคุณเหมือนกับหมากฝรั่งหลังจากที่คุณกลืนไวน์ลงไป และทิ้งรสขมติดลิ้น ซึ่งรสชาติแบบนี้อาจจะทำให้ผู้ที่เริ่มต้นดื่มไวน์ไม่ค่อยประทับใจกับไวน์ไปเลย ดังนั้นหากคุณเริ่มต้นดื่มไวน์ ก็ควรที่จะเลือกไวน์ที่มีแทนนินต่ำก่อน

ความเป็นกรด ไวน์ทำจากองุ่นซึ่งเป็นผลไม้ ในผลไม้นั้นมีกรดเป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้รสชาติที่สดชื่น ลองถามตัวเองก่อนว่าคุณชอบเครื่องดื่มที่มีรสจัดหรือมีความเปรี้ยวมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะเป็นตัวช่วยในการเลือกดื่มไวน์ที่เหมาะกับคุณมากที่สุด ซึ่งโดยปกติแล้ว ผู้ที่เริ่มต้นดื่มไวน์มักจะไม่ชอบไวน์ที่มีความเป็นกรดหรือมีรสเปรี้ยวมากนัก

ไวน์ 3 ตัวที่เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นดื่มไวน์

  1. Prosecco

เป็นไวน์แบบ sparkling wine หรือไวน์ซ่าที่ผลิตจากองุ่นสายพันธุ์ Glera โดยจะเป็นไวน์ขาวที่มีฟองฟู่ข้างใน มีรสผลไม้ชัดเจนและมีความหวานเล็กน้อย พร้อมกับรสชาติที่สดชื่นขององุ่นเขียวและองุ่น ยิ่งไปกว่านั้น Prosecco ไม่มีแทนนินและมีความเป็นกรดต่ำ

  1. Chardonnay

Chardonnay เป็นชื่อองุ่นขาวและไวน์ที่ผลิตจากองุ่นสายพันธุ์ดังกล่าว โดยไวน์ที่ทำจากองุ่น Chardonnay จะมีรสแอปเปิ้ลและลูกแพร์ พร้อมกับกลิ่นเนย ขนมปังปิ้งและต้นโอ๊ก ปกติแล้ว Chardonnay จะมีรสฝาด ไม่ค่อยออกหวานเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังมีกลิ่นผลไม้ ไม่มีแทนนินเพราะว่าเป็นไวน์ขาว

  1. Pinot Noir

Pinot Noir เป็นไวน์แดงที่ได้รับความนิยมในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้ เพราะมีรสชาติเบา มีแทนนินต่ำพร้อมกับรสชาติของเบอร์รี่และเชอร์รี่ ถึงแม้ว่าจะมีรสชาติออกฝาด ไม่ได้หวานมากนัก ไวน์ตัวนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบไวน์ขาวแต่อยากลองดื่มไวน์แดงดูบ้าง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะลิ้มลองไวน์รสชาติแสนอร่อย แต่ยังไม่ค่อยมีความรู้เรื่องไวน์และและไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหนเพื่อที่ได้ลองทานไวน์ที่เหมาะกับคุณมากที่สุด ก็ควรจะเริ่มจากไวน์ที่มีรสชาติอ่อนๆ และมีรสหวานของผลไม้ชัด พอชินแล้ว จึงค่อยลองไวน์ที่มีรสชาติฝาดขึ้น รับรองว่าคุณจะค่อย ๆ หลงรักไวน์โดยไม่รู้ตัว

วิธีการชิม Champagne ให้ได้รสชาติดีที่สุดแบบมือโปร

แชมเปญเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติดีและมีความหรูหรา และเป็นเครื่องดื่มที่ใช้ในพิธีการเฉลิมฉลอง คงจะดีไม่ใช่น้อยหากเราได้ลิ้มลองรสชาติที่แท้จริงของแชมเปญอย่างถูกต้อง ทำให้ได้ลิ้มรสสุดยอดแห่ง Sparkling wine แห่งแคว้นแชมเปญของฝรั่งเศสได้อย่างเต็มที่ เราขอแนะนำวิธีการลิ้มลองแชมเปญแบบมีคุณภาพอย่างไม่ซับซ้อน แต่รับรองว่าจะทำให้คุณอร่อยกับแชมเปญได้แบบผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์มืออาชีพที่มีชื่อเรียกว่า Sommeliers กันเลยทีเดียว

ปกติแล้วการชิมไวน์ทั่วไปจะต้องอาศัยสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษย์ ทั้งฟังเสียง สัมผัส มองดูรูปลักษณ์ ดมกลิ่นและชิมรสชาติ ซึ่งการชิมแชมเปญก็ต้องอาศัยสัมผัสทั้ง 5 ดังกล่าวมานี้เหมือนกัน โดยขั้นตอนการชิมไวน์คร่าว ๆ จะมีทั้งหมด 5 ขั้นตอนด้วยกัน

สังเกตุเสียงจุกไม้ก๊อก

เมื่อเปิดขวดแชมเปญโดยการนำจุกไม้ก๊อกออกมา เสียงเวลาที่จุกไม้ก๊อกออกมาจากขวดไม่ควรจะเป็นเสียงดัง ป็อป! แต่ควรจะเป็นเสียงซ่าเบา ๆ เพราะว่าแชมเปญที่มีเสียงป็อปดัง ๆ ตอนที่ดึกจุกไม้ก๊อกออก เป็นสัญญาณที่บอกว่าแชมเปญบ่มมายังไม่เข้าที่ดีหรืออุ่นเกินกว่าที่จะดื่มได้

สัมผัสขวดไวน์และจุกไม้ก๊อกเสียก่อน

ลองสัมผัสที่ขวดแชมเปญก่อนเพื่อตรวจสอบอุณหภูมิ โดยขวดจะต้องไม่อุ่นหรือเย็นจนเกินไป แต่ควรจะเย็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และอย่าลืมลองสัมผัสจุกไม้ก๊อก แชมเปญที่มีคุณภาพดีมักจะมีจุกไม้ก๊อกที่ชื้นเล็กน้อย ไม่แห้งกรังหรือสาก ๆ ซึ่งมักจะเกิดจากการวางขวดแชมเปญเป็นแนวตั้งในการจัดเก็บ และเมื่อจุกไม้ก๊อกแห้งและจะทำให้มันหดตัวลง ส่งผลให้อากาศเข้าไปได้และทำให้ตัวแชมเปญด้อยคุณภาพลงได้

ลองสังเกตุตัวแชมเปญ

เมื่อเทแชมเปญลงในแก้วแล้ว ลองยกแชมเปญขึ้นมาระดับสายตาและเอียงไปด้านข้างประมาณ 45 องศา โดยตัวน้ำแชมเปญควรจะมีความใสหรือขุ่นเล็กน้อย สีไม่สดและสีออกเหลืองทอง และฟองของแชมเปญควรจะมีเล็กใหญ่สลับกันไป ไปจะต้องฟู่อย่างมีชีวิตชีวา

ดมกลิ่นแชมเปญสักหน่อย

ถึงแม้ว่าแชมเปญจะเป็นไวน์ชนิดหนึ่ง แต่เราไม่จำเป็นจะต้องหมุนแก้วอย่างรวดเร็วเพื่อให้รับกลิ่นของไวน์ได้อย่างชัดเจนเหมือนกับไวน์ขาวหรือไวน์แดง ฟองของแชมเปญจะช่วยทำให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของแชมเปญลอยขึ้นมาด้านบนได้เป็นอย่างดี โดยคุณเพียงแค่นำแชมเปญมาไว้ตรงปลายจมูกและหายใจเข้าเพื่อที่จะรับกลิ่นเข้าไปอย่างชัดเจน โดยคุณจะได้กลิ่นหอมออกฟรุตตี้ กลิ่นดอกไม้ แร่ธาตุและกลิ่นยีสต์

ดื่มด่ำไปกับรสชาติของแชมเปญ

ในการดื่มแชมเปญ ควรจะจิบเบา ๆ ไม่ควรดื่มมากเกินไปหรือดื่มเป็นอึกใหญ่ ๆ เพื่อที่จะค่อย ๆ รับกลิ่นไปพร้อมกับสัมผัสรสชาติอันนุ่มละมุนของแชมเปญ

วิธีการชิมแชมเปญอย่างถูกต้องที่เรานำมาแนะนำนี้เป็นเพียงแค่วิธีคร่าว ๆ ที่จะทำให้ผู้ที่อยากลองชิมแชมเปญได้มีความสุขไปกับเครื่องดื่มที่หรูหราชนิดนี้ได้อย่างดียิ่งขึ้น อย่างไรก็อย่าลืมลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ดูนะ

คออ่อนต้องหัดจิบ 4 เทคนิคดื่มไวน์แบบเข้าใจง่ายเพื่อให้เข้าถึงรสชาติสุดละมุน

ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบรั่นดีและเบียร์ การดื่มไวน์นั้นไม่ได้เน้นหนักไปที่การปาร์ตี้สังสรรค์ แต่การดื่มไวน์อย่างแท้จริงนั้นเน้นไปถึงเรื่องของรสสัมผัสละมุนลิ้นและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของไวน์ ซึ่งไวน์แต่ละชนิดกับปีที่ผลิตไวน์นั้นมีผลต่อรสชาติและกลิ่นของไวน์ ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้ไวน์แต่ละขวด มีกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน ใครที่คออ่อนดื่มแอลกอฮอล์แบบจัดหนักไม่ได้ น่าจะลองหันมาดื่มไวน์กันดูบ้าง เรามีวิธีการดื่มไวน์แบบมืออาชีพให้คุณเข้าถึงรสชาติละมุนอย่างแท้จริงของไวน์มาบอกกัน

1. See

ง่ายและตรงตัวที่สุด ก่อนจะเริ่มดื่มไวน์ ต้องเริ่มจากการดูให้ชัด เมื่อคุณรินไวน์ใส่แก้วไว้แล้ว อย่าเพิ่งรีบดื่มนะ เพราะไม่ใช่น้ำ ให้คุณหยิบแก้วไวน์ที่มีไวน์อยู่นั้นขึ้นมา (เวลาหยิบให้หยิบส่วนก้านแก้ว) ค่อย ๆ ใช้สายตาพิจารณาสีของไวน์ในแก้ว ซึ่งไวน์แต่ละชนิดจะมีสีที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นไวน์ขาว สีที่ออกมาจะมีทั้งสีเหลือง สีส้ม  สีทองหรือออกสีอำพัน หากเป็นไวน์แดง สีที่ออกมาจะออกมาแดง ๆ หรือสีเลือดหมู สิ่งที่คุณต้องดูและพิจารณาก็คือ สีและความขุ่นข้นและความใสของไวน์ สีที่เข้มและมีความข้นบ่งบอกว่าเนื้อสัมผัสของรสชาติจะเข้มและหนักสักหน่อย หากสีเข้มแต่ไม่ข้น แบบนี้ตัวบอดี้จะมาเต็มแต่รสชาติจะเบา ๆ ส่วนถ้าสีอ่อนและค่อนข้างใส รสสัมผัสก็จะออกไปโทน Light เบา ๆ ละมุนลิ้นไปอีกแบบ ส่วนที่ไม่ใสมากนักและความข้นก็ไม่ชัดเจนแบบนี้จะเป็น Medium รสสัมผัสจะกลาง ๆ

2. Swirl

เทคนิคต่อมาของการดื่มไวน์ก็คือ การแกว่ง หลังจากหยิบแก้วขึ้นมาพิจารณาสีและความข้นของไวน์แล้ว ต่อมาก็ต้องแกว่งเบา ๆ เพื่อให้ไวน์หมุนไปรอบ ๆ แก้ว การแกว่งนี้จะช่วยทำให้ไวน์ค่อย ๆ คายกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ในตัวออกมา นอกจากนั้นยังจะบ่งบอกถึงรสชาติเบื้องต้นได้ด้วย ซึ่งให้สังเกตจากน้ำไวน์ที่ไหลลงไปตามขอบแก้ว ซึ่งจะมี 2 แบบคือไหลลื่นเหมือนน้ำเปล่าไม่มีการทิ้งร่องรอยบนแก้ว กับ ไหลแบบมีความหนืดค่อย ๆ ไหลกลับลงแก้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยบ่งบอกปริมาณน้ำตาลและความหวานของไวน์ได้เลยระดับหนึ่ง การแกว่งไวน์ไปรอบ ๆ แก้วนั้นจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่สนุกและท้าทายคล้าย ๆ กับการเล่นพนันคาสิโนและได้ลุ้นเหมือนพนันกีฬาไปกับเว็บยอดฮิตอย่าง VWIN เลยทีเดียว เพราะบางทีก็ไม่รู้ว่าผลออกมาจะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นคนที่ดื่มไวน์มานานแกว่งเพียงนิดเดียวก็จะรู้ได้ถึงรสสัมผัสทันที แต่คนที่เพิ่งหัดดื่มแกว่งแล้วจะคาดเดารสไว้ในใจแต่บางทีพอดื่มจริงอาจจะรู้สึกว่ารสชาติและกลิ่นแปลกไปจากที่คิดไว้เยอะมาก

3. Sniff

อย่าลืมที่จะดมกลิ่นไวน์ด้วย การดมนั้นเราจะดมจากแก้วไวน์ เพราะแก้วแบบนี้ออกแบบมาให้ส่งกลิ่นไวน์ได้ชัดเจน หากได้กลิ่นตั้งแต่การยกดมแบบห่าง ๆ บ่งบอกว่าไวน์นั้นน่าจะมีรสชาติเข้มข้น หากไวน์แก้วไหนต้องยกดมใกล้ ๆ ถึงจะได้กลิ่นจาง ๆ ก็มักจะบ่งบอกว่าไวน์แก้วนั้นความเข้มข้นไม่สูงรสจะเบา ๆ

4. Sip

ขั้นตอนสุดท้ายก็ลิ้มรสโดยการจิบ เราจะจิบ ๆ เพื่อรับรสไวน์เท่านั้น ให้พอรู้รสสัมผัสในตอนแรกว่าความหวานนั้นเป็นอย่างไร หวานน้อย หวานกลาง หรือหวานมาก แล้วมีความฝาดข้างในเป็นแบบไหน ไวน์ที่ดีนั้นทั้งกลิ่น และรสสัมผัสอันละมุนจะยังคงอบอวลอยู่ในปากค้างอยู่ในจมูกด้านในประมาณ 3-5 วินาทีแม้จะกลืนไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สะท้อนคุณภาพและเกรดของไวน์ได้เลยนั่นเอง

นี่คือ 4 เทคนิคการดื่มไวน์แบบมืออาชีพแบบเข้าใจง่าย ใครที่ยังไม่เคยดื่มไวน์ หรือดื่มไวน์ไม่เป็นน่าจะลองนำไปใช้กันดูแล้วคุณจะรู้ว่าการดื่มไวน์มันช่างน่าสนใจกว่าการดื่มบรั่นดีหลายเท่าทีเดียว

แนะนำจับคู่ไวน์กับเมนูอาหารไทยยอดนิยม อร่อยแบบไทยผสมอินเตอร์

การจับคู่ไวน์ทานกับอาหารถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เทคนิค เพื่อที่จะดึงรสชาติความอร่อยของทั้งอาหารและไวน์ออกมาได้อย่างเต็มที่ รู้หรือไม่ว่าไม่ใช่แค่อาหารจานเนื้อหรือจานปลาแบบตะวันตกเท่านั้นที่เหมาะทานคู่กับไวน์ชั้นดี แต่อาหารที่มีเครื่องปรุงและรสชาติจัดจ้านสไตล์ไทยเองก็เข้ากันกับไวน์ได้ดีเหมือนกัน เรามาดูกันดีกว่าว่าแต่ละเมนูอาหารไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลกจะเหมาะกับไวน์ตัวไหน รสชาติแบบใดบ้าง

ผัดไท

มาเริ่มกันที่เมนูแรกกัน ผัดไทยเป็นเมนูชื่อดังที่ถูกใจทั้งคนไทยและคนต่างชาติ เพราะว่ามีรสชาติมะนาว น้ำปลาและเครื่องเทศของไทย แต่มีรสชาติไม่เผ็ดมาก คนไม่ทานเผ็ดก็สามารถทานได้สบาย โดยไวน์ที่เหมาะกับผัดไทมากที่สุดก็คือไวน์ขาวที่มีรสชาติเผ็ดซ่าและเค็มเล็กน้อยอย่างเช่น Assyrtiko จากเมือง Santorini ประเทศกรีซ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรสชาติให้กับผัดไทได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นตัวไวน์ยังมีกลิ่นอายของมะนาว ที่ช่วยทำให้อาหารมื้อนี้มีความสดชื่นขึ้น หรือจะเลือกไวน์แดงที่มี ความเบาพร้อมกลิ่นผลไม้รสเปรี้ยวก็เหมาะกับผัดไทด้วยเช่นกัน

แกงเขียวหวาน

แกงเขียวหวานเป็นหนึ่งในอาหารไทยที่มีความเผ็ดและจัดจ้านด้วยตัวเครื่องแกงเข้มข้น ทำจากพริกขี้หนูสดสีเขียว ตะไคร้ เม็ดยี่หร่าและอื่น ๆ เราแนะนำให้ดื่มไวน์ที่มีความหวานเพื่อมาช่วยดับรสเผ็ดแทนไวน์แบบ Dry ที่มีรสฝาด ลองจับคู่แกงเขียวหวานกับ Kabinett Riesling จากประเทศเยอรมัน ที่จะช่วยเติมรสชาติให้มื้ออาหารของคุณ เหมือนกับบีบมะนาวเปรี้ยว ๆ หอม ๆ ลงไปในน้ำแกง

ผัดซีอิ๊ว

อาหารริมทางยอดนิยมอีกเมนูหนึ่งที่สามารถหาทานได้ทั่วไปในประเทศไทย เป็นการนำก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่มาผัดกับผักคะน้า ไข่และเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่น ไก่และหมู ปรุงรสด้วยซีอิ๊วดำหวานและเครื่องปรุงต่าง ๆ ด้วยรสชาติไม่เผ็ดมากและทานง่ายทำให้เป็นที่นิยม ไวน์ที่เหมาะกับผัดซีอิ๊วก็คือไวน์แดงที่มีกลิ่นผลไม้ชัดเจนและมีความสดชื่นอย่าง Pinot Noir จากใจกลางภาค Otago ของประเทศนิวซีแลนด์

ไวน์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมทั่วโลก การที่จะนำมาจับคู่กับอาหารไทยที่มีชื่อเสียงเช่นเดียวกันก็สามารถทำได้และเหมาะสมอย่างมากเลยทีเดียว โดยนอกจากเมนูดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีอาหารไทยอีกหลายอย่างที่สามารถจับคู่กับไวน์ได้เช่นเดียวกัน เช่น ยำไทยรสชาติเผ็ดร้อนก็สามารถทานคู่กับไวน์ซ่า (Sparkling wine) สดชื่นหวานอร่อย แกงพะแนงเผ็ดจี้ดเข้มข้นก็เหมาะกับไวน์แดงรสหวานและสดชื่นด้วยรสของผลไม้ และแม้กระทั่งขนมไทยยอดฮิตอย่างข้าวเหนียวมะม่วงก็เหมาะสมกับไวน์ที่มีความซ่าเล็กน้อย พร้อมกลิ่นมะนาว ขิงและมะลิอย่าง Riesling เรียกได้ว่าไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหวาน ก็สามารถทานกับไวน์ได้ทั้งหมด ถ้าไม่เชื่อ ลองซื้อไวน์มาทานคู่กับอาหารไทยจานโปรดของคุณดู รับรองว่าจะติดใจ