คออ่อนต้องหัดจิบ 4 เทคนิคดื่มไวน์แบบเข้าใจง่ายเพื่อให้เข้าถึงรสชาติสุดละมุน

ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบรั่นดีและเบียร์ การดื่มไวน์นั้นไม่ได้เน้นหนักไปที่การปาร์ตี้สังสรรค์ แต่การดื่มไวน์อย่างแท้จริงนั้นเน้นไปถึงเรื่องของรสสัมผัสละมุนลิ้นและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของไวน์ ซึ่งไวน์แต่ละชนิดกับปีที่ผลิตไวน์นั้นมีผลต่อรสชาติและกลิ่นของไวน์ ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้ไวน์แต่ละขวด มีกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน ใครที่คออ่อนดื่มแอลกอฮอล์แบบจัดหนักไม่ได้ น่าจะลองหันมาดื่มไวน์กันดูบ้าง เรามีวิธีการดื่มไวน์แบบมืออาชีพให้คุณเข้าถึงรสชาติละมุนอย่างแท้จริงของไวน์มาบอกกัน

1. See

ง่ายและตรงตัวที่สุด ก่อนจะเริ่มดื่มไวน์ ต้องเริ่มจากการดูให้ชัด เมื่อคุณรินไวน์ใส่แก้วไว้แล้ว อย่าเพิ่งรีบดื่มนะ เพราะไม่ใช่น้ำ ให้คุณหยิบแก้วไวน์ที่มีไวน์อยู่นั้นขึ้นมา (เวลาหยิบให้หยิบส่วนก้านแก้ว) ค่อย ๆ ใช้สายตาพิจารณาสีของไวน์ในแก้ว ซึ่งไวน์แต่ละชนิดจะมีสีที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นไวน์ขาว สีที่ออกมาจะมีทั้งสีเหลือง สีส้ม  สีทองหรือออกสีอำพัน หากเป็นไวน์แดง สีที่ออกมาจะออกมาแดง ๆ หรือสีเลือดหมู สิ่งที่คุณต้องดูและพิจารณาก็คือ สีและความขุ่นข้นและความใสของไวน์ สีที่เข้มและมีความข้นบ่งบอกว่าเนื้อสัมผัสของรสชาติจะเข้มและหนักสักหน่อย หากสีเข้มแต่ไม่ข้น แบบนี้ตัวบอดี้จะมาเต็มแต่รสชาติจะเบา ๆ ส่วนถ้าสีอ่อนและค่อนข้างใส รสสัมผัสก็จะออกไปโทน Light เบา ๆ ละมุนลิ้นไปอีกแบบ ส่วนที่ไม่ใสมากนักและความข้นก็ไม่ชัดเจนแบบนี้จะเป็น Medium รสสัมผัสจะกลาง ๆ

2. Swirl

เทคนิคต่อมาของการดื่มไวน์ก็คือ การแกว่ง หลังจากหยิบแก้วขึ้นมาพิจารณาสีและความข้นของไวน์แล้ว ต่อมาก็ต้องแกว่งเบา ๆ เพื่อให้ไวน์หมุนไปรอบ ๆ แก้ว การแกว่งนี้จะช่วยทำให้ไวน์ค่อย ๆ คายกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ในตัวออกมา นอกจากนั้นยังจะบ่งบอกถึงรสชาติเบื้องต้นได้ด้วย ซึ่งให้สังเกตจากน้ำไวน์ที่ไหลลงไปตามขอบแก้ว ซึ่งจะมี 2 แบบคือไหลลื่นเหมือนน้ำเปล่าไม่มีการทิ้งร่องรอยบนแก้ว กับ ไหลแบบมีความหนืดค่อย ๆ ไหลกลับลงแก้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยบ่งบอกปริมาณน้ำตาลและความหวานของไวน์ได้เลยระดับหนึ่ง การแกว่งไวน์ไปรอบ ๆ แก้วนั้นจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่สนุกและท้าทายคล้าย ๆ กับการเล่นพนันคาสิโนและได้ลุ้นเหมือนพนันกีฬาไปกับเว็บยอดฮิตอย่าง VWIN เลยทีเดียว เพราะบางทีก็ไม่รู้ว่าผลออกมาจะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นคนที่ดื่มไวน์มานานแกว่งเพียงนิดเดียวก็จะรู้ได้ถึงรสสัมผัสทันที แต่คนที่เพิ่งหัดดื่มแกว่งแล้วจะคาดเดารสไว้ในใจแต่บางทีพอดื่มจริงอาจจะรู้สึกว่ารสชาติและกลิ่นแปลกไปจากที่คิดไว้เยอะมาก

3. Sniff

อย่าลืมที่จะดมกลิ่นไวน์ด้วย การดมนั้นเราจะดมจากแก้วไวน์ เพราะแก้วแบบนี้ออกแบบมาให้ส่งกลิ่นไวน์ได้ชัดเจน หากได้กลิ่นตั้งแต่การยกดมแบบห่าง ๆ บ่งบอกว่าไวน์นั้นน่าจะมีรสชาติเข้มข้น หากไวน์แก้วไหนต้องยกดมใกล้ ๆ ถึงจะได้กลิ่นจาง ๆ ก็มักจะบ่งบอกว่าไวน์แก้วนั้นความเข้มข้นไม่สูงรสจะเบา ๆ

4. Sip

ขั้นตอนสุดท้ายก็ลิ้มรสโดยการจิบ เราจะจิบ ๆ เพื่อรับรสไวน์เท่านั้น ให้พอรู้รสสัมผัสในตอนแรกว่าความหวานนั้นเป็นอย่างไร หวานน้อย หวานกลาง หรือหวานมาก แล้วมีความฝาดข้างในเป็นแบบไหน ไวน์ที่ดีนั้นทั้งกลิ่น และรสสัมผัสอันละมุนจะยังคงอบอวลอยู่ในปากค้างอยู่ในจมูกด้านในประมาณ 3-5 วินาทีแม้จะกลืนไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สะท้อนคุณภาพและเกรดของไวน์ได้เลยนั่นเอง

นี่คือ 4 เทคนิคการดื่มไวน์แบบมืออาชีพแบบเข้าใจง่าย ใครที่ยังไม่เคยดื่มไวน์ หรือดื่มไวน์ไม่เป็นน่าจะลองนำไปใช้กันดูแล้วคุณจะรู้ว่าการดื่มไวน์มันช่างน่าสนใจกว่าการดื่มบรั่นดีหลายเท่าทีเดียว

พามารู้จักไวน์โลกเก่า ความคลาสสิคที่น่าหลงใหล

หลาย ๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่าไวน์โลกเก่า (Old world Wine) และมีความสงสัยว่าไวน์ที่ถูกจัดอยู่ในชนิดนี้มีความพิเศษและแตกต่างจากไวน์ทั่วไปอย่างไร วันนี้เราจะมาอธิบายคร่าว ๆ เพื่อให้ทุกคนได้สนุกกับการดื่มไวน์มากยิ่งขึ้นกัน

ไวน์โลกเก่า ก็คือไวน์ที่มาจากประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรป ที่เป็นดินแดนที่มีการริเริ่มผลิตไวน์มายาวนานมากกว่าพื้นที่ใด ๆ ในโลก จึงทำให้ไวน์ที่ผลิตจากพื้นที่นี้ถูกเรียกว่าไวน์ยุคเก่า ซึ่งในแต่ละประเทศเขาก็จะมีกฎในการผลิตไวน์แบบดั้งเดิมเป็นของตัวเอง เริ่มตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์องุ่น พื้นที่สำหรับเก็บองุ่นและจำนวนแอลกอฮอล์ขั้นต่ำที่จะได้หลังจากการบ่มไวน์ ไปจนถึงปริมาณน้ำตาลที่เหลืออยู่ในไวน์

สำหรับการระบุฉลากไวน์ หลัก ๆ แล้วจะมีการระบุภูมิภาคที่ผลิตไวน์มากกว่าสายพันธุ์ขององุ่นหรือรายละเอียดขององุ่นที่ใช้ทำไวน์ สาเหตุก็เพราะคำว่า “Terroir”

Terroir แปลตรงตัวว่าโลกหรือดินแดน แต่ในความหมายของศัพท์เฉพาะทางจะแปลว่า “รสชาติของสถานที่” สื่อถึงทุกอย่างโดยรวมของพื้นที่ที่เป็นปัจจัยในการผลิตไวน์ ตั้งแต่ดินที่ใช้ปลูกองุ่นสำหรับทำไวน์ ความชัน มุมลาดเอียง ความสูงของดิน ความชื้นและแสงแดด เพราะจริง ๆ แล้วกระแสของลมที่พัดมามีส่วนที่ทำให้รสชาติของไวน์ดีได้พอ ๆ กับความสมบูรณ์ของตัวองุ่นเลยทีเดียว แน่นอนว่าในส่วนของไวน์โลกเก่า ก็จะมีกฎที่ระบุรายละเอียดของ Terroir ที่เหมาะกับการทำไวน์มากที่สุด

ไวน์โลกเก่าจะเปรียบ Terroir เสมือนจิตรกร ผู้ทำไวน์คือผืนผ้าใบ ส่วนองุ่นคือสี แต่ในส่วนของไวน์โลกใหม่ ซึ่งเป็นไวน์กลุ่มที่ตรงกันข้ามกับไวน์โลกเก่า ผู้ทำไวน์คือจิตรกร ปัจจัยโดยรวมของการทำไวน์คือผืนผ้าใบและองุ่นก็คือสี ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบความแตกต่างของไวน์ทั้งสองชนิดได้อย่างเห็นภาพชัดเจนมากที่สุด

มาถึงประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรปและมีชื่อเสียงในเรื่องของการผลิตไวน์ นั่นก็คือประเทศต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • ออสเตรีย ได้แก่ไวน์ Riesling, Pinot Blanc และ Zweigelt
  • ฝรั่งเศส ได้แก่ไวน์ Cabernet, Pinot Noirs และ Chardonnays
  • เยอรมัน ได้แก่ไวน์ Pinot Noir, Riesling และ Pinot Blanc
  • กรีซ ได้แก่ไวน์ Agiorghitiko, Moschofilero และ Xinomavro
  • ฮังการี ได้แก่ไวน์ Furmint, Kadarka และ Furmint
  • อิตาลี ได้แก่ไวน์ Piedmont, Lombardy และ Trentino-Sud Tyrol
  • โปรตุเกส ได้แก่ไวน์ Tawny, Rainwater และ Vinho Verde
  • สเปน ได้แก่ไวน์ Godello, Tempranillo และ Grenache

ไวน์ที่ถูกจัดอยู่เป็นไวน์โลกเก่าจะเป็นไวน์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความคลาสสิค เปรียบได้กับศิลปะที่ส่งต่อมาสู่รุ่นต่อรุ่นเปรียบเสมือนมรดกของโลก ซึ่งผู้ผลิตไวน์ มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎในการรังสรรค์ไวน์ตั้งแต่โบราณอย่างเคร่งครัด เพื่อให้บรรดาคอไวน์ได้ชิมไวน์แบบดั้งเดิมที่แสนมีคุณค่านั่นเอง

คอไวน์แดงห้ามพลาด แนะนำอาหารที่เหมาะกับการทานคู่ไวน์แดงที่สุด

                ไวน์แดงถือเป็นไวน์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ในประเภทของไวน์ทั้งหมด โดยมักจะเป็นไวน์ที่ถูกสั่งมาดื่มในมื้ออาหาร เนื่องจากเป็นไวน์ที่สามารถดื่มเข้ากันได้กับอาหารหลากหลายชนิดได้ดี สามารถชูรสชาติของอาหารให้กลมกล่อมขึ้นได้อยากลงตัวที่สุด จึงทำให้เมื่อนึกถึงไวน์ที่จะมาทานคู่กับอาหารจานโปรดก็มักจะมีชื่อของไวน์แดงอยู่ในนั้นเสมอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไวน์แดงจะสามารถดื่มเข้ากับอาหารได้ทุกชนิดนะ เพราะด้วยรสชาติเฉพาะตัวของไวน์แดงเองก็อาจทำให้รสชาติของอาหารบางประเภทถูกกลบไปได้ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นวันนี้จึงจะมาแนะนำอาหารที่เหมาะกับการทานคู่กับไวน์แดงอย่างที่สุด จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

อาหารที่เหมาะกับการทานคู่ไวน์แดง

  • สเต็กเนื้อ โดยเฉพาะที่ทำมาจากสัตว์ใหญ่ต่าง ๆ เพราะไวน์แดงเป็นไวน์ที่มีรสชาติเข้มข้น มีความฝาดค่อนข้างมากกว่าไวน์ชนิดอื่น ทำให้เมื่อนำมาทานคู่กับอาหารที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ใหญ่อย่างพวกเนื้อวัว เนื้อแกะ เมนูมัสมั่น สตูว์เนื้อหรือแกงกะหรี่เนื้อ รวมถึงอาหารจำพวกที่มีซอสเข้มข้นต่าง ๆจะมีความเข้ากันมาก เพราะจะช่วยชูรสชาติที่เข้มข้นของอาหารเหล่านั้นออกมา ทำให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมและลงตัวมากยิ่งขึ้น
  • ชีส ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าสามารถทานกับไวน์ได้อย่างเข้ากันที่สุด โดยชีสที่สามารถนำมาทานกับไวน์ก็จะมีหลากหลายแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นชีสเนื้อแข็งอย่างเชดดาร์ชีส พาเมซานชีส ที่เราอาจจะคุ้นชื่อกันมาบ้างโดยเฉพาะเชดดาร์ชีสที่เป็นอีกหนึ่งชีสที่นิยมทานกันในบ้านเรา ซึ่งเป็นชีสที่แข็งมีเนื้อสัมผัสที่เข้มข้นจึงเหมาะมากกับการทานคู่กับไวน์แดงที่มีรสสัมผัสที่หนักและเข้มข้นเช่นกัน ซึ่งความฝาดและรสชาติที่เข้มของไวน์แดงจะสามารถทำให้รสชาติของเชดดาร์ชีสนั่นกลมกล่มละมุนลิ้นขึ้นได้อย่างลงตัวที่สุด หรือจะเป็นซอฟชีสหรือชีสเนื้ออ่อนก็สามารถนำมาทานคู่กับไวน์แดงได้อร่อยไม่แพ้ชีสแข็งเช่นเดียวกัน อย่างที่รู้จักกันดีก็คือมอสซาเรลล่าชีสนั่นเอง

นอกจากนั้นไวน์แดงยังสามารถทานคู่กับอาหารที่เป็นเครื่องเทศได้อย่างดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารจีน หรืออาหารที่มีรสชาติที่จัดจ้าน มีเครื่องเทศหรือส่วนผสมที่ค่อนข้างหนักก็สามารถเข้ากันได้ดีกับไวน์แดงทั้งนั้น เรียกได้ว่าไวน์แดงเป็นอีกหนึ่งไวน์ที่สามารถทำให้มื้ออาหารของคุณเป็นมื้ออาหารที่น่าประทับใจได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะหากคุณเลือกจับคู่ไวน์แดงกับอาหารได้อย่างลงตัวด้วยแล้ว รับรองคุณจะได้ลิ้มรสกับความอร่อยที่มากขึ้นของอาหารและรสชาติของไวน์ที่ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

ดื่มไวน์อย่างไรให้กลมกล่อมที่สุด รวมข้อที่ไม่ควรทำหากไม่อยากให้ไวน์เสียรสชาติ

                ไวน์ถือเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ขึ้นชื่อว่ามีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหรือรสสัมผัสที่ชวนหลงใหล หรือความกลมกล่อมเมื่อได้ดื่มกับมื้ออาหารที่เข้ากันเองก็ตาม จึงไม่แปลกที่หลายคนมักจะเลือกไวน์ให้เป็นเครื่องดื่มคู่ใจที่สามารถดื่มได้ในทุกโอกาส และด้วยความที่ไวน์มีเอกลักษณ์ทางด้านรสชาติที่ไม่เหมือนใครนี่เอง ทำให้เวลาดื่มต้องคอยระวังไม่ให้มีอะไรมาทำให้รสชาติของไวน์ผิดเพี้ยนไป จนทำให้เราไม่ได้รับรู้ถึงรสชาติที่แท้จริงของไวน์นั้น ๆ วันนี้เราจึงอยากมาบอกถึงข้อควรระวังที่ไม่ควรทำในการดื่มไวน์ หากไม่อยากให้ไวน์เสียรสชาติ จะมีอะไรบ้างตามไปดูกันเลย

ข้อควรระวังในการดื่มไวน์ไม่ให้เสียรสชาติ

  • ไม่ควรใช้แก้วที่ไม่ใช่แก้วไวน์ในการดื่ม เนื่องจากไวน์เป็นเครื่องดื่มที่ต้องคำนึงถึงอุณหภูมิในการดื่มด้วย เพราะทั้งอากาศและความชื้นต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนรสชาติของไวน์ได้ทั้งนั้น อย่างแก้วไวน์ขาวที่ถูกออกแบบมาให้เป็นแก้วทรงสูงมีด้ามจับที่ยาวก็เพื่อให้เราได้จับในส่วนที่เป็นด้ามแก้วโดยไม่โดนส่วนของตัวแก้ว เพื่อให้อุณหภูมิความร้อนจากมือของเราไปสัมผัสกับไวน์ในแก้ว จนทำให้รสชาติของไวน์ผิดเพี้ยนไปนั่นเอง
  • ไม่ควรดื่มไวน์ควบคู่ไปกับอาหารที่ผิดประเภท เช่น เลือกทานไวน์แดงที่มีรสฝาดนำหวานกับพวกอาหารทะเล หรือเนื้อปลาต่าง ๆ เพราะความฝาดของไวน์นอกจากจะไม่ได้ทำให้ความคาวของอาหารทะเลลดลงแล้ว ยังอาจจะไม่ได้ทำให้รสชาติของอาหารมื้อนั้นอร่อยขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นก็ได้ หรือการดื่มไวน์แดงโดยการนำไปแช่เย็นก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะไวน์แดงเป็นไวน์ที่จะให้รสชาติที่ดีในอุณหภูมิห้องมากกว่าที่จะนำไปดื่มแบบเย็น เหมือนไวน์ขาวหรือไวน์จำพวกสปาร์คกลิ้งไวน์
  • อย่าดื่มไวน์ไปพร้อม ๆ กับการดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่น เพราะอาจจะทำให้รสชาติของไวน์ถูกรสชาติของเครื่องดื่มชนิดอื่นกลบไปเสียหมด จนทำให้เราไม่ได้สัมผัสกับรสชาติและกลิ่นหอมที่แท้จริงของไวน์นั้น ๆ ได้ นอกจากนั้นการที่เราดื่มไวน์ไปพร้อม ๆ กับเครื่องดื่มอย่างอื่นโดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เหมือนกัน อาจจะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

นอกจากนั้นเมื่อเริ่มเปิดไวน์ดื่มเป็นเครื่องแรก ก็ควรมีการเก็บรักษาที่ถูกวิธีด้วย โดยควรนำไวน์ไปเก็บไว้ในที่เหมาะสม อย่างเช่น เก็บในตู้ไวน์ที่มีอุณหภูมิคงที่ หรือชั้นเก็บไวน์ที่มีความมิดชิดไม่โดนแสงแดดหรือมีกลิ่นจากภายนอกเข้าไปกระทบ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ไวน์นั้นมีรสชาติที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม และช่วยคงสีและกลิ่นของไวน์ไม่ให้เปลี่ยนไปนั่นเอง เมื่อรู้แบบนี้แล้วต่อไปหากต้องดื่มไวน์ก็อย่างลืมคำนึงถึงข้อควรระวังเหล่านี้ด้วยนะ เพื่อที่เราจะได้สัมผัสถึงรสชาติของไวน์ขวดโปรดได้อย่างกลมกล่อมมากที่สุดนั่นเอง

มารู้จักไวน์โรเซ่ ไวน์กุหลาบสีสวยที่รสชาติที่มัดใจใครหลายคน

                ถ้าจะพูดถึงไวน์อีกชนิดที่กำลังมาแรงตอนนี้ คงหนีไม่พ้นเจ้าไวน์สีสวยที่ชื่อไวน์โรเซ่อย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นไวน์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยสีของไวน์ที่เป็นสีชมพูสวยเหมือนกลีบดอกกุหลาบ กลิ่นที่หอมชวนหลงใหล และรสชาติที่หวานละมุนลิ้น จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจคอไวน์โดยเฉพาะสาว ๆ เป็นอย่างมาก โดยไวน์โรเซ่ก็มีวิธีการผลิตที่คล้าย ๆ กับการผลิตไวน์โดยทั่วไป แต่ต่างกันตรงที่ในขั้นตอนการหมักนั้น จะใช้ระยะเวลาที่ไม่นานโดยเป็นการนำองุ่นแดงหรือองุ่นดำมาหมักพร้อมเปลือก แต่ส่วนที่เป็นเปลือกจะถูกหมักไว้กับน้ำองุ่นในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ได้นานเท่าการหมักไวน์แดง ทำให้สีที่ออกมาเป็นสีชมพูนั่นเอง

คำว่าโรเซ่ นั้นเป็นภาษาฝรั่งเศสที่มีความหมายว่าสีชมพู โดยไวน์โรเซ่จะมีสีชมพูที่แตกต่างกันออกไป บางชนิดก็จะสีชมพูเข้มบางชนิดก็อาจจะเป็นสีชมพูอ่อนลงมา ซึ่งก็มาจากขั้นตอนการหมัก ระยะเวลา และองุ่นที่นำมาผลิตนั้นเอง โดยไวน์โรเซ่มักจะดื่มกันก่อนเริ่มมื้ออาหาร หรือดื่มควบคู่กับอาหารเบา ๆ อย่างสลัด เนื้อปลา แฮม ชีส หรือผลไม้ต่าง ๆ และมักจะแช่เย็นก่อนดื่ม โดยเฉพาะสปาร์คกลิ้งไวน์ โรเซ่ หรือไวน์โรเซ่แบบมีฟองซาบซ่าที่ต้องดื่มตอนที่เย็นจัด ซึ่งจะให้ความรู้สึกที่สดชื่นมาก ยิ่งผสมผสานกับกลิ่นที่หอมและรสชาติที่หวานละมุนลิ่นแล้วล่ะก็ยิ่งช่วยให้รสชาติไวน์นั้นยิ่งทวีความกลมกล่อมขึ้นได้มากเลยทีเดียว

โดยทั่วไปไวน์โรเซ่มักจะมีรสชาติที่อ่อนกว่าไวน์แดงอยู่มาก ทำให้เป็นไวน์ที่ดื่มง่ายและได้รับความสนใจจากคอไวน์มือใหม่อยู่ไม่น้อย และในการผลิตไวน์โรเซ่เองก็มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งรสชาติและกลิ่น ในบ้านเราเองก็ได้รับความนิยมจากคอไวน์ทั้งหลายไม่แพ้ไวน์แดงและไวน์ขาวเลยทีเดียว และยังสามารถหาซื้อได้ง่ายมีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ เหมาะกับการนำไปดื่มเพื่อสังสรรค์ในงานเลี้ยง งานฉลองหรือดื่มในวันสบาย ๆ หรือเพื่อผ่อนคลายจากความเหน็ดเหนื่อยและเพิ่มสุนทรียภาพในการมื้ออาหารก็ไม่เลวเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ก็มีข้อระวังอยู่เช่นเดียวกันด้วยความที่ไวน์โรเซ่เป็นไวน์ที่มีรสชาติหวานและดื่มง่ายนี่เอง ทำให้หลายคนเพลินกับการดื่มเข้าไปเป็นจำนวนมากโดยไม่รู้ตัวได้อย่างง่ายๆ จนเรียกได้ว่าเจ้าไวน์สีชมพูแสนหวานนี้ก็ไม่ได้อ่อนหวานตามภาพที่เห็น ทางที่ดีคุณจึงควรดื่มอย่างพอดีเช่นไวน์ชนิดอื่น ๆ คือไม่ควรเกิน 2 แก้วต่อวันสำหรับมือใหม่ หากคุ้นชินขึ้นก็ค่อยเพิ่มจำนวนไปเรื่อย ๆ ก็ยังไม่สายนะ

รู้จักไวน์โร่เซ่กันแล้ว ต่อไปหากอยากลองดื่มไวน์สีสวย รสชาติอ่อนหวานแบบนี้บ้าง ก็สามารถมองหาไวน์ในแบบที่ถูกใจสักขวดมาลองลิ้มรสดูกันได้เลย ไม่แน่นะหากลองแล้ว ไวน์โรเซ่อาจจะกลายเป็นไวน์ในดวงใจของใครหลายคนก็ได้

คอไวน์ต้องมี..แนะนำสิ่งที่ควรมีเมื่ออยากดื่มไวน์อย่างรื่นไหลไม่มีสะดุด

                ไวน์ถือเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่สามารถดื่มได้ในทุกเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยง งานฉลอง การดื่มเพื่อพบปะสังสรรค์ในวงสังคม ความชอบส่วนตัว รวมไปถึงการเลือกให้เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดีต่อร่างกายด้วย เพราะจากงานวิจัยหลายตัวที่ออกมาต่างชี้ว่าการดื่มไวน์ในปริมาณที่เหมาะสมนั้นสามารถช่วยป้องกันโรคหลากหลายโรค และยังสามารถช่วยให้หลับสบายขึ้นอีกด้วย แต่หากอยากจะเลือกซื้อไวน์คู่ใจมาไว้ที่บ้านสักขวดนั้น สิ่งที่คุณควรเตรียมพร้อมไว้เพื่อให้การดื่มไวน์ของคุณนั้นลื่นไหลไร้ปัญหาจะมีอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลย

สิ่งที่ควรเตรียมพร้อมเมื่ออยากดื่มไวน์

  • แก้วไวน์แบบต่าง ๆ เพราะการดื่มไวน์ไม่เหมือนกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วไป ๆ เนื่องจากไวน์เป็นเครื่องดื่มที่รสชาติสามารถเปลี่ยนแปลงหรือผิดเพี้ยนไปได้หากมีตัวแปลภายนอกมากระทบ เช่น ความชื้น หรืออุณหภูมิภายนอก การใช้แก้วไวน์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ดื่มไวน์โดยเฉพาะจึงดีที่สุด โดยแก้วไวน์แต่ละชนิดก็จะมีลักษณะที่เหมาะกับไวน์ที่แตกต่างกันไป เช่น แก้วไวน์แดง แก้วไวน์ขาว ก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันด้วย เพราะฉะนั่นก่อนที่คุณจะเริ่มซื้อไวน์มาดื่มนั้นควรเลือกซื้อแก้วไวน์ที่เหมาะกับไวน์ของคุณมาเตรียมพร้อมไว้ด้วย เพื่อให้การดื่มไวน์ของคุณได้รสชาติที่กลมกล่อมไม่ผิดเพี้ยนและช่วยเพิ่มสุนทรียภาพในการลิ้มลองไวน์ของคุณด้วย
  • ที่เปิดไวน์ อีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ควรมีโดยเฉพาะใครที่ยังไม่เคยเปิดไวน์ด้วยตัวเอง การใช้ที่เปิดไวน์ที่ออกแบบมาเพื่อเปิดจุกไม้โอ๊คบนขวดไวน์โดยเฉพาะ จะช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้คุณได้เป็นอยากดี และยังถือว่าเป็นการเปิดขวดไวน์ที่ถูกต้องด้วย เพราะอย่างที่บอกว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มที่ต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอกอยู่ตลอด ทำให้บางครั้งหากคุณเลือกใช้วิธีเปิดขวดที่ผิดอาจจะทำให้กระทบต่อรสชาติหรือกลิ่นของไวน์ในขวดได้ด้วยเช่นกัน
  • ถังแช่ไวน์ ซึ่งจะช่วยรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมให้ไวน์ของคุณ โดยเฉพาะไวน์ขาวหรือสปาร์คกลิ้งไวน์ที่มักจะดื่มกันตอนที่เย็น หากคุณมีถังแช่ไวน์ติดบ้านไว้ด้วยก็จะช่วยให้ง่ายในการเก็บไวน์ในขณะที่กำลังดื่มอยู่ ไม่ต้องกลัวว่าไวน์ที่ออกจากตู้แช่มาแล้วจะหายเย็น หรือต้องคอยยุ่งยากในการคอยเดินไปมาในการเก็บไวน์ โดยถังไวน์ควรเป็นถังที่ทำจากสแตนเลสที่มีคุณภาพ สามารถใส่น้ำแข็งลงไปแล้วรักษาอุณหภูมิภายในถังได้เป็นอย่างดีด้วย

รู้แบบนี้แล้ว คุณก็หมดกังวลเมื่อต้องซื้อไวน์มาดื่มอีกต่อไป แค่เพียงมีสิ่งสำคัญสามอย่างนี้คุณก็สามารถเลือกซื้อไวน์ที่ชอบรสชาติที่ใช่มาไว้ลิ้มลองที่บ้านได้แล้ว

รู้จักกับโรงบ่มไวน์ สถานที่สำคัญในการผลิตไวน์คุณภาพ

                เมื่อพูดถึงโรงบ่มไวน์แล้ว หลายคนที่ไม่ใช่คอไวน์อาจจะไม่ค่อยคุ้นชินกับชื่อนี้มากนัก แต่จะคิดไปถึงสิ่งที่นำมาทำไวน์อย่างองุ่นเสียมากกว่า แต่จริง ๆ แล้วหัวใจหลักอีกอย่างของการผลิตไวน์คุณภาพในทั่วทุกมุมโลก ก็คือสถานที่ที่เรียกว่าโรงบ่มไวน์นี้นี้เอง

โรงบ่มไวน์คืออะไร

                โรงบ่มไวน์ก็คือสถานที่สำหรับผลิตไวน์และเก็บรักษาไวน์ ให้ได้ออกมาเป็นไวน์ที่มีคุณภาพและได้รสชาติตามที่ต้องการนั่นเอง โดยโรงบ่มไวน์ไม่ได้มีลักษณะเฉพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นแบบไหน ทำให้โรงบ่มไวน์แต่ละที่ต่างมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามแต่เอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัว เช่น โรงบ่มไวน์ขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่อาจจะมาจากพื้นที่ในการปลูกสร้างที่แตกต่างกัน หรือโรงบ่มไวน์ที่มีการก่อสร้างโดยใช้วัสดุที่แตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ แต่ละสภาพอากาศ เป็นต้น โดยทุกขั้นตอนในการผลิตไวน์นี้ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในโรงบ่มนี้ทั้งสิ้น ตั้งแต่การหมัก การใส่ส่วนผสมต่าง ๆ รวมไปถึงการเก็บรักษาไวน์จนกว่าจะถึงเวลาที่พร้อมนำมาบรรจุขวดด้วย เรียกได้ว่ากว่าจะได้ไวน์คุณภาพออกมาสักหนึ่งขวดก็ต้องอาศัยสถานที่ที่เรียกว่าโรงบ่มไวน์นี่เองที่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญ

ประเทศไทยเองก็มีโรงบ่มไวน์เหมือนกันนะ

                และหากพูดถึงการผลิตไวน์ในประเทศไทย หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าในบ้านเราก็มีโรงบ่มไวน์ที่มีคุณภาพอยู่เช่นเดียวกัน อย่างไร่องุ่นละโรงบ่มไวน์ที่ชื่อว่า GranMonte (กรานมอนเต้) ที่เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมาของเรานี่เอง ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ทั้งหมดกว่าร้อยไร่ และยังมีการปลูกองุ่นรวมถึงผลิตไวน์เป็นของตัวเองอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีอีกหลาย ๆ โรงบ่มอย่าง PB Valley Khao Yai Winery โรงบ่มไวน์คุณภาพอีกที่ในจังหวัดนครราชสีมา ที่มีการปลูกองุ่นถึง 500 ไร่ และยังเป็นโรงบ่มไวน์ที่เรียกว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนด้วย และที่ขาดไม่ได้คือ Monsoon Valley ไร่องุ่นและโรงบ่มไวน์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่เป็นแหล่งผลิตไวน์ชื่อดังที่ได้รับรางวัลระดับโลก อย่างไวน์มอนซูน แวลลีย์ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นไวน์แบรนด์ไทยที่มีรสชาติที่มีเอกลักษณ์และเป็นหนึ่งในไวน์ที่ได้รับความนิยมจากคอไวน์หลากหลายประเทศ

นอกจากนั้นแล้วยังมีโรงบ่มไวน์อีกหลาย ๆ ที่ที่ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสามารถผลิตไวน์ที่มีคุณภาพออกมาสู่ท้องตลาดได้หลากหลายประเภท ซึ่งจะเห็นว่าในแต่ละพื้นที่ในบ้านเราไม่ว่าจะเป็นภาคไหนก็สามารถปลูกองุ่นและผลิตไวน์ที่มีรสชาติที่ดีและมีคุณภาพออกมาได้ โดยหัวใจหลักก็คือการมีโรงบ่มไวน์ที่ดี มีลักษณะที่ถูกต้องมีมาตรฐานประกอบกับการมีขั้นตอนการผลิตที่ใส่ใจและมีวัตถุดิบที่มีคุณภาพร่วมด้วย เพียงเท่านี้ก็สามารถผลิตไวน์ได้อย่างหลากหลายและสร้างสรรค์รสชาติของไวน์ได้ตามที่ต้องการแล้ว

มือใหม่เริ่มดื่มไวน์ มาเช็คระดับแอลกอฮอล์ในไวน์กันเถอะ

เมื่อพูดถึงไวน์แล้วแน่นอนว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สุดหรูนี้ โดยเฉพาะคอไวน์ทั้งหลายที่อาจจะเคยดื่มไวน์มามากมายกลายประเภทแล้ว แต่สำหรับใครที่กำลังเริ่มดื่มไวน์หรือสนใจลิ้มลองเครื่องดื่มอันมีมนต์เสน่ห์นี้ แต่อาจจะกำลังสงสัยอยู่ว่าไวน์มีแอลกอฮอล์อยู่ในปริมาณเท่าใด และแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันหรือไม่ วันนี้เราจะพาไปเช็คกันว่าไวน์แต่ละประเภทมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ประมาณเท่าใด เพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวเองเหมาะสมกับการดื่มในปริมาณเท่าใดและเหมาะกับไวน์แบบไหนนั้นเอง ว่าแล้วก็ไปดูกันเลย

แอลกอฮอล์ที่อยู่ในไวน์จะเป็นแอลกอฮอล์ที่เกิดจากการหมักตามธรรมชาติ โดยไม่ได้ใส่สารเคมีหรือสารใด ๆ ลงไปให้เกิดปฏิกิริยา แต่จะเป็นการเกิดจากขั้นตอนการหมักองุ่นโดยใช้ยีสต์เป็นตัวทำให้น้ำตาลที่อยู่ในน้ำองุ่นเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์นั่นเอง โดยระดับแอลกอฮอล์ในไวน์ก็จะแตกต่างกันออกไปตามวิธีการหมักรวมถึงมีส่วนทำให้รสชาติของไวน์แตกต่างกันด้วย ซึ่งหากอยากรู้ก็สามารถดูได้จากบนฉลากของไวน์แต่ละขวดว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่เท่าไหร่บ้าง

  • ไวน์แดงและไวน์ขาว ไวน์ทั้งสองแบบนี้ถึงแม้ว่าจะมีกระบวนการหมักที่แตกต่างกันแต่ก็มีปริมาณแอลกอฮอล์ที่ใกล้เคียงกัน โดยจะอยู่ที่ประมาณ 9 – 15 % ซึ่งไวน์ทั้งสองแบบจะมีจุดเด่นด้านรสชาติที่แตกต่างกัน โดยไวน์แดงจะออกรสฝาดนำมักดื่มในอุณหภูมิห้อง ส่วนไวน์ขาวจะเป็นรสชาติแบบเปรี้ยวอมหวานนำมักดื่มตอนที่เย็นซึ่งจะให้ความรู้สึกที่สดชื่น และไวน์ขาวยังมีทั้งแบบหวานและไม่หวานด้วย
  • สปาร์คกลิ้งไวน์ หรือไวน์มีฟอง โดยทั่วไปจะมีระดับแอลกอฮอล์อยู่ที่ประมาณ 8 – 14 % แต่จะมีรสชาติที่หวานซาบซ่ากว่าไวน์แดงหรือไวน์ขาวปกติ เนื่องจากมีการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในขั้นตอนการหมักด้วย มักดื่มในอุณหภูมิที่เย็นถึงเย็นจัด และยังมีไวน์ที่เรียกว่าไวน์สีกุหลาบหรือไวน์โรเซ่ ที่มีลักษณะเป็นสีชมพูเนื่องจากการหมักองุ่นแดงพร้อมเปลือกในเวลาสั้น ๆ นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีไวน์ที่มีระดับแอลกอฮอล์สูงกว่านี้อีกด้วย ถึงประมาณ 22 % เลยทีเดียว การดื่มไวน์จึงมักเป็นการดื่มที่แตกต่างจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่น ๆ เพราะจะไม่ได้ดื่มอย่างรวดเร็วแต่จะเป็นการค่อย ๆ ดื่มเพื่อลิ้มรสและเพื่อเพิ่มสุนทรียภาพให้แก่มื้ออาหารให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ระดับแอลกอฮอล์ในไวน์อาจจะมากน้อยแตกต่างกันตามลักษณะของผลองุ่นที่นำมาหมักด้วย ยิ่งเป็นองุ่นสายพันธ์ที่มีรสหวานมาก ๆ ก็จะทำให้ยีสต์ที่ใส่เข้าไปในการหมักเมื่อเจอน้ำตาลจากน้ำองุ่นก็สามารถเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ได้มากขึ้นนั่นเอง รู้แบบนี้แล้วหากจะเลือกไวน์มาลิ้มลองสักขวดให้เหมาะกับตัวเองที่สุดก็อย่าลืมเช็คดูปริมาณแอลกอฮอล์ให้ดีด้วยนะ

Category : สาระน่ารู้

Tag : แอลกอฮอล์, หมักไวน์, ผลิตไวน์

https://bit.ly/2B6Uh3Z

คอไวน์ต้องรู้ มาดูปัจจัยที่มีผลต่อรสชาติของไวน์กันเถอะ

                เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมไวน์ประเภทเดียวกันที่ทำจากองุ่นเหมือนกันถึงมีรสชาติที่แตกต่างกันได้ บางครั้งเป็นไวน์ยี่ห้อเดียวกันด้วยซ้ำแต่ทำไมรสชาติกลับไม่เหมือนกัน นั่นก็เพราะว่ารสชาติของไวน์ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ด้วยนั่นเอง และหากคุณกำลังสงสัยว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่สามารถส่งผลต่อรสชาติของไวน์ได้ วันนี้เราจะพาคุณไปดูกัน

ปัจจัยที่สามารถสงผลต่อรสชาติของไวน์

  • สภาพอากาศและอุณหภูมิ เชื่อหรือไม่ว่าสภาพอากาศและอุณหภูมินั้นมีผลตั้งแต่ลักษณะขององุ่นที่นำมาทำไวน์เลยทีเดียว องุ่นที่ปลูกในเขตร้อนชื้นก็จะมีลักษณะสีและรสชาติที่แตกต่างกับองุ่นที่ปลูกในเขตหนาวหรือในที่ที่มีอุณหภูมิที่ต่ำ เพราะฉะนั้นการนำองุ่นที่ถูกปลูกจากพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันมาทำไวน์ก็จะทำให้ได้รสชาติไวน์ที่แตกต่างกันด้วย นอกจากนั้นอุณหภูมิยังส่งผลไปถึงขั้นตอนการผลิตไวน์ การบ่มไวน์ การเก็บรักษา จนถึงขณะดื่มอีกด้วย อย่างเช่น ไวน์แดงควรดื่มในอุณหภูมิห้องซึ่งจะให้รสชาติที่กลมกล่อมละมุนลิ้น ส่วนไวน์ขาวหรือสปาร์คกลิ้งไวน์ควรดื่มแบบเย็นเพราะจะใช้ความรู้สึกที่สดชื่นและได้รสชาติที่ลงตัวที่สุด เป็นต้น
  • อาหารที่ทานคู่กับไวน์ อาหารเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้รสชาติของไวน์มีความแตกต่างกันได้ หลายคนอาจจะคิดว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยชูรสชาติของอาหารให้ดีขึ้น แต่จริง ๆ แล้วอาหารเองก็สามารถทำให้ไวน์ที่ทานคู่กันมีรสชาติที่ดีขึ้นได้เช่นกัน หากอาหารที่ทานไม่เข้ากับไวน์ก็จะทำให้รสชาติของไวน์ที่ดื่มไม่ละมุนลิ้น หรืออาจทำให้รสชาติของไวน์ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็นได้
  • การเก็บรักษา เป็นอีกปัจจัยที่สามารถส่งผลถึงกลิ่นสีรวมถึงรสชาติของไวน์ได้ โดยการเก็บรักษาไวน์ควรเก็บให้เหมาะสมกับไวน์แต่ละประเภท ทั้งสถานที่ที่เก็บ อากาศ แสงสว่าง ความชื้น ระยะเวลาในการเก็บ อุณหภูมิในห้องที่เก็บ รวมไปถึงลักษณะการเก็บการจัดวางด้วย ซึ่งไวน์แต่ละประเภทอาจจะมีการเก็บที่แตกต่างกัน เช่นไวน์แดงอาจจะต้องเก็บในที่ที่มีอุณหภูมิสูงว่าไวน์ขาว หรือในตู้แช่ไวน์ก่อนนำมาดื่มก็ควรเป็นตู้ที่สามารถเก็บไวน์ได้อย่างเป็นระเบียบ สะดวกสบาย ไม่แออัด และมีความเย็นที่เหมาะสมและสม่ำเสมอด้วย นอกจากนั้นสถานที่เก็บไวน์ก็ควรเป็นสถานที่ที่มิดชิด ไม่มีแสงแดดหรือฝนสาดเข้ามาได้ ไม่มีกลิ่นข้างนอกเข้ามาปนเปื้อน เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้สีและรสชาติของไวน์เปลี่ยนไปได้

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเช่น การสั่นสะเทือนระหว่างเคลื่อนย้ายไวน์ หรืออากาศหลังจากเทไวน์ใส่แก้ว เป็นต้น ซึ่งต่างเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนรสชาติของไวน์ได้ทั้งนั้น นั้นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราถึงไม่ควรมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ หากอยากลิ้มลองไวน์ให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมและสร้างสุนทรียภาพในการดื่มที่ดีที่สุดนั่นเอง

Category: สาระน่ารู้

Tag : การเก็บรักษาไวน์, อุณหภูมิ, สภาพอากาศ

https://bit.ly/2EnVVlL

ดื่มไวน์ยังไงให้ได้ประโยชน์ รวมข้อดีของการดื่มไวน์ที่มีต่อสุขภาพ

                ถึงแม้ว่าไวน์จะถือเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ที่อาจจะถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มที่ใช้ในการดื่มในงานสังคม งานสังสรรค์หรือดื่มเพื่อช่วยให้รสชาติของอาหารดีขึ้นเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วไวน์ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเสียทีเดียว เพราะหากดื่มในปริมาณที่เหมาะสมและเลือกดื่มให้เหมาะกับตัวเองแล้ว ไวน์ก็สามารถช่วยส่งผลดีต่อร่างกายของเราได้เช่นเดียวกัน ดังจะเห็นจากงานวิจัยต่าง ๆ ที่พูดถึงประโยชน์ของการดื่มไวน์กันไว้บ้าง วันนี้เราจะมารวบรวมข้อดีต่าง ๆ ของไวน์ที่มีต่อสุขภาพไว้ให้ได้รู้กัน

ดื่มไวน์แล้วมีประโยชน์อย่างไร ?

                การดื่มไวน์ให้ได้ประโยชน์ต้องเป็นการดื่มในปริมาณที่เหมาะสม โดยควรดื่มประมาณวันละ 1 – 2 แก้วเท่านั้น เพราะหากเราดื่มมากเกินไปก็ย่อมทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพเราได้ เพราะอย่าลืมว่าอย่างไรแล้วไวน์ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ประกอบอยู่ โดยการดื่มไวน์ในปริมาณที่พอดีจะช่วยให้เรานอนหลับสบายขึ้นและนอนหลับได้นานขึ้น นอกจากนั้นในงานวิจัยที่ผ่านมายังพบว่าการดื่มไวน์ช่วยลดอาการเป็นหวัดของคนเราได้อีกด้วย โดยเฉพาะไวน์แดงที่มีสารป้องกันอนุมูลอิสระที่ได้จากกระบวนการบ่มไวน์ เพราะไวน์แดงนั้นเกิดจากการหมักองุ่นโดยใส่เปลือกองุ่นลงไปด้วยซึ่งในเปลือกองุ่นนั้นมีสารที่เรียกว่าทำ anthocyanin ซึ่งมักพบในผลไม้ประเภทองุ่น ทับทิม ราสเบอร์รี่ หรือผลไม้เปรี้ยวต่าง ๆ โดยถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญที่ช่วยป้องกันหวัดได้เป็นอย่างดี และยังช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด ช่วยป้องกันภาวะเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ เนื่องจากมีสารที่ชื่อว่า Flavonoid ที่ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้ และการดื่มไวน์ยังช่วยป้องกันอาการเลือดออกตามไรฟัน ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม และโรคโลหิตจางอีกด้วย

นอกจากนั้นการดื่มไวน์ควบคู่กับมื้ออาหารยังช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะไวน์ขาวที่เมื่อทานคู่กับอาหารทะเลนอกจากจะช่วยดับความคาวของอาหารแล้ว ยังช่วยขจัดพิษจากอาหารทะเลและเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกายของเราอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกหากผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพจะเลือกที่จะดื่มไวน์แทนการเลือกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นมากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยทำให้มื้ออาหารนั้นกลมกล่อมมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการช่วยดูแลสุขภาพไปในตัว แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าการดื่มที่ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพจริง ๆ ต้องเป็นการดื่มในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งทั้งนี้ก็ต้องอยู่ที่สภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย เช่น บางคนอาจจะสามารถดื่มได้แค่เพียงเล็กน้อยไม่เกิน 1 แก้ว หรือบางคนอาจจะสามารถดื่มได้มากกว่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการดื่มอย่างมีสติและไม่มากเกินที่ร่างกายของตัวเองจะรับได้นั่นเอง