สาระน่ารู้ กับขั้นตอนการผลิตไวน์เบื้องต้น

ไวน์ถือเป็นอีกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผู้นิยมดื่มกันมาก เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่มีหลากหลายแบบ หลายหลายรสชาติให้ได้เลือกลิ้มลอง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอรรถรสและบรรยากาศในมื้ออาหารให้ดีขึ้นอีกด้วย บางท่านที่เป็นนักดื่มไวน์ตัวยงก็คงจะทราบถึงขั้นตอนการผลิตไวน์กันมาบ้าง แต่สำหรับหลายท่านที่เพิ่มเริ่มลองดื่มไวน์ หรือกำลังหลงใหลในรสชาติของไวน์แบบต่าง ๆ อยู่ อาจจะไม่รู้ว่าการผลิตไวน์ในแต่ละครั้งนั้น มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง วันนี้เราจึงจะพาไปรู้จักกับขั้นตอนการผลิตไวน์เบื้องต้นกัน

ขั้นตอนการผลิตไวน์

  • ส่วนผสมหลักในการทำไวน์ก็คือผลไม้สดที่มีรสเปรี้ยว หรือที่นิยมใช้มากที่สุดและเป็นที่รู้จักก็คือองุ่น ซึ่งไวน์แต่ละชนิดก็จะมีการเลือกใช้องุ่นที่มีสายพันธุ์ที่แตกต่างกันไป ขั้นตอนแรกเราจะเลือกองุ่นสายพันธุ์ที่ต้องการและนำองุ่นสดนั้นมาทำล้างให้สะอาดที่สุด
  • นำองุ่นที่ทำความสะอาดแล้วนั้นมาบดขยี้ หรือคั้นจนได้เป็นน้ำองุ่นออกมา
  • ในการทำไวน์สิ่งที่ขาดไม่ได้คือยีสต์ ซึ่งการใช้ยีสต์ในการทำไวน์จะแตกต่างกับการใช้ยีสต์ในการผลิตขนมปัง และยีสต์แต่ละประเภทก็จะให้รสชาติที่แต่งต่างกันไป เพราะฉะนั้นในการเลือกยีสต์เพื่อนำมาผลิตไวน์ควรจะเป็นยีสต์ชนิดที่เหมาะสมที่สุด โดยเดี๋ยวนี้จะมีหัวเชื้อยีสต์เพื่อใช้ในสำหรับในการหมักไวน์โดยเฉพาะ เราจะใส่ยีสต์ลงไปผสมกับน้ำองุ่นที่ได้เพื่อทำการหมัก ยีสต์จะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนน้ำองุ่นจากน้ำตาลธรรมชาติให้เป็นแอลกอฮอล์
  • เวลาที่ใช้ในการหมักไวน์แต่ละประเภทจะแตกต่างต่างกันไป โดยในการหมักเราจะหมักในอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสม โดยส่วนมากจะหมักตั้งแต่อาทิตย์หนึ่งไปจนถึงหนึ่งเดือนแล้วแต่ชนิดของผลไม้ ปริมาณน้ำหมัก และรสชาติที่ต้องการ โดยจะหมักในถังไม้โอ๊คหรือถังสแตนเลสที่มิดชิด
  • หลังจากที่หมักไวน์ได้ครบตามเวลาที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็ต้องกรองเอาน้ำไวน์ออกมาจากตะกอนต่าง ๆ โดนจะมีตะกอนที่ตกลงไปก้นถังซึ่งก็คือยีสต์ที่ตายแล้วนั่นเอง ซึ่งเราจะต้องกรองจนกว่าเราจะได้ไวน์ที่มีความใสที่สุด ไม่มีตะกอนเจือปนในน้ำไวน์
  • เมื่อหมักไวน์ได้ครบกำหนดตามที่ต้องการแล้ว ก็สามารถนำมาบรรจุในขวดได้ตามต้องการ เพื่อเก็บไว้เตรียมพร้อมสำหรับการดื่ม

                เมื่อเราบรรจุไวน์ลงไปในขวดแล้ว หลังจากนั้นเราสามารถเก็บรักษาไวน์ได้เป็นเวลานาน โดยควรเก็บในอุณหภูมิและสถานที่ที่เหมาะสม เพราะการเก็บไวน์มีผลต่อรสชาติของไวน์ได้ การเก็บไวน์ที่ดีจะช่วยบ่มไวน์ให้ได้รสชาติที่ดีขึ้น ซึ่งระยะเวลาในการเก็บก็จะอยู่ที่ชนิดของไวน์และส่วนผสมของผลไม้ในไวน์ด้วย โดยไวน์บางชนิดสามารถเก็บได้นานถึง 10 ปีเลยทีเดียว

 

จิบไวน์โพรวองซ์ ท่องทุ่งลาเวนเดอร์


พอเอ่ยชื่อโพรวองซ์ กลิ่นดอกลาเวนเดอร์จะลอยมาแตะจมูก หากหลับตานึกต่อก็จะเห็นทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงยาวสุดสายตา โพรวองซ์คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางลำดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะในฤดูร้อนโพรวองซ์ จะคึกคักเป็นพิเศษ ว่ากันว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากทุ่งดอกลาเวนเดอร์แล้ว โพรวองซ์มีไวน์ดีจนต้องตามไปดูชิมให้ถึงถิ่นเลยทีเดียว 

แคว้นโพรวองซ์

แคว้นโพรวองซ์อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสติดกับอิตาลี ดินแดนที่มีธรรมชาติงดงามมีความหลากหลายทางภูมิประเทศ ทั้งภูเขา สายน้ำ ทะเล ความหลากหลายและอากาศที่เอื้ออำนวยนี่เอง ที่ทำให้ที่นี่มีทั้งทุ่งดอกไม้ และไร่องุ่น ช่วงเดือน มิถุนายน-กรกฎาคม ทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงจะบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมกำจร ผู้คนต่างแห่มาชม มาดมดอกไม้

หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วไปริมชายฝั่งทะเลเมอดิเตอร์เรเนียน ที่เรียกว่า “เฟรนช์ ริเวียร่า” (French Riviera) ล้วนทาสีคล้ายกัน โดยใช้สีส้มแดงหรือเหลืองอ่อน ที่เรียกว่าสีออคเกอร์ (ocher) ทำให้บรรยากาศดูน่ารัก อบอุ่น และน่าอยู่

โพรวองซ์ไม่ได้มีแต่เพียงภูมิประเทศเท่านั้นที่งดงาม แต่ยังมีอารยธรรมเก่าแก่ในยุคโรมันให้เห็น แถบนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในอดีตที่ได้ขยายอำนาจไปทั่วยุโรป

ความงามของโพรวองซ์นั้นทำให้มีจิตกรชื่อดังมาปักหลักอาศัยอยู่หลายคน เช่น แวนโก๊ะห์ ชาวเนเธอร์แลนด์, เซซานน์ ชาวฝรั่งเศส และ ปีกัสโซ ชาวสเปน จิตกรเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติรอบตัว จนสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างงดงาม ซึ่งผลงานเหล่านั้นมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจนถึงปัจจุบัน

ไร่องุ่น และไวน์โพรวองซ์

                จากความหลากหลายของสภาพภูมิประเทศ อากาศที่นี่จึงเหมาะแก่การปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ นอกจากนี้สภาพดินที่นี่ก็แตกต่างกันทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในแหล่งปลูกองุ่นที่สามารถปลูกได้หลากหลายพันธุ์ โดยเฉพาะในบริเวณProvence-Alpes-Côte d’Azur หรือกลุ่มเมืองบนเนินเขาที่เชื่อมระหว่างเทือกเขาแอลป์และทะเลเมอดิเตอร์เรเนียน โดยมีแม่น้ำโรห์นไหลผ่าน

ไร่องุ่นที่นี่นั้นว่ากันว่าปลูกมาช้านานกว่า 2,300 ปีเลยทีเดียว เป็นไวน์ในยุคเก่าของยุโรปที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น หลายสมัย รวมทั้งที่ขายต่อเปลี่ยนมือเปลี่ยนเจ้าของ ถ้าสังเกตจะพบว่ามีไวน์จากชาโตว์ (Chateau) หรือปราสาท มากมายหลายยี่ห้อ

องุ่นที่ปลูกในโพรวองซ์มีทั้งองุ่นแดงและองุ่นขาว องุ่นจากถิ่นนี้เช่น ชิรัซ (Shiraz), กาบาร์เน โซวิญง (Cabernet Sauvignon), การิงาน (Carignan), มัวเวเดร (Mourvedre) ฯลฯ

ลักษณะเฉพาะของไวน์โพรวองซ์นั้นเป็นไวน์ที่หมักบ่มไม่นาน สด และมีรสชาติผลไม้ ซึ่งเหมาะกับการดื่มควบคู่อาหารพวกปิ้งย่าง ไวน์แดงคุณภาพดี ๆ ของโพรวองซ์สามารถเก็บไว้ได้นานหลายปี ไวน์แดงที่มีอายุหลายปี หากนำมาดื่มคู่กับชีสนิ่ม ๆ ของฝรั่งเศสจะเข้ากันได้ดีที่สุด สีของไวน์โพรวองซ์จะมีสีชมพูเรื่อ ๆ มีกลิ่นหอม และรสชาติฉ่ำในปาก

ไวน์สีกุหลาบเหมาะแก่การดื่มในช่วงหน้าร้อน จะนั่งจิบที่ระเบียงชมวิวทะเล หรือนำไปจิบชมทุ่งลาเวนเดอร์ก็ได้ อาจได้บรรยากาศแสนโรแมนติก ไวน์สีกุหลาบฉ่ำในปาก ส่วนสีม่วงของลาเวนเดอร์ก็ฉ่ำในตา แถมด้วยกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ก็ฉ่ำในจมูก

หากจะไปเยี่ยมชมไร่องุ่น ชมโรงบ่มไวน์ และชิมไวน์ในโพรวองซ์ ขอแนะนำให้จองล่วงหน้า ก่อนการเดินทางจะดีที่สุด เพราะที่นี่มีดีที่ใคร ๆ ก็อยากไป

 

เรียนรู้เรื่องไวน์ฉบับเร่งรัด ก่อนตัดสินใจซื้อไวน์สักขวด

ในขณะที่มีคนมากมายนิยมดื่มไวน์ แต่กลับไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับไวน์เท่าไหร่นัก ประเภท “ดื่มได้” แต่เลือก “ไม่เป็น” เมื่อไปยืนอยู่ในแผนกไวน์ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็อาจทำให้รู้สึกมึนงงสงสัย การที่เรามีความรู้เรื่องไวน์บ้าง ก็จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกซื้อไวน์ได้ง่ายขึ้น

ข้อแนะนำในการเลือกไวน์

หากไม่มั่นใจว่าไวน์ประเภทไหนดื่มกับอะไร และไวน์แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร ลองศึกษาข้อแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้เป็นตัวช่วย ผู้ที่ชำนาญเรื่องไวน์ หรือกูรูไวน์มักจะแนะนำไวน์ที่แตกต่าง โดดเด่น นั่นอาจนำมาซึ่งราคาที่สูงลิ่ว ข้อควรจำก็คือ ไม่มีใครที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับไวน์ ตัวเลือกและรสนิยมเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเอง คุณอาจจะนิยมชมชอบไวน์ประเภทที่กูรูไวน์ส่ายหัว หรือผู้ชำนาญไวน์เกลียดนักหนา

เปลี่ยนแปลงความคิด เปิดใจทดลองสิ่งใหม่ ๆ สนุกกับการหาประสบการณ์รอบตัวในโลกของไวน์ แล้วคุณจะไม่รู้สึกเสียดายเวลาที่ได้ทำเช่นนั้น

จำไว้ว่าสีของไวน์ไม่ได้เหมือนสีขององุ่นที่ผลิตไวน์ออกมา สีของไวน์จะแตกต่างไปตามกรรมวิธีการหมักบ่ม และผิวขององุ่นก็จะทำให้เกิดสีต่าง ๆ ที่เห็นเป็นเอกลักษณ์ในขั้นตอนสุดท้ายของการผลิต

เลือกแก้วไวน์ที่ถูกต้องในการทดลองดื่ม หรือในการเสิร์ฟไวน์ แก้วไวน์ที่ปากแคบ ก้านยาว ทรงกลม จะทำให้เรามองเห็นสีสันของไวน์ และเมื่อต้องแกว่งแก้วก็สามารถทำได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการใช้แก้วที่ใหญ่และจุมากเกินไป

หากอยากทดลองดื่มไวน์ราคาแพงควรสั่งไวน์ หรือซื้อไวน์จากแหล่งไวน์ที่มีอากาศอบอุ่น หรือเขตร้อน ไม่มีใครตั้งกฎเกณฑ์ว่าไวน์ควรซื้อจากที่ไหน แต่โดยทั่วไปไวน์จากถิ่นที่มีอากาศอบอุ่น หรืออากาศร้อนจะมีรสชาติดี และเป็นไวน์ที่มีเสน่ห์มากกว่าแหล่งอื่น เมื่อเลือกซื้อครั้งแรกอาจทดลองไวน์จากฝรั่งเศส แคลิฟอร์เนีย หรือไวน์ท้องถิ่นจากออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจให้คุณได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการตัดสินใจซื้อไวน์ที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น การซื้อไวน์ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ไวน์ดังกล่าวสามารถคาดหวังได้ว่าจะได้ไวน์ที่ถูกใจคุณ และอาจจะถูกใจแขกของคุณด้วย

ซอสราดเนื้อดี ๆ ไวน์แดงช่วยได้ หากอาหารมื้อนั้นเป็นเมนูเนื้อ การทำซอสให้อร่อยเพียงเติมไวน์แดง และเนยลงไปเป็นส่วนผสมของซอส ตั้งไฟให้ร้อนจนแอลกอฮอล์ระเหยออกหมด คุณก็จะได้ซอสราดเนื้อที่แสนอร่อย

อย่าให้รสนิยมการดื่มไวน์ของคนอื่นมีอิทธิพลเหนือรสนิยมการดื่มไวน์ของคุณ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะได้เลือกสิ่งที่แตกต่าง และตัดสินใจว่ารักชอบไวน์ชนิดใด แต่ละคนล้วนมีรสนิยมเฉพาะส่วนตัว ไวน์ชนิดเดียวกันอาจจะรู้สึกแตกต่างกัน อย่าทึกทักเอาเองว่าการดื่มไวน์ที่แนะนำจากผู้ชำนาญเรื่องไวน์ จะทำให้คุณดูเป็นผู้ที่มีรสนิยมดีขึ้นมาได้

อ่านศึกษาหาความรู้เรื่องไวน์เท่าที่คุณจะสามารถทำได้ ไม่เพียงแต่ตำราไวน์ แต่ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต บล็อก หรืออื่น ๆ ล้วนเป็นแหล่งข้อมูลที่ดี มีไวน์ใหม่ ๆ ออกสู่ท้องตลาดทุกวัน นั่นจะเป็นตัวช่วยที่ดี ที่ทำให้คุณค้นพบไวน์ที่มีคุณภาพ มีคุณค่า และคุณรื่นรมย์กับการดื่มไวน์ได้เป็นอย่างดี

ควรดื่มไวน์ในอุณหภูมิที่เหมาะสมตามที่แนะนำไว้บนฉลาก เพื่อช่วยให้รสชาติของไวน์คงเดิม ไวน์แดงควรดื่มที่อุณหภูมิประมาณ 14-15 องศาเซลเซียส ส่วนไวน์ขาวควรดื่มที่อุณหภูมิประมาณ 8 องศาเซลเซียส เพราะไวน์ขาวที่อุ่นเกินไปรสชาติจะไม่ชวนดื่ม

เมื่อเดินเข้าร้านไวน์คราวต่อไป อย่าลืมนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกไวน์ เพราะถ้าสุ่ม ๆ เลือกไวน์มาสักขวด หากโชคดีก็อาจได้ไวน์ที่พอจะดื่มได้ หากโชคร้ายก็อาจจะถึงขั้นอยากเทไวน์ทิ้งเลยทีเดียว นอกจากเสียดายเงินค่าไวน์ แล้ว ยังเจ็บใจอีกต่างหาก

Category : สาระน่ารู้

Tag :  เรียนรู้เรื่องไวน์, การเลือกไวน์,  ซื้อไวน์

เครดิตภาพ : https://pixabay.com/de/wein-weingarten-flaschen-weingut-853109/

ดื่มไวน์คู่อาหาร & จิบไวน์แกล้มชีส คู่หูที่ลงตัว

การรับประทานไวน์คู่กับอาหาร เป็นการเพิ่มรสชาติอาหารในมื้อนั้น ๆ ให้ดียิ่งขึ้นไป ชาวยุโรป หรือในประเทศที่นิยมดื่มไวน์ จึงจับคู่ไวน์ตามรสชาติของไวน์แต่ละชนิด เข้าคู่กับอาหารที่รับประทานเช่น อาหารรสจัด อาหารทะเล อาหารประเภทเนื้อ อาหารจานผัก ฯลฯ นอกจากไวน์ดื่มคู่กับอาหารแล้ว หลายท้องถิ่นยังนิยมจิบไวน์แกล้มชีสอีกด้วย

จับไวน์เข้าคู่กับอาหาร

                แม้ว่ารสนิยมในการดื่มไวน์จะเป็นเรื่องส่วนบุคคล หลายคนอาจจะทดลองดื่มไวน์หลากหลายชนิด คู่กับอาหารประเภทต่าง ๆ จนค้นพบรสชาติที่ถูกใจตนเอง และทำรายการไวน์คู่กับอาหารไว้ประจำตัว แต่ก็มีข้อพึงจำว่า ไม่ใช่ว่าไวน์แดง หรือไวน์ขาวทุกชนิดจะเหมาะกับอาหารจานเดียวกันนั้น และสำหรับผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าอาหารที่เรารับประทานควรเลือกไวน์ประเภทใด ก็อาจจะยึดตามหลักการง่าย ๆ โดยแยกจากประเภทของไวน์ดังนี้

  • ไวน์ชาร์ดอเน (Chardonnay) ที่ไม่ได้หมักในถังไม้โอ๊ก ควรดื่มกับอาหารประเภทพาสต้า ซีฟู้ด หรืออาหารที่ไม่หนักท้องมาก ส่วนไวน์ชาดอนเนที่หมักในถังไม้โอ๊กรสชาติจะเข้มข้นกว่า อาจจะรับประทานกับอาหารมื้อที่หนักท้องมากกว่า เช่น ปลา พาสต้าซอสครีมทั้งหลาย
  • โซวีญงบล็อง (Sauvignon Blanc) ดื่มคู่กับอาหารจานเนื้อขาว ๆ เช่น ปลาที่ปรุงด้วยสมุนไพร หรือชีสแพะ
  • ปีโนกรีโจ (Pinot Grigio) ดื่มคู่กับอาหารจานผัก จานหอย สลัดซีฟู้ด
  • ไวน์สีกุหลาบ หรือโรเซ่ (Rosé) ดื่มคู่กับ อาหารประเภทซีฟู้ด หอย ฮอทด็อก เบอร์เกอร์ ซึ่งถือว่าไวน์โรเซ่นั้นสามารถดื่มได้กับอาหารหลายประเภท ขึ้นอยู่กับรสชาติจากการหมัก ว่าโรเซ่ชนิดนั้นหลงเหลือน้ำตาลจากกระบวนการหมักบ่มอยู่มากน้อยแค่ไหน ซึ่งมีตั้งแต่รสหวาน ไปจนถึงดราย (Dryไม่มีรสหวาน)
  • ปีโนนัวร์ (Pinot Noir) ไวน์ชนิดนี้จะคล้าย ๆ ไวน์กุหลาบ สามารถดื่มคู่กับอาหารได้หลายประเภท ลองกับอาหารจานปลา ประเภทปลาแซลมอน ไก่อบเห็ดและซอสครีม เป็นต้น
  • แมร์โล (Merlot) ดื่มคู่กับพิซซ่า พาสต้าซอสมะเขือเทศ หรือพอร์คช็อป
  • กาแบร์เน-โซวีญง (Cabernet Sauvignon) ดื่มคู่กับเนื้อแกะ สเต็ก เบอร์เกอร์
  • เกเวือร์ซทรามีเนอร์ (Gewürztraminer) นิยมดื่มคู่กับอาหารรสชาติจัดจ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในไวน์ที่เข้าคู่กันดีกับอาหารไทยของเรา

ไวน์กับชีส Yes Please!

การดื่มไวน์แกล้มชีสหลังมื้ออาหาร หรือเป็นของว่าง เป็นที่นิยมในสังคมตะวันตก ตามอาหาร หรือร้านไวน์ทั่ว ๆ ไปจะมีเมนูพิเศษไวน์แกล้มชีส ชีสมีหลากหลายประเภทเช่นเดียวกับไวน์ จึงมีการจับคู่ที่เหมาะสมและส่งเสริมรสชาติกันและกันเช่นเดียวกับไวน์และอาหาร เช่น ไวน์แมร์โลจิบแกล้มชีสแข็งเกาด้า (Gauda), ชาร์ดอเน จิบคู่กับชีสนิ่ม ๆ อย่างบรี (Brie), กีอันติ จิบคู่กับชีสแข็งพาร์เมซาน (Pamesan) , ไวน์รีสลิ่ง จิบคู่กับชีสอ่อนเบลอ (Blue), ปินัวร์ กริจิโอ จิบคู่ชีสอ่อนริคอสต้า (Ricotta), โซวีญงบล็อง จิบคู่กับชีสแข็งกรูว์แยร์ (Gruyère) , ชีสอ่อนมอสซเรลลา (Mossrella) , กาแบร์เน-โซวีญง จิบคู่กับชีสเชดด้า (Cheddar) เป็นต้น

ในสังคมยุโรปวัฒนธรรมการดื่มไวน์คู่กับอาหาร และชีสนั้นมีมาช้านาน นอกเหนือจากที่กล่าวถึงยังมีไวน์ อาหาร และชีส อีกหลายประเภทที่นิยมดื่ม และรับประทานคู่กัน รสนิยมของคนไทยเราอาจจะแตกต่างออกไป แต่หากลองเปลี่ยนจากการจิบไวน์เพียว ๆ โดยไม่ต้องมีอะไรแกล้ม มาเป็นจิบไวน์คู่กับอาหารไทย หรือลองไวน์กับชีสแปลก ๆ ดูบ้างก็จะทำให้เราได้รู้จักรสชาติที่แตกต่างออกไปจากที่เราคุ้นเคย

 

มาหัดพูดจาภาษาไวน์ กันเถอะ

เรื่องของไวน์มีหลากหลายที่ควรรู้ ผู้ที่นิยมดื่มไวน์เมื่อเอ่ยถึงไวน์ จะมีภาษาไวน์ที่สื่อสารให้เข้าใจได้ตรงกัน ไม่ใช่เพียงการพูดเพื่ออวดภูมิรู้ หรือพูดเท่ ๆ แต่ภาษาไวน์ในที่นี้ หมายถึงเป็นคำเฉพาะที่อธิบายถึงไวน์ขวดนั้น ๆ อาจจะหมายถึงบุคลิกของไวน์ รสชาติของไวน์ หรือส่วนผสมของไวน์ ซึ่งช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น รวมทั้งสามารถบอกได้ว่าคุณชอบหรือไม่ชอบไวน์ขวดนั้นเพราะอะไร

รู้จักภาษาไวน์

  • Acidity หมายถึงกรดในไวน์ ซึ่งเกิดจากกระบวนการหมักบ่ม ที่ทำให้ไวน์ชนิดนั้นมีรสชาติที่มีชีวิตชีวา หรือรสชาติเข้มข้น
  • Aftertaste หมายถึงรสชาติของไวน์ที่เหลือติดลิ้น ติดปากหลังการดื่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของไวน์ว่า ไวน์ชนิดนั้นไปสัมผัสส่วนใดของลิ้น และทิ้งรสชาติแบบใดไว้ในปากเรา
  • Aroma หมายถึงกลิ่นของไวน์
  • Balance หมายถึงไวน์ที่มีส่วนผสมลงตัว จากการนำส่วนประกอบที่แตกต่างของไวน์ต่างชนิดมารวมกัน
  • Blend หมายถึงการนำองุ่นต่างชนิดมาผสมกัน เพื่อผลิตไวน์ให้ได้รสชาติที่ซับซ้อนขึ้น
  • Bouquet หมายถึงกลิ่นของไวน์ที่มาจากระยะเวลาในกระบวนการหมักบ่ม
  • Corked หมายถึงไวน์ที่มีกลิ่นและรสชาติของไม้ก๊อก ไวน์ขวดนั้นยังสามารถดื่มได้ไม่ได้มีพิษแต่อย่างใด แต่ไวน์จะเสียรสชาติจนไม่น่าดื่ม
  • Crisp หมายถึงไวน์ที่มีรสชาติกระชุ่มกระชวยจากกรดในไวน์ โดยเฉพาะในไวน์ขาว
  • Dry ดรายไวน์ คือไวน์ที่หมักจนไม่เหลือความหวานของน้ำตาล ส่วนSemi-Dry คือไวน์ที่ยังหลงเหลือรสหวานอยู่บ้าง
  • Floral หมายถึงไวน์ที่มีกลิ่นและรสชาติของดอกไม้ พบได้ในไวน์ขาวทั่ว ๆ ไป
  • Fruity หมายถึงไวน์ที่รสชาติและกลิ่นของผลไม้ เช่น ราสเบอร์รี่ เชอร์รี่ ฯลฯ
  • Legs หมายถึงไวน์ที่ติดขอบแก้วเมื่อแกว่งแก้วทดลองไวน์ หากมีไวน์ข้างแก้วไหลลงก้นแก้วเยอะ แสดงว่าไวน์นั้นมีแอลกอฮอล์สูง
  • New World หมายถึงพื้นที่ผลิตไวน์ที่ไม่ใช่พื้นที่ดั้งเดิม เช่น อเมริกา ชิลี ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ นิวซีแลนด์ เป็นต้น
  • Old World หมายถึงพื้นที่ผลิตไวน์ตั้งแต่ดั้งเดิม เช่นในยุโรป และ อเมริกาเหนือ
  • Oxidised หมายถึงไวน์ที่ทำปฏิกิริยากับอากาศ ทำให้สีและรสชาติของไวน์เปลี่ยนไป จึงควรอ่านข้อแนะนำในการจัดเก็บไวน์ให้ถูกต้อง
  •  Palate หมายถึงไวน์จะให้รสชาติแตกต่างกัน เมื่อไวน์สัมผัสส่วนที่แตกต่างของลิ้น เช่น โคนลิ้น ปลายลิ้น กระพุ้งปาก เป็นต้น
  • Soft หมายถึงไวน์ที่ยังมีปริมาณน้ำตาลอยู่มาก ซึ่งจะมีชั้นของกรดและสารแทนนิน ที่เป็นตัวกำหนดรสชาติความเข้มและความหยาบของไวน์
  • Tannins แทนนินเป็นสารที่พบในเมล็ดองุ่น ในกระบวนการบดทับองุ่นสารแทนนินจะดูดซึมน้ำองุ่น ทำให้ไวน์มีน้ำตาลน้อย
  • Terroir หมายถึงความคาดหวังตามสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่น สภาพภูมิประเทศ และสภาพของดิน ซึ่งมีผลต่อรสชาติของไวน์นั้น ๆ

นอกเหลือจากคำที่กล่าวมายังมีคำต่าง ๆ อีกหลายคำ เมื่อเราไปเลือกซื้อไวน์ในร้านไวน์ อาจจะได้ยินคำเหล่านี้จากผู้ที่แนะนำไวน์ให้เรา หากเราพอจะรู้คำศัพท์ของไวน์บ้าง ก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าเขากำลังหมายถึงอะไร ยิ่งถ้าเราใช้ภาษาไวน์ตั้งคำถามหรือตอบกลับก็อาจจะทำให้คนฟังรู้สึกได้ว่า เรานั้นเป็นผู้พอจะมีภูมิรู้อยู่บ้าง และสามารถพูดจาภาษาเดียวกันได้

 

9 ข้อในการเลือกไวน์ดี และ 9 ข้อในการหลีกเลี่ยงไวน์แย่

ผู้คนทั่วโลกต่างนิยมดื่มไวน์กันมากขึ้น มีทั้งที่เชื่อว่าดื่มแล้วดีต่อสุขภาพ และดื่มเพื่อเข้าสังคม หรือดื่มเพื่อเพิ่มรสชาติอาหาร เมื่อไวน์เป็นที่นิยมดื่มกันมากขึ้นการผลิตไวน์ก็มีมากขึ้น มีไวน์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดไวน์มากมาย กระบวนการผลิตจึงมีทั้งที่ได้คุณภาพและไม่ได้คุณภาพ แล้วเราจะรู้หรือแยกแยะไวน์ได้อย่างไร มาลองดูตัวช่วย 9 ข้อในการเลือกไวน์กัน

9 ข้อแนะนำในการเลือกและสังเกตไวน์ดี

  1. ลักษณะที่สังเกตเห็นด้วยตา หยิบขวดมาสังเกตดูว่าสีไวน์เป็นอย่างไร ไวน์ที่ดีควรมีสีใส ไม่มีตะกอนตกค้าง
  2. แอลกอฮอล์ในไวน์ที่ดีมีระดับ หากแกว่งแก้ว หยดไวน์จากขอบแก้วที่ไหลลงแก้วจะใสไม่ขุ่นมัว
  3. รสชาติของผลไม้ และความเปรี้ยวจากการหมักบ่มต้องมีความกลมกลืนกัน
  4. สีสัน สีของไวน์ขาวควรมีสีเหลืองทองไปจนถึงสีอำพัน ส่วนไวน์แดงควรมีสีทับทิม ไปจนถึงสีของสตรอว์เบอร์รี
  5. ปริมาณแอลกอฮอล์ ในไวน์แดงที่ดีมีคุณภาพจะมีปริมาณไม่ต่ำกว่า 12%
  6. สิ่งที่ตกค้างในปากหลังการดื่ม ไวน์ที่ดีเมื่อดื่มจะสัมผัสได้ถึงรสชาติกลมกลืนที่ติดลิ้น ไวน์แดงรสชาตินั้นจะอยู่นานกว่าไวน์ขาว
  7. การเก็บรักษา เมื่อเปิดขวดและดื่มไม่หมดในคราวเดียว ทั้งไวน์แดงและไวน์ขาวควรเก็บในตู้เย็น และควรเก็บไว้ไม่เกิน 4-5 วัน
  8. การดื่มไวน์จากแก้วไวน์ทรงกลมปากแคบ จะช่วยกระจายรสชาติของไวน์แท้ ๆ ไปทั่วลิ้น และช่วยลดรสเปรี้ยวในไวน์
  9. ราคาของไวน์ต่อขวดไม่ใช่ตัวตัดสินว่าไวน์นั้นดีมีคุณภาพ ไวน์ดีและไวน์มีคุณภาพเป็นรสนิยมส่วนบุคคล

9 ข้อแนะนำในการหลีกเลี่ยงไวน์แย่

  1. หากเปิดขวดไวน์ หรือดมกลิ่นไวน์ แล้วได้กลิ่นกำมะถัน กลิ่นเปรี้ยวหรือกลิ่นเหมือนไข่เน่า ควรหลีกเลี่ยงไวน์ชนิดนั้น
  1. อายุของไวน์ไม่ได้การันตีว่าไวน์นั้นจะดี ไวน์บางชนิดยิ่งเก็บนานรสชาติยิ่งแย่ มีไวน์ถึง 90 % ที่ควรดื่มในระหว่าง 3-5 ปี
  2. ฟองในไวน์ ฟองเล็ก ๆ ในไวน์บ่งบอกถึงการหมักบ่มที่ไม่ได้มาตรฐาน ยกเว้นไวน์ประเภทสปาร์คกลิ้งไวน์ (Sparkling Wine) ซึ่งเป็นไวน์ที่มีฟอง
  3. ตะกอนก้นขวด มีไวน์บางชนิดที่ได้รับการยกเว้น และมีเกล็ดตะกอนจากองุ่น แต่ไวน์โดยทั่วไปไม่ควรมีความขุ่น
  4. เมื่อเปิดขวดรินไวน์ ไม่ควรมีเศษโลหะจากฝาขวดตกค้างอยู่ในไวน์
  5. ฉลากบนขวดไวน์ ต้องระบุปีที่ผลิตไวน์ แหล่งที่มา และพันธ์ุองุ่น
  6. สารแทนนินในไวน์มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่หากดื่มแล้วมีรสขมนั่นแสดงว่าเกิดจากการหมักองุ่นโดยที่องุ่นยังไม่สุกดี
  7. ไวน์มีรสชาติไม้ก๊อก เกิดจากปากขวดไวน์ที่ปิดไม่สนิท ขวดไวน์มีอุณหภูมิที่สูงเกินไป
  8. ไวน์ที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี ไม่ควรมีความขุ่นมัว หากพบว่าไวน์อายุน้อย ๆ มีความขุ่นมัวก็ควรหลีกเลี่ยง

9 ข้อที่นำเสนอไปเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ที่ช่วยแยกแยะไวน์แบบคร่าว ๆ ซึ่งเป็นตัวช่วยสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มหัดดื่ม หัดศึกษา เมื่อตั้งใจจะดื่มไวน์ การเรียนรู้เรื่องไวน์นั้นเป็นเรื่องจำเป็น เรื่องของไวน์ และโลกของไวน์ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย และรายละเอียดอีกมากมายให้ศึกษา การสั่งสมประสบการณ์จะทำให้เรารู้จักไวน์มากขึ้น เสน่ห์ของไวน์จึงยังชวนหลงใหลอยู่เสมอ อ่านบทความนี้แล้วลองไปซื้อไวน์สักขวด มาลองจิบดูสักแก้ว คุณอาจจะหลงรักไวน์จนกลายเป็นผู้ชำนาญเรื่องไวน์ก็เป็นได้

 

คุณค่าและประโยชน์ของไวน์แดงที่มีต่อสุขภาพของเรา

การดื่มไวน์ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นการสร้างความสุนทรีทางอารมณ์ แม้ในทางการแพทย์จะระบุว่า การดื่มแอลกอฮอล์นั้นเป็นผลเสียต่อสุขภาพ แต่การดื่มไวน์แดงในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน ประโยชน์และคุณค่าของไวน์แดงนั้นมีหลายด้านเลยทีเดียว

รู้จักไวน์แดง

  • ไวน์แดงผลิตจากองุ่นสีเข้มหลากหลายพันธุ์
  • สีของไวน์แดงเกิดจากความต่างของพันธุ์องุ่น ที่มีทั้งสีแดง สีม่วงเข้ม และสีน้ำเงิน
  • ในขั้นตอนการผลิตจะต้องให้ผิวองุ่นด้านนอกสัมผัสกับน้ำองุ่นตลอดเวลา เพื่อให้ได้ไวน์แดงที่สมบูรณ์แบบ
  • ขั้นตอนข้างต้นทำให้เกิดการกระจายตัวของสี และสารแทนนิน
  • ไวน์แดงที่มีชื่อเสียงที่สุด และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในตลาดไวน์นั้น มีประมาณ 50 ชนิด
  • ความแตกต่างของไวน์แต่ละชนิดนั้น รวมถึงส่วนผสมที่อยู่ในไวน์ด้วย เช่น เชอร์รี่, พลัม, ราสเบอร์รี่, บอยเซนเบอร์รี่, ลูกเกด, กาแฟ, ดอกไม้, ยาสูบ ฯลฯ
  • ความหลากหลายขององุ่น ส่วนประกอบ สี และรสชาติต่าง ๆ ในกระบวนการผลิต ล้วนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของไวน์

ประโยชน์ที่แฝงอยู่ในไวน์แดง

  • ไวน์แดงช่วยป้องกันโรคหัวใจ การดื่มไวน์แดงเป็นประจำในปริมาณที่เหมาะสมสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้
  • ไวน์แดงมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง ซึ่งสามารถป้องกันการสะสมไขมันในหลอดเลือด
  • ประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของไวน์แดงคือ ช่วยควบคุมจังหวะการทำงานของหัวใจ รวมทั้งป้องกันหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
  • สารเมลาโตนินที่อยู่ในไวน์แดง ช่วยให้นอนหลับสบาย
  • สารเมลาโตนินช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบร่างกาย ทำให้มีสุขภาพดี การดื่มไวน์แดงในปริมาณที่พอเหมาะ 50-100 มิลลิลิตรก่อนเวลาเข้านอน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและนอนพักผ่อนได้อย่างเต็มที่
  • ไวน์แดงไม่มีไขมัน ในช่วงลดน้ำหนักก็ดื่มไวน์ได้ จะเห็นได้ว่าคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่นิยมดื่มไวน์ และจับคู่ไวน์กับอาหารต่าง ๆ แม้แต่อาหารที่เปี่ยมไปด้วยไขมัน การดื่มไวน์เป็นการช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น
  • การดื่มไวน์แดงอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  • สารที่อยู่ในไวน์แดงช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด
  • สารต้านอนุมูลอิสระ และสารแทนนินที่อยู่ในไวน์อินทรีย์ ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี
  • ไวน์แดงใช้ทำความสะอาดผิวหน้าได้ ช่วยปิดรูขุมขน และทำให้หน้ากระชับ
  • ไวน์แดงอุดมไปด้วยกรดอะมิโน ซึ่งช่วยฟื้นฟูผิวจากการถูกแสงแดดทำร้ายได้
  • ดื่มไวน์แดงช่วยป้องกันโรคเบาหวาน
  • ไวน์แดงช่วยป้องกันและรักษาเหงือกอักเสบ
  • ดื่มไวน์ช่วยชะลอวัย การดื่มไวน์แดงช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ นอกจากนี้ในโลกของความงาม ไวน์แดงยังมีประโยชน์อีกมากมายหลายอย่าง

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันประโยชน์และคุณค่าต่าง ๆ ที่กล่าวมาเป็นทั้งความเชื่อ และความจริงที่แฝงอยู่ในไวน์แดง นั่นยิ่ง

สนับสนุนให้ไวน์เป็นที่รู้จัก และนิยมดื่มเพิ่มมากขึ้นในทั่วทุกมุมโลก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการดื่มไวน์ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น จึงจะเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพและร่างกาย หากดื่มมากมายจนไร้สติ ไวน์ก็จะกลายเป็นสิ่งให้โทษไปทันที และโทษจากแอลกอฮอล์ก็ใหญ่หลวงไม่แพ้ประโยชน์ที่แฝงอยู่ในไวน์เช่นกัน อย่าเชื่อเพียงเพราะมีคนบอกคุณให้เชื่อ จงเชื่ออย่างมีสติ แล้วคุณจะพบคุณค่านั้นด้วยตนเอง

 

กีอันติ (Chianti) แห่งทอสคานา พื้นที่ปลูกไวน์ที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นแห่งแรกของโลก

หากเอ่ยถึงแคว้นทอสคานา (Toscana) หรือทัสคานีในภาษาอังกฤษ (Tuscany) หลายคนอาจจะนึกถึงฟลอเรนซ์เมืองหลวงของแคว้นนี้ และนึกถึงหอเอนปิซา ต้นไซปรัสสูงชะลูดเรียงราย หมู่บ้านบนเนินเขา ต้นโอลีฟ ทุ่งสีเขียวสลับเหลือง และไร่องุ่นลดหลั่นตามไหล่เขายาวสุดลูกตา แต่สิ่งหนึ่งที่คนลืมนึกถึงคือที่นี่มีพื้นที่ปลูกองุ่นผลิตไวน์อันโด่งดังของอิตาลีชื่อว่า กีอันติ 

แคว้นทอสคาน่า

                หากใครได้ไปเยือนแคว้นทอสคาน่า เชื่อว่าทุกคนจะต้องหลงรักแคว้นนี้ เพราะที่นี่มีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมกระจายให้ชมอยู่ทั่วทั้งแคว้น แต่ละแห่งล้วนงดงามมีคุณค่าจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ไม่ว่าจะเป็นเมือง ฟีเรนเซ หรือที่เราเรียกว่าฟลอเรนซ์ (Firenze/Florence), ปิซา (Pisa), ซานจิมิยาโน (San Gimignano), เซียนนา (Siena), เพียนซา (Pienza) และวาลดอร์เซีย (Val d’Orcia) นอกจากนี้ทัศนียภาพของแคว้นนี้ก็สวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ภาพปราสาท กำแพงเมือง และหมู่บ้านบนเขาที่มีให้เห็นอยู่ทั่วแคว้น เป็นภาพที่ทำให้นึกถึงอัศวินในชุดเกราะ ขี่ม้าอย่างสง่างามผ่านไร่องุ่น นั่นอาจจะเป็นเพราะไร่องุ่นที่นี่ มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ และเรื่องเล่าของอัศวินชาวเซียนนา และอัศวินชาวฟรอเรนซ์ ที่เล่าต่อสืบมาช้านานตั้งแต่ยุคกลาง

ไวน์จากกีอันติ

                พื้นที่ปลูกองุ่นผลิตไวน์ที่มีประวัติยาวนานกว่า 2,000 ปี ในแคว้นทอสคานา ตั้งอยู่ระหว่างเมืองฟลอเรนซ์กับเมืองเซียนนา พื้นที่แห่งนี้เรียกว่า Chianti-Classico เป็นแหล่งปลูกองุ่นผลิตไวน์ที่จดทะเบียนชื่อการค้าเป็นแห่งแรกของโลก เมื่อปี ค.ศ. 1716 โดย แกรนด์ดุ๊ก โคซิโมที่ 3 แห่งตระกูลเมอดิซีอันโด่งดัง เมื่อเอ่ยชื่อ Chianti ทุกคนจะรู้ว่าเป็นไวน์จากอิตาลี แต่ไวน์จากกีอันติที่เป็นพื้นที่ดั้งเดิม จะมีสัญลักษณ์ไก่ดำ ในกรอบชมพูติดอยู่ เป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับตำนานการแบ่งเขตแดนในยุคอัศวิน

กีอันติ เป็นพื้นที่ที่ไม่มีเขตแดนที่แน่ชัด เนื่องจากพื้นที่ปลูกองุ่นเดิมนั้น ไม่เพียงพอต่อการผลิตไวน์ จึงได้ขยายจากบริเวณเดิมไปมาก แต่ไวน์ที่ผลิตจากบริเวณอื่น ๆ นอกเหนือจากบริเวณเดิมจะระบุไว้ชัดเจนบนฉลาก และไม่มีตราไก่ดำบนขวด นอกจากนี้ยังมีการควบคุมการผลิต และกำหนดคุณภาพไว้อย่างชัดเจน

ความพิเศษของไวน์จากกิอันติ คือ การนำองุ่นพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่มาผลิตไวน์ โดยใช้องุ่นพันธุ์ Sangiovese ในปริมาณ 80 % และองุ่นพันธุ์อื่น ๆ 20%  สีของไวน์จากกีอันติจะเป็นสีทับทิมเข้มอ่อน ตามอายุการหมักบ่ม มีกลิ่นพิเศษจากการหมักบ่ม และกลิ่นดอกไม้และผลไม้ เป็นดรายไวน์ที่มีรสชาติของผลไม้  และรสของสารแทนนินจากการหมักบ่ม

หากมีโอกาสได้ไปเยือนแคว้นทอสคานา อย่าลืมหาเวลาไปชมบรรยากาศอันงดงามเหมือนภาพในโปสการ์ด บนเส้นทางผ่านไร่องุ่นในกีอันติ สามารถแวะชมโรงบ่มไวน์ ชิมไวน์ ซื้อไวน์จากผู้ผลิตได้โดยตรง หรือจะจองทัวร์ “ชิมไวน์” ผ่านบริษัททัวร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดโปรแกรมชิมไวน์แกล้มชีส พาสต้า และเนื้ออบเย็นต่าง ๆ แต่หากไม่ชอบเดินทางกับทัวร์ ก็สามารถท่องเที่ยวด้วยตนเองได้โดยรถโดยสารสาธารณะ, จักรยาน หรือเดิน ถ้าหากขับรถเที่ยวเองบนเส้นทางนี้ หลังแวะชิมไวน์แล้วก็อย่าลืมกฎ “เมาไม่ขับ”

 

7 ข้อ ง่าย ๆ ที่เราควรรู้ ก่อนการเลือกไวน์มาดื่มคู่กับมื้ออาหาร

โลกของไวน์มีเรื่องให้เราเรียนรู้ได้เสมอ และมีมากมายจนไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้หมด บางคนอาจจะรู้จักไวน์ด้วยการทดลอง สังเกต อ่าน ฯลฯ และด้วยข้อควรรู้ 7 ข้อนี้ จะเป็นตัวช่วยให้คุณเลือกไวน์มาดื่มคู่กับมื้ออาหารได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ ทำให้คุณสามารถสั่งสมประสบการณ์เรื่องไวน์ขึ้นมาอีกขั้น

สิ่งที่ควรรู้ก่อนเลือกไวน์มาดื่ม

  1. การดื่มไวน์ที่จะทำให้คุณสนุกสนานรื่นรมย์ได้อย่างดีที่สุด นั่นคือการที่คุณมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ยึดหลักความพอเหมาะพอดี ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่คุณมีแขกมาเยือน การดื่มไวน์ในมื้ออาหารเที่ยง หรือมื้ออาหารเย็นช่วยส่งเสริมรสชาติอาหารนั้น ๆ ได้เสมอ แต่หากคุณเผอเรอหรือตั้งใจดื่มจนเมามาย ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะ ไม่ควรไปทันที การดื่มไวน์แต่เพียงพอดี ไวน์จะช่วยให้คุณรื่นรมย์ในชีวิตได้อย่างยาวนาน
  2. หากคุณเป็นนักดื่มไวน์มือใหม่ คุณควรจะรู้ความจริงว่า ทำไมผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์ถึงต้องบ้วนไวน์ทิ้ง หลังการทดลองดื่มไวน์ การบ้วนหรือถ่มไวน์ทิ้ง เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้มีรสชาติไวน์ติดอยู่ในปาก ทำให้สามารถทดลองดื่มไวน์อื่น ๆ ได้อีก โดยที่รสชาติไวน์ไม่ตีกัน การทดลองดื่มนั้นควรจิบไวน์แต่น้อย รอสัก 2-3 วินาทีให้รู้รสชาติไวน์นั้น ๆ แล้วจึงบ้วนทิ้ง
  3. ไวน์ต่างชนิดดื่มต่างอุณหภูมิ ไม่ใช่ว่าไวน์ทุกชนิดจะมีรสชาติดีในอุณภูมิเดียวกัน ไวน์ขาวมักดื่มเย็น ไวน์แดงควรดื่มในอุณหภูมิที่ต่ำว่าอุณหภูมิห้องเล็กน้อย การดื่มไวน์ที่ไม่เหมาะสมกับอุณหภูมิที่ควรดื่ม อาจจะทำให้ไวน์นั้นมีรสชาติแย่ จนคุณอาจทึกทักเอาเองว่าไวน์นั้นเป็นไวน์ห่วย ๆ ได้
  4. ไวน์ที่เหลือในขวด ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 4 วัน เพราะเมื่อไวน์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ไวน์ขวดนั้นอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งรสชาติและความสมดุลในไวน์ ไวน์ที่ดื่มไม่หมดหากเก็บนานเกินไป ก็ไม่ควรนำมาดื่มอีก แต่สามารถนำไปประกอบอาหารได้
  5. เมื่อจะเลือกซื้อไวน์ควรเลือกให้ตรงตามรสนิยมของคุณ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์อาจจะแนะนำไวน์ที่คุณไม่รู้จัก และฟังน่าสนใจ แต่หากไวน์นั้นไม่ตรงกับรสนิยมของคุณ มันก็จะเป็นแค่ไวน์แย่ ๆ ขวดหนึ่งเท่านั้นเอง หากมีไวน์ที่ราคาไม่แพง และความแตกต่างของราคาคือตัวกระตุ้นให้คุณอยากทดลองไวน์ขวดนั้น ก็จงอย่ารอช้าที่จะเลือกไวน์นั้นมาทดลองดื่ม เพราะเป้าหมายคือการดื่มอะไรสักอย่าง ที่ทำให้คุณสนุกสนานรื่นรมย์กับมัน
  6. หากคุณมีไวน์เก็บไว้ในห้องเก็บไวน์หลายขวด ก็ควรจะทำบัญชี จัดระเบียบไวน์ของคุณ เพื่อให้รู้ว่าไวน์นั้นซื้อหรือได้มานานแค่ไหนแล้ว ถึงเวลาควรนำมาดื่มแล้วหรือยัง ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ง่ายต่อการดูแลไวน์แล้ว อาจจะช่วยให้ห้องเก็บไวน์ของคุณเป็นระเบียบขึ้นมากด้วย
  7. ก่อนเข้าไปซื้อไวน์ควรวางงบประมาณไว้ในใจ ว่าคุณต้องการจ่ายค่าไวน์เท่าไหร่ ร้านไวน์ หรือซุปเปอร์มาเก็ตที่มีไวน์หลากหลายให้คุณเลือก อาจจะทำให้คุณตัดสินใจเรื่องราคาได้ยาก แต่หากคุณกำหนดราคาคร่าว ๆ ไว้ล่วงหน้าก็จะทำให้คุณสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยที่คุณไม่ต้องซื้อไวน์ในราคาที่แพงจนเกินไป

ในสังคมตะวันตก การเลือกไวน์คู่กับอาหารถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าอาหารมื้อนั้นจะรับประทานที่บ้าน หรือในร้านอาหารก็ตาม การได้รับประทานอาหารมื้อธรรมดา ๆ  คู่กับไวน์ดี ๆ สักแก้ว อาจทำให้อาหารมื้อนั้นกลายเป็นมื้อพิเศษขึ้นมาได้  และถึงตอนนี้คุณก็พร้อมแล้วที่จะเดินเข้าร้านไวน์ เลือกไวน์สักขวด หรือเข้าไปรับประทานอาหารในร้านอาหาร และเลือกไวน์ให้มื้ออาหารของคุณได้อย่างมั่นใจ

 

เรียนรู้เรื่องไวน์ขั้นพื้นฐาน สไตล์เยอรมัน


                สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการดื่มไวน์ การศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับไวน์ ไว้เพื่อประดับความรู้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ความรู้ขั้นพื้นฐานเรื่องไวน์ตามแบบเยอรมัน จะทำให้เรารู้จักไวน์โดยสังเขป ในเยอรมันจะแยกความต่างของไวน์ตามองค์ประกอบต่าง ๆ หลายองค์ประกอบ

ความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับไวน์

คุณภาพ ในเยอรมันจะแบ่งคุณภาพของไวน์ออกเป็น 4 ประเภท คือ ไวน์ธรรมดาที่ไม่ระบุแหล่งผลิต ไวน์ที่ระบุภูมิภาค ไวน์ระบุแหล่งผลิตและที่มา ไวน์คุณภาพที่ได้รับการควบคุม ซึ่งในโอกาสสำคัญต่าง ๆ คนส่วนใหญ่จะยึดหลัก “คุณภาพ” ด้วยการเลือกไวน์ที่มีชื่อเสียงมาเป็นตัวชูโรง

แหล่งผลิตไวน์ ในเยอรมันมีแหล่งผลิตไวน์ทั้งหมด 13 แห่ง ซึ่งแต่เดิมมีเพียง 11  แห่ง แต่ได้นับแหล่งผลิตไว้เพิ่มอีกสองแห่งคือ ซาลเล-อุนชทรูธ (Saale-Unstrut) และซัคเซน (Sachsen) แหล่งผลิตไวน์เหล่านี้จะสามารถบอกภาพลักษณ์ หรือรสชาติของไวน์ได้

พันธุ์องุ่น พันธุ์องุ่นขาวที่สำคัญของเยอรมันคือ รีสลิ่ง (Riesling), มึลเลอร์-ทัวร์เกา (Müller-Thurgau), ซิลวาเนอร์ (Silvaner)  และพันธุ์องุ่นแดงที่สำคัญ คือปิโนนัวร์ หรือเยอรมันเรียกว่า ชเปทเบอกุนเดอร์ (Spätburgunder), ดอร์นเฟลเดอร์ Dornfelder, โปตุกีสเซอร์ (Portugieser)

ฉลาก ชื่อของพันธุ์องุ่น อาจจะไม่ระบุอยู่บนฉลากข้างขวด เพราะไวน์ขวดนั้นอาจจะผลิตมาจากองุ่นหลายพันธุ์นำผสมกัน หรือที่เรียกว่าคูเวCuv’ee เป็นการผสมองุ่นหลายพันธุ์ จนทำให้ได้ไวน์รสชาติที่ดีออกมา แต่จะไม่นิยมนำองุ่นที่หมักต่างปีมาผสมกันเพื่อผลิตไวน์

ไวน์และอาหาร การผลิตไวน์ในปัจจุบันโดยทั่วไปนั้น จะยึดหลักความเชื่อมโยงของรสชาติไวน์ และอาหาร เพราะการดื่มไวน์ระหว่างมื้ออาหารเป็นการเพิ่มรสชาติให้อาหารนั้น ๆ การเลือกไวน์ที่เข้ากันกับอาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไวน์ชนิดไหน รสชาติไหนเข้ากับอาหารประเภทใด หากการลองครั้งแรกไม่ประสบผล ก็จะเริ่มผสมผสานใหม่จนได้รสชาติที่ลงตัวและเข้ากัน

หากเป็นไปได้ก็ควรยึดหลักง่าย ๆ เช่น หลีกเลี่ยงการดื่มไวน์แดงกับหน่อไม้ฝรั่งหรือไก่ และหลีกเลี่ยงการดื่มไวน์ขาวกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ป่า เป็นต้น

การเสิร์ฟไวน์บนโต๊ะ หากคุณต้องลองไวน์บนโต๊ะอาหารควรปฏิบัติดังนี้

-ตั้งไวน์ไว้สักพัก

-ดมกลิ่น เป็นลำดับแรก ไวน์ที่ดีไม่ควรมีกลิ่นไม้ก๊อก

-จิบไวน์นิดหน่อย กลั้วให้ทั่วปากก่อนกลืนไวน์ ไวน์ที่ดีไม่ควรมีรสชาติบาดคอ หรือรสบูดติดลิ้น

ไวน์เพื่อสุขภาพ เชื่อกันว่าหากดื่มไวน์แดง 1/4 ลิตรต่อวัน จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ เพราะในไวน์มีสารโพลีฟีนซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจได้

สำหรับคนรักไวน์แล้ว ความรู้เรื่องไวน์นั้นสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และมีเรื่องให้เรียนรู้มากมาย ทั้งจากการอ่าน การฟัง การทดลองจากประสบการณ์จริง ความรู้เรื่องไวน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราศึกษา นอกจากจะช่วยเพิ่มพูนความรู้รอบตัวเกี่ยวกับไวน์ให้เราแล้ว อาจเป็นตัวช่วยสำคัญในการเข้าสังคม การเริ่มต้นบทสนทนากับคนแปลกหน้า กับเพื่อนร่วมงาน หรือกับเจ้านาย นอกจากดื่มไวน์ “เป็น” แล้ว การพูดคุยเรื่องไวน์กับคนอื่น ๆ ก็สามารถบอกได้ว่าเราพอจะมีภูมิความรู้ และรู้จักไวน์ดีแค่ไหน