Chambourcin องุ่นลูกผสม กลิ่นหอมยวนใจแห่งลุ่มแม่น้ำลัวร์

การพัฒนาสายพันธุ์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตไวน์นั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดสายพันธุ์องุ่นที่ต่างก็มีความโดดเด่นและหลากหลายรสชาติเกิดขึ้น ผลที่ตามมาก็คือความรุ่นเรืองของอุตสาหกรรมไวน์ในปัจจุบัน เพราะเมื่อมีองุ่นพันธุ์ดีที่เป็นวัตถุดิบหลักในการใช้ผลิตไวน์แล้ว ก็จะได้น้ำไวน์ที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ซึ่งในบทความนี้อยากกล่าวถึงองุ่นพันธุ์ผสมที่เป็นหนึ่งในองุ่นสายพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนา จนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองจนเป็นที่กล่าวขานในหมู่นักชิมไวน์ต่อ ๆ กันมาตั้งแต่ปี 1970 องุ่นที่กล่าวถึงก็คือ องุ่นสายพันธุ์แชมบัวร์ซิน (Chambourcin) นั่นเอง

แชมบัวร์ซินเป็นองุ่นสายพันธุ์ลูกผสมระหว่างองุ่นพันธุ์ฝรั่งเศส-อเมริกัน ที่นิยมอย่างมากในการนำมาผลิตไวน์ แชมบัวร์ซิน ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีความต้านทานโรคเชื้อราเป็นอย่างมาก ซึ่งพัฒนาขึ้นในแถบลุ่มแม่น้ำลัวร์ ของประเทศฝรั่งเศส แชมบัวร์ซินได้ถูกนำมาทำไวน์ครั้งแรกเมื่อปี 1963 โดย Joannes Seyve ผู้ซึ่งเป็นสมาชิกหนึ่งในครอบครัวที่มีชื่อเสียงในด้านการพัฒนาสายพันธุ์องุ่นที่ใช้ผลิตไวน์

ไวน์ที่มาจากแชมบัวร์ซิน กลายเป็นไวน์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปี 1970 ในแถบภูมิภาค Bordeaux และ Loire Valley ของฝรั่งเศส และยังคงเป็นไวน์แดงอันดับต้น ๆ ที่ถูกนึกถึงอยู่เสมอจนถึงปัจจุบัน

แหล่งปลูกองุ่นและผลิตไวน์แชมบัวร์ซิน

องุ่นแชมบัวร์ซิน มีการปลูกมากที่สุดในภูมิภาคอเมริกาเหนือ กลางมหาสมุทรแอตแลนติกในภูมิอากาศเย็น สำหรับไร่องุ่นก็ยังสามารถหาได้ในนิวยอร์ก, นิวเจอร์ซี, นอร์ธ แคโรไรน่าและเพนซิเวเนียร์ ในส่วนของรัฐอื่น ๆ ที่ยังคงมีปลูกองุ่นแชมบัวร์ซินให้เห็น ได้แก่ เวอร์จิเนีย, แมริแลนด์, มิชิแกน, เวสต์ เวอร์จิเนีย, อิลลินอยส์, อินดีแอนาและมิสซูรี่ รวมถึงออสเตรเลียและฝรั่งเศสที่ทราบกันดีว่าองุ่นแชมบัวร์ซินนั้นเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี ทำให้ไวน์แชมบัวร์ซินที่ผลิตในออสเตรเลียมีความเข้มข้น ถูกใจผู้ที่ชื่นชอบดื่มไวน์เป็นอย่างมาก

ในทางกลับกัน ประเทศในแถบยุโรปจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีการผสมองุ่นสายพันธุ์ดั้งเดิมกับองุ่นพันธุ์ผสม จึงเป็นผลให้ประเทศฝั่งยุโรปไม่สามารถจำหน่ายไวน์ที่ผลิตจากแชมบัวร์ซินได้อย่างแพร่หลาย

ความโดดเด่นของแชมบัวร์ซินที่หาได้ยากในองุ่นลูกผสม

ไวน์ที่ผลิตจากแชมบัวร์ซิน จะมีสีเข้มและมีกลิ่นหอม ซึ่งแตกต่างจากองุ่นลูกผสมสายพันธุ์อื่น ๆ แชมบัวร์ซินนั้นสามารถนำไปผลิตได้ทั้ง ไวน์จืด (Dry Wine) และไวน์หวาน (Sweet Wine) ด้วยปริมาณน้ำตาลที่อยู่ในแชมบัวร์ซินนั้น มีความหวานที่พอเหมาะ คุณจะได้ดื่มด่ำกับไวน์แดงเข้มข้นแม้จิบเพียงแค่นิดเดียว

ไวน์แชมบัวร์ซิน เข้ากันได้ดีกับอาหารหลากหลาย ตั้งแต่แฮมเบอร์เกอร์ เนื้อลูกวัว ไปจนถึงอาหารปลา อย่าง ทูน่า, ปลาอิโต้มอญ (Mahi-mahi), ปลาฉนาก (Swordfish) และปลาลิ้นหมา เมื่อพูดถึงของหวาน ไวน์แชมบัวร์ซิน มักจับคู่กับของหวานที่ทำจากช็อคโกแลต สีเข้ม ๆ ของไวน์เหมาะสำหรับบรรยากาศการรับประทานอาหารค่ำในช่วงเย็นอันแสนโรแมนติก รสชาติขององุ่นและช็อคโกแลตสามารถเข้ากันได้ดีเลยทีเดียว

Nero d’Avola ไวน์สีเข้มสะกดใจ สีสันจากเมือง Avola บนชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของซิซิลี

เมื่อกล่าวถึงซิซิลี แน่นอนว่าคุณคงเห็นภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางภาคใต้ของประเทศอิตาลี หมู่เกาะที่มีประวัติยาวนานกว่า 4,000 ปี เป็นดินแดนที่มีวัฒนธรรมผสมผสานหลากหลาย พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งทะเล ชายหาด ไปจนถึงภูเขา และยังคงความเป็นอิตาลีดังเดิมได้อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งซิซิลียังมีขุมทรัพย์มหัศจรรย์อีกชนิดหนึ่งนั่นก็คือ องุ่น Nero d’Avola  (เนอโอ ดา โวลา)

Nero d’Avola องุ่นแดงที่สำคัญที่สุดของซิซิลี

Nero d’Avola ถูกยกให้เป็นองุ่นที่มีความสำคัญที่สุดของซิซิลี และเป็นหนึ่งในองุ่นสายพันธุ์พื้นเมืองที่สำคัญที่สุดของอิตาลี ถูกตั้งชื่อตามชื่อของเมือง Avola ที่เป็นเมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของซิซิลี สำหรับ Nero d’Avola แปลว่า “Black of Avola” ซึ่งมาจากสีของผลองุ่นที่เป็นสีเข้มอย่างเด่นชัด

ในช่วงศตวรรษที่ 20 Nero d’Avola  ถูกใช้เพียงแค่เป็นส่วนผสมเล็กน้อย และไม่ค่อยพบเห็นชื่อปรากฏอยู่บนฉลากไวน์สักเท่าไร จนกระทั่งย่างเข้าศตวรรษที่ 21 อุตสาหกรรมไวน์องุ่นได้เจริญเติบโตเป็นอย่างมาก และก็สามารถพบเห็น Nero d’Avola ที่ถูกนำมาผลิตเป็นไวน์หลายชนิดจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา Nero d’Avola มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับไวน์ Syrah เพราะเป็นไวน์ที่ผลิตจากองุ่นที่มีแหล่งกำเนิดคล้าย ๆ กัน และมีลักษณะของกลิ่นและรสชาติคล้ายกันอีกด้วย

กระบวนการผลิต Nero d’Avola  ที่เป็นตัวกำหนดคุณสมบัติของไวน์

ในขั้นตอนกระบวนการผลิต Nero d’Avola สามารถผลิตไวน์ที่มีรสชาติและสีแตกต่างกันไปตามระยะเวลาที่บ่มไว้ในถังไม้โอ๊คและอุณหภูมิที่พอเหมาะ สำหรับไวน์ที่มีอายุการบ่มน้อย จะให้ความรู้สึกถึงรสชาติของบ๊วยและผลไม้สีแดง ในขณะที่ไวน์ที่ถูกเก็บไว้นาน ๆ จะมีความซับซ้อนมากขึ้น จนสามารถรับรู้ได้ถึงรสช็อคโกแลตและราสเบอรี่เข้มข้น

Nero d’Avola จะมีแทนนินสูง, มีกรดกลาง อย่างไรก็ตาม หากต้องการรสชาติที่กลมกล่อม ควรเก็บ Nero d’Avola ไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิเย็น จะสามารถรักษาระดับแอลกอฮอล์ให้คงอยู่ในรสชาติได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันได้มีการทดลองปลูก Nero d’Avola ในออสเตรเลียและแคลิฟอร์เนียร์ และเพราะการมีสีสันที่สะดุดตาทำให้ในบางครั้ง Nero d’Avola ก็ถูกนำไปผลิตไวน์ Rosé อีกด้วย

อาหารที่เข้ากันดีกับ Nero dAvola

เนื่องจาก Nero d’Avola มีรสชาติของผลไม้ที่มีลักษณะของแทนนิน และกรดอยู่ด้วย ทำให้ Nero d’Avola เป็นไวน์ชั้นเยี่ยมที่เหมาะสมกับเนื้อสัตว์ ที่เน้นหนักไปทางเนื้ออย่างมาก

การจับคู่อาหารแบบคลาสสิก อย่างเช่น ซุปหางวัวและสตูว์เนื้อ หรือบาร์บีคิว เบอร์เกอร์กับเบคอน ก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี ทำให้ได้สัมผัสถึงรสชาติผลไม้ที่เหมือนกับได้อมลูกอมกลิ่นหอม ในส่วนของเครื่องเทศที่จะช่วยเสริมรสชาติให้ไวน์ Nero d’Avola ก็คือโป๊ยกั๊ก, เปลือกส้ม, ใบกระวาน, สาเก, ผงโกโก้, ซอสพลัมเอเชียและกาแฟ ก็เข้ากันได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

องุ่น Lacrima หยดน้ำตาอันแสนล้ำค่าที่กลายมาเป็นไวน์ Lacrima di Morro d’Alba

ประเทศอิตาลียังคงเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ที่มีแหล่งผลิตไวน์รสชาติดี เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น อย่างเช่นในดินแดนแถบตะวันออก ระหว่างเทือกเขา Apennine และทะเล Adriatic มีแคว้นมาร์เค่ (Marche) ที่เป็นขุมทรัพย์ในการปลูกองุ่นพันธุ์พื้นเมืองโบราณที่มีชื่อสายพันธุ์ว่า Lacrima ต้นกำเนิดของชื่อองุ่นพันธุ์นี้เกิดขึ้นจากลักษณะทางกายภาพภายนอกที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าที่ว่า ผลขององุ่นเมื่อสุกจะเป็นรูปคล้ายหยดน้ำหรือน้ำตา ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาพื้นที่ปลูก Lacrima ได้ลดจำนวนลงอย่างมาก ทำให้หลงเหลือพื้นที่ปลูกไร่องุ่น Lacrima อยู่ใน Morro d’Alba เป็นส่วนใหญ่

แคว้นมาร์เค่สามารถผลิตไวน์ได้หลากหลายชนิด มีผลิตภัณฑ์มากถึง 13 ที่ได้รับฉลาก D.O.C (Denominazione di Origine Controllata) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าในบอดี้ของไวน์จะต้องมีองุ่นอย่างน้อย 85% และต้องเป็นองุ่นพันธุ์พื้นเมืองที่ไม่ได้รับการปรับแต่งสายพันธุ์แต่อย่างใด ส่วนกรรมวิธีการผลิตก็ยังคงใช้เทคนิคการหมักแบบคาร์บอนิก จนได้ไวน์สดที่มีกลิ่นหอมรุนแรงและรสอยู่ในระดับปานกลางเป็นธรรมชาติ ก่อนนำมาเก็บรักษาไว้ในถังไม้โอ๊คทำให้เกิดการบ่มจนมีรสชาติที่ดีขึ้น ผลคือได้ไวน์ชั้นยอดที่เกิดจากผลของ Lacrima อันโด่งดัง มีชื่อว่า Lacrima di Morro d’Alba (ลาคริม่า ดิ มอร์โร่ ดัลบ้า)

องุ่น Lacrima เป็นองุ่นที่ชอบภูมิอากาศแบบเขตอบอุ่น เนื่องจากไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศที่เลวร้ายและราสีเทาได้เป็นเวลานาน Lacrima ชื่นชอบแหล่งที่มีแดด ซึ่งจะส่งผลให้มีกลิ่นหอมในขณะที่ยังคงความเป็นกรดไว้ได้ เป็นการช่วยรักษาสมดุลของไวน์ เปลือกของผลองุ่นจะบาง แน่นอนว่าจะมีผลต่อความอ่อนโยนของแทนนิน ที่ดูเหมือนว่าไวน์ที่ได้จาก Lacrima จะเป็นสีอ่อน แต่ความจริงคือได้ไวน์ที่เป็นสีเข้ม

สี กลิ่นและรสของไวน์ Lacrima di Morro dAlba

Lacrima di Morro d’Alba เป็นไวน์แดงสีทับทิมเข้มที่แอบแฝงด้วยเฉดสีม่วง ทำให้ได้รับกลิ่นหอมที่โดดเด่น ความอบอวลของกลิ่นที่วิวัฒนาการมาจากสตรอเบอร์รี่, เชอรี่, แบล็กเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ ด้วยบอดี้ของ Lacrima di Morro d’Alba นั้นอยู่ในระดับปานกลาง ก็จะทำให้เพดานของคุณรับรู้ถึงความดรายของแทนนินที่เจือปนอยู่ได้เป็นอย่างดี

การจับคู่ของ Lacrima di Morro dAlba กับอาหารมื้อโปรด

เมื่อองุ่น Lacrima ถูกทำมาเป็นไวน์ Lacrima di Morro d’Alba และถูกนำออกมาเสิร์ฟคู่กับอาหาร เพื่อให้มื้อนั้นกลายเป็นมื้ออาหารชั้นยอดของคุณได้ ซึ่ง Lacrima di Morro d’Alba สามารถเข้าได้ดีกับผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น เช่น เนื้อซาลามี่และ Ciauscolo, Medium-aged cheeses, พาสต้ากับซอสสีแดง เช่น ซอสเนื้อ, เนื้อแกะและกระต่ายย่าง และสามารถนำ Lacrima di Morro d’Alba มาทำเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยได้ด้วย ถ้าหากนำมาหมักกับปลาน้ำเงิน เมื่อจบการรับประทานอาหารมื้อนั้นแล้ว คุณอาจจะได้พบความสุขที่ลืมไม่ลงก็เป็นได้

“ดู ดม ดื่ม ดำ” 4 ดอ ที่จะทำให้คุณสุขไปกับไวน์ได้มากขึ้น

ไวน์เป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งทีได้รับความนิยมสูงทั้งในบ้านเราและต่างประเทศ แต่บางคนอาจคิดว่าไวน์มีกรรมวิธีการทำและดื่มที่ยาก อีกทั้งราคายังสูง ดู ๆ แล้วเป็นเครื่องดื่มที่ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย เลยไม่กล้าลองชิมดูอีกสักที ทว่าหากมองให้ดี ไวน์มีประเภทที่หลากหลาย และมีวิธีอีกมากมายนอกจากการดื่มที่จะซึมซาบรสชาติและความเป็นไวน์ ที่เมื่อลองพิจารณาอีกทีก็อาจจะอยากลองแกว่งก้านแก้วไวน์ดูสักครั้ง

เริ่มต้นดื่มไวน์

                วิธีการดื่มไวน์ที่ถูกต้อง ก็ไม่ใช่ว่าเทพรวด ๆ ยกกระดกดื่มแล้วจบ เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้มาจากการหมักผลไม้ชนิดนี้ละเอียดอ่อน อย่างแรกที่ต้องทำหลังจากรับแก้วไวน์มาไว้ในมือ คือการ “ดู” เพราะในส่วนของบอดี้ของไวน์ ซึ่งดูจากสี และความขุ่น ซึ่งเป็นตัวบอกปริมาณความเข้มของไวน์ที่เรากำลังจะลิ้มรส มีบอดี้หนัก-เบาเพียงใด

                ขั้นตอนต่อไป คือการแกว่งเพื่อให้กลิ่นของไวน์ออกมา อีกทั้งต้องไม่ลืมสังเกตสีของไวน์ที่กำลังไหลวนอยู่ไม่เกินปากแก้ว ความเหลวหนืดของเนื้อไวน์ เพราะจะเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ทำให้ทราบปริมาณของน้ำตาลและแอลกอฮอล์ในแก้วได้อีกด้วย และพอเมื่อแกว่งขาแก้วเบา ๆ จนกลิ่นลอยขึ้นมา คราวนี้แหละที่เราต้อง “ดม” ยิ่งกลิ่นแรงแสดงว่าไวน์มีความเข้มข้นสูง อีกทั้งกลิ่นยังสามารถบอกได้ถึงเครื่องเทศ หรือผลไม้ชนิดต่าง ๆ ที่หลอมรวมมาเป็นไวน์แต่ละหยดให้เราได้อีกด้วย

                พอมาถึงขั้นตอนการ “ดื่ม” ก็ต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าไม่ใช่การเทกรอกลงปากไหลลงสู่ลำคอเหมือนเวลาเราดื่มน้ำเปล่า เพราะการดื่มไวน์ควรเป็นแค่การจิบเท่านั้น เพราะเพียงแค่การจิบ ก็จะทำให้เราได้รับรู้รส ความหวาน เปรี้ยว ฝาด เฝื่อน ของไวน์นั้น ๆ ความเข้มข้นของรสชาติ ที่สอดคล้องกันกับกลิ่นที่เราได้รับรู้

                มาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือการ “ดำ” ที่หมายถึงดำดิ่งไปกับรสชาติของไวน์ ที่อบอวลอยู่ในปาก คุณภาพของไวน์อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือความยาวนานของรสชาติ ซึ่งถ้ารสนั้นเวียนวนอยู่ในปากของคุณนานเกินกว่าห้าวินาที ก็นับเป็น Long finish ของไวน์ ที่บ่งบอกคุณภาพได้พอสมควร

ไวน์ไหนดี

                หากท่านเป็นผู้เริ่มต้นในการดื่มไวน์ ซึ่งยังไม่สันทัดในรสชาติและความแตกต่างของแต่ละยี่ห้อมากนัก ผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่ VWIN แนะนำว่า การเริ่มต้นจากไวน์ราคาเบา ๆ ดื่มง่าย ๆ หรือเป็นพวกไวน์ผลไม้ ดูจะเป็นประตูทางเข้าสู่ขวดไวน์ที่สวยงามและดึงดูดใจมากกว่า ไวน์ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด หรือร้านสะดวกซื้อง่าย ๆ ก็เพียงพอต่อการลิ้มรสไวน์สักแก้ว

                แต่หลังจากนั้น ไวน์ผลไม้อาจเป็นตัวเลือกรอง ๆ ในการก้าวสู่การดื่มขั้นต่อ ๆ ไป เพราะไวน์ที่หมักจากผลไม้แตกต่างชนิดกัน ย่อมให้รสชาติและสัมผัสที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะไวน์ที่หมักด้วยองุ่น 100% ที่นอกจากจะอร่อยนุ่มลึกแล้ว เมื่อดื่มในปริมาณที่พอเหมาะก็ดีกับร่างกายอีกด้วย

ไวน์ไม่ใช่เครื่องดื่มที่ดูเข้าถึงยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ ถึงแม้ความละเอียดซับซ้อนของขั้นตอนในการดื่มจะทำให้เราไม่สามารถดื่มในปริมาณที่เยอะ ๆ ทีเดียวได้ แต่การค่อย ๆ ละเลียดรสชาติของไวน์ในระหว่างมื้ออาหารและคอยประคองบทสนทนานั้นก็เป็นเสน่ห์ชูโรงตัวสำคัญที่ทำให้ไวน์ได้รับความนิยมอยู่เรื่อยมา

Pinot Grigio ต้นตำรับไวน์ขาวแห่งอิตาลี เมืองที่เต็มไปด้วย สถาปัตยกรรม เรื่องราวและผู้คน

อิตาลี เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันโด่งดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหอเอนแห่งเมืองปิซ่า โคลอสเซียม และโบสถ์ซานเปโตรนีโอแถมยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์ และผู้คนที่มีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเองอีกด้วย แต่ความน่ารักของประเทศอิตาลียังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะนอกจากจะมีเรื่องราวมากมายและมีสถาปัตยกรรมสวยแล้ว ประเทศอีตาลี ยังเป็นแหล่งกำเนิดของไวน์ขาว หรือ White wine อันเลื่องชื่ออย่าง “ปิโนต์ กรีโจ” (Pinot Grigio) ด้วยล่ะ เชื่อว่าคนรักไวน์หลายคนคงไม่พลาดที่จะทำความรู้จักกับเจ้าไวน์ตัวนี้ แต่ประวัติความเป็นมาของ ปิโนต์ กรีโจจะเป็นอย่างไร และทำไมถึงได้ครองใจคนทั่วโลกได้นั้น เราจะไปหาคำตอบพร้อมกันในบนความนี้เลย

ต้นกำเนิด Pinot Grigio ไร่องุ่นที่ใกล้เทือกเขาแอลป์ และตัดผ่านไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ย้อนกลับไปเมื่อ80 ปีก่อนท่านเคาท์ Gaetano Marzotto ได้ทำการเปลี่ยนที่รกร้างบริเวณใกล้กันกับเทือกเขาแอลป์ ให้กลายเป็นพื้นที่โล่งในบริเวณใกล้กันของเทือกเขาแอลป์นั้นยังมีแม่น้ำสายเล็กที่ตัดผ่านไปยังทะเลเมดิเตอร์เรนียน หลังจากทำให้พื้นที่บริเวณนี้โล่งเรียบร้อยแล้ว ในเวลาต่อมาเขาจึงได้พัฒนาให้พื้นที่นี้กลายเป็นพื้นที่สำหรับการทำไร่องุ่น โดยมีปณิธานว่าจะทำไวน์ที่มีรสชาติดั้งเดิมตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมันให้คนรักไวน์ได้ดื่ม และเพื่อรักษาไม่ให้การทำไวน์แบบโบร่ำโบราณหายไปจึงได้ก่อเกิดเป็นแบรนด์ไวน์ในเวลาต่อมา ที่เรารู้จักกันในชื่อ“Santa Margherita”ซึ่งเป็นชื่อภรรยาของเขานั่นเอง

“ปิโนต์ กรีโจ”ได้ถือกำเนิดขึ้นในปีค.ศ.1960 โดยผู้ผลิตคนหนึ่งในแบรนด์ได้แรงบันดาลใจมาจาก Sparkling wine แบบดั้งเดิม เขาจึงได้นำสูตรไปดัดแปลง โดยการนำองุ่นสายพันธุ์ Pinot Gris ชนิดที่ยังอ่อนและเปลือกไม่แข็งมากมาคัด ก่อนจะนำไปหมักด้วยวิธีการไม่ให้สัมผัสกับพื้นผิวอากาศ และทำการบ่มไว้อย่างนั้นจนกว่าจะได้กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีลักษณะหอมหวานคล้ายดอกไม้ ผสมกับกลิ่นแบบ Fruityโดยวิธีนี้ได้รับการดัดแปลงมาจากวิธี Romato ซึ่งเป็นวิธีการหมักไวน์ดั้งเดิมของอิตาลี

Pinot Grigio ไวน์ขาวที่ไม่ว่าจะทานคู่กับอะไรก็อร่อย สร้างสีสันให้แก่การออกไปปิกนิก

สีของปิโนต์ กรีโจ จะอ่อนใสอมเหลืองเล็กน้อย รสชาติหวานอมเปรี้ยว และมีกลิ่นที่เข้มข้นมาก ๆ หากจิบในครั้งแรกจะรู้สึกได้ถึงความดรายและทิ้งรสชาติคล้ายแอปเปิลไว้ที่ปลายลิ้น สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ปิโนต์ กรีโจ สามารถทานคู่ได้กับอาหารหลากหลายชนิดไม่ว่าจะของคาวหรือหวาน เช่น พาสต้า อาหารจานข้าว ชีส หรือซูเฟล่เป็นต้น

เรียกได้ว่า “Pinot Grigio”เป็นไวน์ขาวชั้นเลิศที่มีเสน่ห์จากไวน์ยุคก่อนผสมผสานอยู่ในตัว จึงไม่น่าแปลกใจที่ไวน์ขวดนี้จะโด่งดังไปทั่วโลก อีกทั้งใครหลายคนต่างก็รู้จักและให้การยอมรับ เหมาะสมกับการเป็นไวน์สัญชาติอิตาลี ไวน์ที่เติมเต็มให้ทุกโอกาสเปี่ยมไปด้วยความสุข สนุกสนาน และน่าจดจำเหมือนกับเมืองอันสวยงาม

Koshu องุ่นสายพันธุ์ผสม แหล่งกำเนิดความพิถีพิถันแบบเอเชียที่เต็มไปด้วยความน่าค้นหา

ประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศในฝันของใครหลายคน ที่ชีวิตนี้อยากจะไปเยือนสักครั้ง ที่ดินแดนอาทิตย์อุทัยนี้เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร วัตนธรรม หรือประเพณี แต่ยังมีอีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ที่หลาย ๆ ท่านยังไม่เคยได้ล่วงรู้นั่นก็คือ ที่นี่เป็นต้นกำเนิดพันธุ์องุ่นที่มีชื่อว่า “Koshu” องุ่นสายพันธุ์ลูกครึ่งระหว่างเอเชียและยุโรป ที่ผ่านการตัดต่อ DNA จนเป็นที่มาของไวน์ขาวรสชาติหอม มีความพิถีพิถัน และเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่น่าค้นหาแบบชนชาติเอเชีย

ความร้อนและเย็นที่ไหลเวียนเปลี่ยนผ่าน ทำให้สายพันธุ์องุ่น Koshu มีลักษณะที่โดดเด่น ไม่เหมือนใคร

จุดเริ่มต้นขององุ่นสายพันธุ์ Koshu เริ่มมาจากชาวสวนคนหนึ่งในจังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่น เขาได้อาศัยอยู่ทางตอนบนของจังหวัด และได้นำสปีชีส์ขององุ่นในสายพันธุ์ยุโรปมาผสมผสานกับองุ่นพันธุ์พื้นเมืองของญี่ปุ่นหลังจากตัดต่อพันธุกรรมแล้วเลยลองนำมาเพาะปลูกในบริเวณไร่ของตนเอง แต่เนื่องจากในจังหวัดยามานาชิ รวมไปถึงพื้นที่บริเวณนั้นมีฤดูที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตลอด หากเข้าหน้าร้อนก็จะร้อนสุด ๆ และหากหนาว ก็จะหนาวจนเย็นยะเยือกเช่นกัน ทำให้เขาเกิดเป็นกังวลว่าองุ่นสายพันธุ์ที่ทำขึ้นใหม่นี้จะสามารถเติบโตได้หรือไม่ หากแต่ในเวลาต่อมาก็ได้ทราบว่า อากาศที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวนั้นคือหัวใจสำคัญเชียวล่ะ เพราะเจ้าองุ่นสายพันธุ์ Koshu ต้องอาศัยอากาศทั้งร้อนและเย็นในการเติบโตและด้วยเหตุปัจจัยนี้จึงทำให้รสชาติของมันเปลี่ยนไปด้วยโดยปริยาย แตกต่างจากรสชาติองุ่นหลาย ๆ สายพันธุ์ในยุโรปที่มักจะหนาวเสียเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี การจะทำให้ Koshu ออกมามีรสชาติอร่อย เติบโตเต็มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องผ่านการดูแลที่พิถิพิถันแน่นอน ซึ่งเริ่มตั้งแต่การปลูกองุ่น Koshuคนที่นี่จะปลูกองุ่นเป็นลักษณะไม้เลื้อยขึ้นเป็นโดม ป้องกันไม่ให้ผลผลิตบอบช้ำ และกิ่งก้านแตกหักยามเข้าสู่ฤดูฝน อีกทั้งตอนเก็บเกี่ยวผลผลิต ก็จะใช้การตัดกิ่งในแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ทำให้ตัวองุ่นคงความสดใหม่ เหมือนกับอยู่บนต้นเช่นเดิม

Koshuหัวใจของ White wineที่เติมเต็มสัมผัสใหม่ให้กับคนรักไวน์ได้ลิ้มลอง

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วด้านต้น ว่าองุ่น Koshu เป็นสายพันธุ์องุ่นที่เป็นลูกผสมระหว่างสายพันธุ์ทางยุโรปและเอเชีย ประกอบกับการเลี้ยงดูด้วยสภาพอากาศที่แตกต่างไปจากไวน์ฉบับดั้งเดิมจึงยิ่งเสริมให้องุ่นพันธุ์นี้มีความพิเศษมากมายในตัวของมันเองไม่ว่าจะเป็น ตัวผลที่จะมีลักษณะเล็ก แต่เป็นสีอ่อน ๆ ซีด ๆ เปลือกด้านนอกจะแข็ง แต่ข้างในกลับนิ่ม หากเด็ดกินเปล่า ๆ ไม่ต้องนำไปบ่มไวน์ จะสัมผัสได้ถึงความกรุบกรอบเล็กน้อยตอนเคี้ยวในปาก อธิบายลักษณะเด่นของรสชาติได้ยาก มีความหอมโดดแบบยุโรป แต่ในเวลาเดียวกันก็มีความกลมกลืนเป็นธรรมชาติแบบองุ่นเอเชีย

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ Koshu ถูกพัฒนามาเป็นไวน์ขาว นั่นก็เพราะบริษัททำไวน์บริษัทหนึ่งในจังหวัดยามานาชิ ได้ส่งลูกของเขาสองคนไปเรียนการทำไวน์ที่ฝรั่งเศส เมื่อกลับมาบุคคลทั้งสองนั้นจึงกระตือรือร้นในการทำไวน์ญี่ปุ่นมาก จึงได้นำ Koshu เข้าสู่กระบวนการพัฒนา จนค่อย ๆ มีชื่อเสียงมากขึ้นและกลายเป็นไวน์ขาวอันโด่งดัง เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์แบบเอเชียให้เราได้ลิ้มรสกันในทุกวันนี้

นอกเหนือจากนี้ Koshu ยังเหมาะที่จะดื่มคู่กับเมนูอาหารต้นตำรับของญี่ปุ่นทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ซูชิ เทมปุระ หรือราเม็น เพราะจะทำให้รสชาติอาหารพวกนั้นเพิ่มความจัดจ้านมากขึ้น หรือหากคุณสนใจที่อยากจะทานคู่กับอาหารประเภทอื่นก็ได้เช่นกัน แต่ขอแนะนำว่าไม่ควรเป็นอาหารรสจัด ควรจะเป็นสลัดผัก ไม่ก็เนื้อย่างที่ไม่ผ่านการปรุงจะดีที่สุด

พลิกโฉมหน้าไวน์ในประวัติศาสตร์ Screaming Eagle ไวน์ที่มีผู้คนหมายมาดอยากครอบครองที่สุดในโลก

“Screaming Eagle”เป็นหนึ่งไวน์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ต้องการของนักสะสมเป็นอย่างมาก โดยการเปิดประมูลไวน์ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา Screaming Eagle ถูกขายในราคากว่าครึ่งล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าการประมูลในครั้งนี้จะพลิกความสำคัญให้กับเจ้าไวน์ตัวนี้เพิ่มขึ้นไปอีก จนผู้คร่ำหวอดในวงการไวน์หลายคนในสหรัฐอเมริกากล้าการันตีว่า Screaming Eagle กลายเป็นไวน์อีกหนึ่งขวดที่นักสะสมไวน์อยากจะได้ไว้ในครอบครอง

ทำไม Screaming Eagle ถึงกลายเป็นไวน์ระดับแถวหน้า ที่มีผู้ต้องการอยากครอบครองมากที่สุด

Screaming Eagle เป็นไวน์อีกหนึ่งขวดที่ถือกำเนิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ภายใต้อาณาบริเวณของ Napa Valley ไร่องุ่นกาแบร์แน โซวีญงที่มีคุณภาพที่สุดในอเมริกา แต่อย่างไรก็ดี นั่นเป็นข้อมูลทั่วไปที่นักสะสมต่างก็รับรู้กันอยู่ก่อนแล้ว หากแต่สิ่งที่พวกเขาอยากรู้จริง ๆ นั่นก็คือเหตุผลอะไรที่ทำให้ไวน์ขวดนี้กลายเป็นไวน์ที่ไต่มาอยู่ระดับแถวหน้าของวงการ แถมยังเป็นที่ต้องการเสียเหลือเกิน ซึ่งเหตุผลแน่ชัดนั้นมีคนได้ให้การไว้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การได้Gislason ผู้ที่ได้แชมป์ในการประกวดไวน์ในเวลานั้นมาเป็นผู้ให้คำปรึกษาในการทำไวน์ขวดนี้ หรือแม้แต่อากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในไร่องุ่น ณ เวลานั้น ที่ทำให้องุ่นเย็นจัดจนส่งผลต่อรสชาติของไวน์ และอีกหนึ่งเหตุผลที่สำคัญมากนั้นก็คือ มันมีจำนวนที่น้อยมาก น้อยในขนาดที่จนทุกวันนี้ก็ไม่ทราบจำนวนที่แท้จริงว่าเหลือเท่าไหร่กันแน่ โดยไม่ว่าจะเป็นเหตุผลอย่างใดหรือในข้อไหนก็ตามมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะตอนนี้ Screaming Eagle ขึ้นแท่นเป็นไวน์รสชาติเยี่ยมที่ผู้ได้ลิ้มลองทุกคนต่างก็ต้องยกนิ้ว และกลายเป็นไวน์แดงแถวหน้าที่มีผู้ที่อยากจะได้ไว้ในครอบครองมากที่สุดแล้ว

แนวโน้มความเติบโตของ Screaming Eagle ไวน์ที่พลิกบทบาทตัวเองขึ้นมาเป็นอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์

ณ ตอนนี้หากพูดถึง Screaming Eagle ก็คงไม่มีคนรักไวน์คนไหนไม่รู้จัก เพราะมันได้พาชื่อเสียงของตัวเองไปแขวนเอาไว้บนหน้าหนึ่งของราคาไวน์ที่แพงที่สุดในสหรัฐอเมริกาและยิ่งวันเวลาผ่านไป ไวน์ชื่อนี้ก็ยิ่งโด่งดังมากขึ้นด้วย เช่นเดียวกันกับรสชาติอันร้ายกาจของมัน ที่เมื่อยิ่งผ่านกาลเวลาก็ยิ่งเพิ่มความเข้มข้นของรสชาติเข้าไปอีก ซึ่งเราคงไม่ต้องสงสัยกันให้เหนื่อยเปล่าว่าแนวโน้มของไวน์ขวดนี้จะไปจบลงที่ไหน เพราะการหมักบ่มอันยาวนาน ประกอบการเลือกใช้องุ่นที่ได้คุณภาพสูงจากไร่องุ่นชั้นนำยิ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ไวน์ขวดนี้เป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งไวน์ขวดนี้ยังมีเรื่องเล่าตลกร้ายชนิดที่ว่าทำเอาคนรักไวน์ต้องเบ้หน้า เพราะเมื่อหลายปีที่ผ่านมามี Screaming Eagle ขวดหนึ่งแตกสลายหายไปจากโลกเสียแล้ว และอีกขวดหนึ่งก็โดนโจรปริศนาขโมยไป จวบจนตอนนี้ยังหาร่องรอยไม่ได้เลยว่าไปอยู่ที่ไหนกันแน่

และทั้งหมดนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ไวน์ “Screaming Eagle”กลายเป็นไวน์ที่พาตัวเองขึ้นมาอยู่แถวหน้าประวัติศาสตร์ของวงการไวน์ได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ได้ลิ้มรสในรสชาติของไวน์ขวดนี้ต่างก็พากันวาดฝันว่าอยากจะครอบครองมันเป็นของตัวเอง และมีอีกหลายคนที่แม้ไม่ได้ลิ้มรสก็อยากจะครอบครองเสียจนให้เอาอะไรมาแลกก็ยอม มันจึงกลายเป็นไวน์ที่ใครหลายคนอยากได้มาเป็นของตัวเองมากที่สุดในโลกแล้ว ณ เวลานี้

สองความยิ่งใหญ่ที่ผสานรวมกันให้อยู่ภายในขวดเดียว “Opus One”

เชื่อว่าคนรักไวน์คนไม่มีทางที่จะพลาดหนึ่งในชื่อไวน์อันโด่งดังนั่นก็คือ “Opus one”ไวน์ที่ถือกำเนิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย ด้วยสองนักผลิตไวน์ที่เป็นตำนานของวงการด้วยความใส่ใจและตั้งใจที่จะรวมวัฒนธรรม เรื่องราว หรือไม่ว่าความแปลกใหม่มารวมไว้ในไวน์ขวดเดียว เพื่อให้คนรักไวน์จากทั่วโลกได้รับรู้ถึงรสชาติอันมหัศจรรย์นี้

“Opus One” ความหลากหลายที่ลงตัว จากฝรั่งเศสสู่อเมริกา หาที่ไหนก็ไม่มีอีกแล้ว

สิ่งที่มหัศจรรย์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ของ Opus One คือการที่มันถือกำเนิดขึ้นมาจากนักทำไวน์ระดับตำนานถึงสองคน นั่นก็คือ Baron Philippe de Rothschildชาวฝรั่งเศสผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ไวน์ชื่อดัง และRobert Mondaviชาวอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญในการหมักบ่มไวน์แห่ง Napa Valley โดยทั้งสองนำวิสัยทัศน์ในการทำไวน์ของตัวเองมาผสานรวมเข้าด้วยกัน ตั้งใจทำให้เกิดไวน์รสชาติใหม่ ที่มีความทันสมัย มีสไตล์แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงความดั้งเดิมไว้ด้วยยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาซึ่งมาจากต่างที่ ต่างวัฒนธรรม และต่างภาษา ก็อยากที่จะนำเรื่องราวเหล่านั้นมาใส่ลงไวน์ขวดนี้อีกด้วยรวมไปถึงผสมผสานกรรมวิธีการหมักบ่มไวน์แบบต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้กับ Opus oneให้มันออกมาเพอร์เฟค จนได้ชื่อว่า “Opus one ความภาคภูมิใจของชาวแคลิฟอร์เนีย”

นอกจาก Opus One จะถูกสรรสร้างขึ้นมาด้วยความปราณีตแล้ว มันยังถูกบ่มด้วยความพิถีพิถันด้วยเช่นกันโดยองุ่นที่ใช้สำหรับการทำไวน์ตัวนี้ ก็คือ กาแบร์แน โซวีญงในช่วงที่ยังเป็นผลอ่อน ซึ่งทำให้รสชาติไวน์เด่นชัดและสร้างเอกลักษณ์ไปอีกแบบ

รสชาติที่ลืมไม่ลง จนอยากจะหวนกลับไปลิ้มลองอีกสักครั้ง สิ่งที่ Opus one ทำได้และไม่อาจมีอะไรมาเทียบเทียม

ผู้เคยทานไวน์หลายท่านให้การไว้ว่า ทีแรกคิดว่าOpus one จะเป็นไวน์ที่ให้ภาพลักษณ์สนุก ดื่มแล้วก็คงเพลิน ๆ จากนั้นก็จบแล้วจากกันไป แต่มันผิดคาด เพราะไวน์ตัวนี้ไม่ได้ทำแค่นั้น แต่มันกลับให้รสชาติที่ลุ่มลึก ผสานความสนุกและความขรึมไว้ในตัวเอง ซึ่งคงเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการทำไวน์จากสองชาติ ที่ร่วมกันใส่มันไว้ในไวน์ขวดนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าไวน์ขวดนี้ยังสามารถเปลี่ยนรสชาติไปตามอุณหภูมิในร่างกายของคนอีกด้วย เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลย ที่จะทำให้รสชาติของไวน์เปลี่ยนไปตามผู้ที่ได้ลิ้มลอง นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่มีอะไรมาเทียบ Opus one ได้เลย

บนโลกเรานี้เต็มไปด้วยความหลากหลายมากมายให้ได้เรียนรู้ และคงไม่มีใครคาดคิดว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมนี้ จะยังเป็นที่มาของความมหัศจรรย์หลายอย่าง ซึ่ง Opus one ก็เป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์นั้น เพราะนอกจากที่มันจะเป็นตัวแทนของความร่วมมือระหว่างวัฒนธรรมและเรื่องราวที่แตกต่างแล้ว มันก็ยังเป็นตัวแทนของความอร่อยที่เป็นระดับตำนานทำให้นักชิมไวน์หลายคนต่างก็หลงใหลคลั่งไคล้จนกลายเป็นความยิ่งใหญ่ หลากหลาย ที่ผสานกันไว้ในขวดเดียวจนไม่อาจหาอะไรมาแทนที่ได้จริง ๆ

Romaneeconti1945 ยูนิคอร์นแห่งวงการไวน์ ที่ไม่สามารถพบได้ในชีวิตจริง

หากพูดถึงไวน์ที่มีราคาสูงลำดับต้น ๆ ของโลก หลายคนคงไม่ปฏิเสธว่ามีชื่อ Romaneeconti 1945”อยู่ในลิสนั้นด้วย เพราะถือเป็นไวน์แดงที่มีอายุการหมักบ่มที่ยาวนานมากถึง 70 ปี และยังมีเพียงแค่ 600 ขวดเท่านั้นถือเป็นไวน์แรร์ไอเทมสำหรับนักสะสม เพราะมีจำนวนลิมิเต็ดและหาได้ยากแล้วในปัจจุบันจนได้ฉายาว่าเป็น “ยูนิคอร์น” แห่งวงการไวน์เลยทีเดียว แต่ Romaneeconti1945 ก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องรสชาติเท่านั้นที่ทำให้กลายเป็นไวน์ที่มีการประมูลสูงที่สุดในซึ่งตอนนี้หลายคนคงสงสัยกันแล้วว่าเพราะอะไร เจ้าไวน์ตัวนี้ถึงเข้าไปนั่งอยู่ในใจของนักสะสม และทำให้กลายเป็นไวน์ที่ทรงคุณค่า จนใครก็อยากครอบครอง

เรื่องเล่าจากไร่องุ่น ในชุมชนเล็กแถบเบอร์กันดี จุดเริ่มต้นของ Romaneeconti

“Romaneeconti” ถือกำเนิดขึ้นในเมืองเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของแค้วนเบอร์กันดีในประเทศฝรั่งเศส แคว้นเบอร์กันดีทุกท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าที่นั่นคือแคว้นที่ให้ผลผลิตองุ่นคุณภาพสูง จึงทำให้การหมักบ่มไวน์พลอยมีคุณภาพดีตามไปด้วย เพราะส่วนใหญ่ไร่ไวน์ในบริเวณนี้จะอยู่ในระดับ กร็องครู (Grand Cru) ที่มีคุณภาพสูงมากที่สุด เหมาะแก่การนำไปบ่มเพาะ

แต่ที่Vosne-Romanéeซึ่งถือเป็นบ้านเกิดของ Romaneecontiอย่างแท้จริงกลับมีไร่องุ่นที่ทรงคุณภาพยิ่งกว่าในแคว้นเบอร์กันดีเสียอีก เพราะที่นี่ปลูกไร่องุ่นเองถึง5 เอเคอร์ และองุ่นทุกต้นของที่นี่ก็อยู่ในระดับกร็องครู (Grand Cru)ทั้งหมด ด้วยอัตราการปลูกที่คิดเป็นองุ่นปิโน นัวร์7 ส่วน และ ชาร์ดอนเน่ย์1 ส่วน สลับกันไป จึงทำให้ไร่ของที่นี่มีเอกลักณ์เป็นอย่างมาก ถึงกับมีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านในวงการไวน์ได้กล่าวไว้ว่า ผืนดินบริเวณที่เป็นต้นกำเนิดของRomaneecontiนี้ คือพื้นที่ที่เหมาะแก่การเพาะปลูกมากที่สุดในการทำไวน์

มีนิทานเรื่องหนึ่งที่ถูกกล่าวขานต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน เป็นเรื่องเล่าในไร่ของRomaneeconti เล่าว่า ครั้งหนึ่งเจ้าของฟาร์มเคยถูกขู่ว่าจะวางยาพิษใส่ไร่องุ่นของเขา จนในที่สุดเขาต้องยอมให้เงินแก่โจรคนนั้นด้วยจำนวนมากถึง หนึ่งล้านยูโร ซึ่งถ้าตีเป็นเงินไทยได้มากถึง สามสิบสามล้านบาท! อาจเพราะเรื่องเล่านี้เอง ที่ทำให้Romaneecontiกลายเป็นตำนาน เพราะแม้แต่ผลองุ่นก็ยังถูกหมายปองก่อนที่พวกมันจะเข้าโรงบ่มอีกด้วยซ้ำไป

Romaneeconti1945กับฉายาเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่อาจลบเลือน “ยูนิคอร์น” แห่งวงการไวน์

นอกจากRomaneeconti จะมีเรื่องเล่าอันสุดพิสดารแล้ว มันยังถูกขนานนามได้ว่าเป็นยูนิคอร์นแห่งวงการไวน์อีกด้วย ซึ่งสาเหตุที่ต้องแทนเป็นยูนิคอร์นนั่นก็เพราะว่า ยูนิคอร์นเป็นสัตว์ในเทพนิยายที่ไม่มีวันพบเจอได้ในความจริง จึงเปรียบเสมือนคนธรรมดาทั่วไปที่ชอบดื่มไวน์ แต่คงไม่มีวาสนาจะได้ลิ้มรสของ Romaneecontiเนื่องด้วยเพราะมันมีราคาที่แพงหูฉี่ อีกทั้งยังมีจำนวนเหลือน้อยมาก ๆ บนโลก หากไม่มีเงินถุงเงินถังจริง ๆ ก็คงไม่มีโชคที่จะได้ครอบครองเจ้าไวน์ตัวนี้เลย

ซึ่งความเป็นยูนิคอร์นของRomaneeconti1945 นี้สืบเนื่องมาจากที่ผลผลิตไวน์ในปี 1945 มีจำนวนน้อยมาก ๆ เพราะโดนผลกระทบจากลูกเห็บในฤดูหนาวและฝน จึงเหลือผลองุ่นที่ใช้การได้ในการหมักบ่มไม่เยอะสักเท่าไหร่ ประกอบกับตอนที่นำเข้าโรงบ่มไปแล้วนั้น อากาศที่เบอร์กันดีกลับร้อนระอุขึ้นมาเสียเฉย ๆ ทำให้รสชาติไวน์ที่เป็นผลกระทบในตอนนั้นเกิดงวดและเข้มข้นมาก จนเมื่อเวลาผ่านไปมันกลับกลายเป็นไวน์รสชาติเลิศ ที่มีจำนวนน้อยเหลือเกินบนโลกใบนี้ ประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและน่าสนใจมากมายของเจ้าไวน์ตัวนี้ ทำให้ Romaneeconti1945 เป็นอีกหนึ่งไวน์ในความฝันของเหล่านักสะสมคราวนี้หลายคนคงจะหายสงสัยกันแล้วใช่ไหม ว่าทำไมไวน์ตัวนี้ถึงมีฉายาว่า “ยูนิคอร์น” แห่งวงการไวน์ เพราะทั้งแพงและหายากแบบนี้ ถ้าไม่รวยจริง ๆ ก็คงไม่มีวาสนาจะได้เจอะเจอเลยล่ะ

SONOMA County ผืนดินอันอุดม แหล่งกำเนิดแบรนด์ไวน์คุณภาพจากแคลิฟอร์เนียที่เรารู้จักกันในชื่อว่า“Decoy”

“Sonoma County”ชื่อที่หลายท่านอาจรู้จัก ในขณะที่หลายท่านอาจไม่มีข้อมูลอยู่ในหัวเลยว่ามันคือที่ไหน แท้จริงแล้ว Sonoma County หรือ Sonoma Valley นี้อยู่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียในประเทศสหรัฐอเมริกา พื้นที่ส่วนใหญ่ในอาณาบริเวณนี้จะเป็นภูเขาและอีกฟากหนึ่งติดมหาสมุทรแปซิฟิก ยิ่งไปกว่านั้น Sonoma County ยังเป็นชุมชนที่ทำไร่องุ่นใหญ่ที่สุดในอเมริกา เพราะมีภูมิอากาศค่อนข้างแห้ง มีดินที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งเกิดจากการทับถมของแร่ธาตุบนภูเขา และยังได้รับลมทะเลซึ่งเป็นเคล็ดลับความอร่อยของไวน์แดงแบรนด์ “Decoy”

ลักษณะที่ได้เปรียบบน Sonoma County แดนภูเขาที่เพิ่มความเข้มข้นให้องุ่น

ใน Sonoma County ที่นี่มีภูมิทัศน์เป็นภูเขาเสียส่วนใหญ่ ทำให้การปลูกไวน์ก็ต้องปลูกบนเนิน บนภูเขาด้วยเช่นกัน แต่นั่นกลับไม่ใช่ปัญหาสำหรับการทำไร่องุ่นของที่นี่เพราะลักษณะที่ลาดชันทำให้ไร่องุ่นเกิดการระบายน้ำได้ดียามมีฝนหมดปัญหาเรื่องการเกิดบ่อน้ำกักขัง นอกเหนือจากนั้นองุ่นก็ยังได้ผลประโยชน์จากการได้รับแดดอย่างเต็มที่ยามพระอาทิตย์สาดเข้ามาทางทิศตะวันออก และจะได้พักจากแดดเมื่อพระอาทิตย์เบี่ยงตัวไปอยู่ทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศทางที่ภูเขาจะบังแสงแดดให้กับผลองุ่นในไร่ จึงทำให้สีขององุ่นในไร่มีความสวยงาม เป็นสีม่วงออกไปทางฟ้า ถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่หาได้ยากจากที่อื่น

นอกเหนือจากที่การระบายน้ำในไร่จะเป็นไปในทิศทางที่ดีแล้ว เพราะอาศัยความลาดชันของภูเขาในการเข้าช่วย ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นผลพลอยได้กลับมา นั่นก็คือทำให้องุ่นมีความเข้มข้นมากขึ้นจากหน้าดินบริเวณนั้นด้วย ในภายหลังผู้พัฒนาไวน์ของDecoy จึงได้เปลี่ยนให้มีการปลูกไร่องุ่นในแนวชันเป็นแถวเดี่ยวเพื่อให้ทางน้ำไหลผ่าน เพราะจะได้กระตุ้นให้ผลองุ่นมีรสชาติที่เข้มข้นเท่ากันทุกผล

เคล็ดลับความอร่อยของ Decoy ไวน์แดงภูเขาผสมลมทะเล ที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหนบน Sonoma County

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าลักษณะภูมิทัศน์ที่เป็นภูเขา ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการระบายน้ำ และที่สำคัญบริเวณที่น้ำไหลผ่านและแสงอาทิตย์ส่องบริเวณภูเขานั้น ยังทำให้ผลองุ่นออกมามีรสชาติเข้มข้นมาก ๆ อีกด้วย แต่เคล็ดลับความอร่อยไม่ได้อยู่แค่เพียงเท่านั้น เพราะ Decoy ได้แบ่งแยกการทำไร่องุ่นออกเป็นสองแบบ คือการปลูกแบบเนินเขาและการปลูกแบบที่เรียบโล่งแจ้ง ซึ่งพันธุ์องุ่นที่ใช้ปลูกจะมีด้วยกันสองสายพันธุ์ นั่นก็คือ พันธุ์กาแบร์เน โซวีญงและพันธุ์เทมปรานิลโย โดยสายพันธุ์หลังจะเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ได้นิยมปลูกใน Sonoma County ดังนั้นจึงสามารถหาได้ที่ไร่องุ่นของ Decoy เท่านั้น

ผู้ผลิตไวน์ของ Decoy ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เคล็ดลับความอร่อยของ Decoy นอกจากจะเป็นเพราะผลองุ่นแล้ว ยังเป็นเพราะภูมิอากาศด้วย ที่ทำให้ผลองุ่นเจอกับอากาศที่แห้งและค่อนข้างร้อนในตอนเช้า ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบขององุ่นแดงอยู่แล้ว แต่ยามเมื่อถึงตอนกลางคืนกลับได้ลมเย็น ๆ จากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้ามาช่วยทำให้องุ่นมีความสดใหม่ ไม่สุกงอมจนเกินไป และในฤดูที่เก็บเกี่ยวก็ง่ายต่อการดูแลรักษา

นอกจาก SonomaCounty จะเป็นพื้นที่ที่สวยงามแล้ว ก็ยังเป็นแหล่งเคล็ดลับที่สำคัญมาก ๆ ของแบรนด์ Decoy อีกด้วย พอได้รู้ประวัติศาสตร์ของไวน์เปี่ยมคุณภาพแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าไวน์ที่ดื่มอร่อยขึ้นอีกเป็นกอง ใครมีโอกาสได้ลิ้มชิมรสไวน์แดงชื่อดังจาก Decoy ก็อย่าพลาดโอกาสเชียวล่ะ