All posts by Theresa Carlson

จากน้ำองุ่นสู่ไวน์ ความสร้างสรรค์ในแก้วใบหนึ่ง

หลาย ๆ คนทราบว่าไวน์ผลิตมาจากองุ่น แต่ทำอย่างไรจึงได้เป็นไวน์ แถมไวน์ยังมีหลากหลายชนิดอีกด้วย หากจะพูดง่าย ๆ ว่าไวน์ คือ น้ำองุ่น ที่หมักจนทำให้น้ำตาลจากน้ำองุ่นกลายเป็นแอลกอฮอล์ โดยผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน การคัดกรองแยกส่วนต่าง ๆ ของน้ำองุ่นก็จะทำให้ได้ไวน์ที่แตกต่างกันออกไปเช่นกัน

มารู้จักไวน์พอสังเขป
หากจะแยกถึงความแตกต่างของไวน์และความรื่นรมย์ง่าย ๆ ในการดื่มไวน์ ก็คงต้องบอกว่า รสนิยมในการดื่มไวน์นั้นเป็นรสนิยมส่วนบุคคล ในตลาดไวน์นั้นมีไวน์ให้เลือกดื่มมากมาย มาจากหลายประเทศ ไล่ไปตั้งแต่ ไวน์ฝรั่งเศส ไวน์อิตาลี ไวน์สเปน ไวน์ออสเตรียเลีย ไวน์แอฟริกาใต้ ไวน์ไทย ฯลฯ ไม่เพียงแต่มาจากประเทศไหนเท่านั้น แต่แหล่งผลิตในประเทศนั้น ๆ ก็มีส่วน แถมยังมาจากพันธุ์องุ่นว่าเป็นพันธุ์ไหน รวมทั้งไวน์ปีอะไร ฯลฯ ราคานั้นก็มีตั้งแต่ราคามิตรภาพ ไปจนถึงเห็นราคาก็หมดสภาพ (หมายถึงหมดอารมณ์ที่จะดื่ม) ไวน์อะไรขวดเดียวแพงกว่าทองเสียอีก

ความแตกต่างของไวน์แยกได้คร่าว ๆ ดังนี้

  1. มาจากผู้ผลิตไวน์ ไวน์แต่ละยี่ห้อ แต่ละเจ้าแตกต่างกันไป แม้จะเป็นไวน์จากแหล่งเดียวกัน หรือองุ่นพันธุ์เดียวกันก็ตาม หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดก็คงจะเปรียบเทียบได้กับพ่อครัว “ผู้ปรุงไวน์คือพ่อครัว” ผู้ผลิตไวน์ที่ผลิตไวน์จากองุ่นของตนเอง ย่อมมีสูต รมีเครื่องปรุงเป็นของตนเอง อันเป็นการเปรียบเทียบในเชิงทฤษฎีที่อธิบายให้เห็นความต่างของไวน์ได้ชัดเจน
  2. จากต้นองุ่นไปจนถึงการบรรจุลงขวด มาจากถิ่นฐานที่ปลูกองุ่น, ความแตกต่างของดิน, การเก็บเกี่ยวองุ่น, กระบวนการในการหมัก ความสำคัญในการเลือกถังหมักองุ่น
  3. พันธุ์องุ่นที่ดี และกระบวนการจัดการกับองุ่นที่ดี โดยผลิตไวน์ออกมาให้มีภาพลักษณ์ขององุ่นพันธุ์นั้นมากที่สุด รวมไปถึงการหมักในถังไม้ ซึ่งถือเป็นงานศิลปะของ Cellarer หรือผู้ชำนาญการประจำโรงบ่มไวน์
  4. รูปแบบการตลาด และการนำเสนอ เช่น ไวน์บรรจุขวดที่ไหน หรือผลิตที่ไหน, ฉลากไวน์บอกอะไรคุณบ้าง, เป็นจุกไม้ก๊อก หรือเป็นฝาเกลียว มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร
  5. ประเทศผู้ผลิตไวน์ และแหล่งปลูกองุ่นที่สำคัญ ๆ ของประเทศนั้น ๆ
  6. การปฏิบัติต่อไวน์ โดยการดื่มไวน์อย่างมีกฎเกณฑ์ จะช่วยเพิ่มความรื่นรมย์มากยิ่งขึ้น อาทิ ใช้แก้วไวน์ประเภทไหน, ทำไมต้องเทไวน์จากแก้วหนึ่งไปยังแก้วหนึ่งโดยการหมุนก้านแก้ว, ทำไมอุณหภูมิจึงมีผลต่อรสชาติของไวน์ หรือการจัดเก็บไวน์นั้น เก็บอย่างถูกต้องหรือไม่
  7. เรื่องของรสสัมผัส สัมผัสทางสายตาที่เห็นว่าสีของไวน์เป็นอย่างไร สัมผัสทางจมูกที่ได้กลิ่นและส่งไปยังสมอง กลิ่นอโรม่าจะบอกว่าเราชอบไวน์นั้นหรือไม่ กลิ่นเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ก็สามารถตัดสินรสชาติได้เช่นกัน

นอกจากกระบวนการผลิตที่หลายขั้นตอนแล้ว เราจะเห็นได้ว่าการตัดสินว่าไวน์ยี่ห้อหนึ่งแตกต่างจากอีกยี่ห้อหนึ่งอย่างไร ไม่ได้ตัดสินกันด้วยป้ายราคาเท่านั้น แต่มีหลายอย่างที่ทำให้ไวน์แตกต่างกัน ในการดื่มไวน์ก็เช่นกันหากเห็นไวน์ราคาถูก แต่ไม่รู้จักและไม่มั่นใจว่าไวน์ชนิดนั้นจะถูกปากเรา ต้องทดลองซื้อมาดื่มดู ซื้อมาขวดเดียวถ้าถูกปากถูกใจก็กลับไปซื้อมาเก็บไว้ แต่ถ้าลองแล้วรสชาติไม่เอาไหนก็เก็บไว้ปรุงอาหารได้โดยไม่ต้องเททิ้ง

 

วัฒนธรรมการดื่มไวน์ แบบง่าย ๆ ไม่ต้องดราม่า

          ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่อยู่คู่มนุษยชาติมาช้านาน วัฒนธรรมในการดื่มไวน์ของแต่ละท้องถิ่นก็แตกต่างกันไป วัฒนธรรมการดื่มไวน์ของชาวฝรั่งเศสนั้นอาจจะเคร่งครัดยึดตามแบบฉบับเดิม และสำหรับผู้ที่หลงไหลในไวน์ หรือเชี่ยวชาญเรื่องไวน์ ก็อาจจะยึดถือวัฒนธรรมการดื่มไวน์แบบเดิมเป็นหลักเช่นกัน ซึ่งการดื่มไวน์ของเขาอาจจะไม่ใช่แค่การไปซื้อไวน์มาเทใส่แก้วแล้วดื่ม..ก็จบ แต่ยังมีข้อปลีกย่อยและรายละเอียดอีกมากมาย ส่วนคนที่ไม่ได้ชำนาญเรื่องไวน์ ไม่ได้ต้องการยึดตามวัฒนธรรมการดื่มไวน์ของที่อื่น แต่แค่อยากดื่มไวน์สักขวด หรือสักแก้ว ดื่มแบบง่าย ๆ จะเลือกดื่มอย่างไร 

ไวน์สไตล์คนธรรมดา

          ในประเทศแถบยุโรปที่ผู้คนดื่มไวน์กันเป็นเรื่องปกติธรรมดานั้น ไวน์มีให้เลือกซื้อหาอยู่ทั่วไปทั้งร้านขายไวน์ ซื้อโดยตรงจากผู้ผลิตไวน์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต อินเทอร์เน็ต สมาคมผู้ผลิตไวน์  ฯลฯ แถบทุกบ้านจะมีไวน์เก็บไว้ในห้องเก็บของใต้ดิน โดยส่วนมากก็เป็นห้องใต้ดินธรรมดา ๆ ทั่วไป ไม่ใช่ห้องเก็บไวน์แบบที่เราเห็นในหนังในละคร ไวน์ในชั้นเก็บไวน์ใต้ดิน มีตั้งแต่ 2-3 ขวด ไปจนถึงหลักร้อยขึ้นไปตามความถี่ในการดื่มของเจ้าของบ้าน ว่ากันไปตามชอบ

การดื่มไวน์เพื่อเพิ่มรสชาติอาหาร หากเป็นไวน์ขาวก็จะนำมาแช่ตู้เย็นรอเวลา หรือในหน้าหนาวก็จะวางที่ระเบียงบ้าน ไวน์แดงจะนำมาวางไว้ในอุณหภูมิห้อง ไวน์แดงบางชนิดอาจต้องเปิดขวดทิ้งไว้ก่อนดื่ม หรือเทใส่เหยือกให้อากาศช่วยเพิ่มรสชาติก็ว่ากันไปตามประสบการณ์ในการดื่มไวน์ของแต่ละคน

ไวน์ประจำบ้านที่ดื่มประจำวันจึงเป็นไวน์ธรรมดา ๆ ไม่ใช่ไวน์ราคาแพง แต่เป็นไวน์ที่รสชาติถูกปากและราคาถูกใจ ส่วนไวน์ราคาแพงนั้นจะมีไว้ดื่มในโอกาสพิเศษ ๆ เท่านั้น

บ่อยครั้งที่ไวน์ราคาแพง มีภาพลักษณ์ดี ชื่อเสียงดี แต่รสชาติไม่ได้ดีสมชื่อสมราคา คนที่ดื่มไวน์เป็นประจำจึงไม่ได้ตัดสินว่าไวน์นั้นดีหรือไม่ดี จากราคา หรือคำโฆษณา แต่เขาจะลองชิม ชิมไปเรื่อย ๆ จากหลายถิ่น หลายที่มา หลายราคา จนเจอไวน์ที่ถูกใจ จึงซื้อมาเก็บไว้ดื่ม         

ดื่มไวน์แบบง่าย ๆ ไม่ต้องดราม่า

มีคำกล่าวโบราณที่ว่า ที่ใดขาดไวน์ ที่นั่นขาดชีวาและชีวิต ไวน์จึงยังคงเป็นที่นิยมมาตลอดกาล ในบ้านเราเองช่วงหลายปีที่ผ่านมาไวน์เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น มีแหล่งผลิตไวน์ มีโรงหมักบ่มไวน์ และยังมีไวน์ของบ้านเราส่งไปจำหน่ายยังต่างแดนด้วย ในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็มีไวน์ขายมากขึ้นกว่าสมัยก่อน

กูรูไวน์ มีคำแนะนำมากมายสำหรับคนหัดดื่ม ซึ่งมีทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นความรู้ แต่บางทีคำแนะนำนั้นก็ฟังเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ตามลัทธิโบราณ จนคนอยากจะลิ้มรสไวน์ชักเกร็งว่าจะทำถูก หรือทำผิด หากคุณไม่รู้จะเริ่มตรงไหน แต่อยากดื่มไวน์เพื่อเพิ่มรสชาติอาหาร มีหลักง่าย ๆ ว่าไวน์ขาวจะเหมาะกับอาหารขาว ๆ ประเภท ปลา ไก่ อาหารทะเล หรืออาหารไทย ส่วนไวน์แดงก็ประเภทเนื้อแดงต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ลิ้นใครลิ้นมันอย่าไปยึดติดว่าต้องเป๊ะ ๆ ตามนั้น การเลือกไวน์ก็ไม่ต้องคิดนาน เลือกเอาไวน์ราคากลาง ๆ ตามกำลังที่เราจ่ายได้มาลองดื่ม ถ้ารสชาติถูกลิ้นก็จดชื่อ จดราคาไว้และแหล่งซื้อไว้ รอบหน้าจะได้ซื้ออีก ลองซื้อมาชิมทีละชนิด เราก็จะได้ไวน์มาตรฐานประจำบ้านของเรา

เรื่องแก้วไวน์เช่นกัน จะเลือกอย่างไรเพราะมีสารพัดแก้วให้เลือกทั้งถูกและแพง แถมยังมีแก้วแบบไหนใช้กับไวน์ถิ่นใด…จะดื่มไวน์ก็มาปวดหัวกับแก้วอีก มาตรฐานเดิมที่คนดื่มไวน์รู้จักกันดีคือ แก้วเล็กไวน์ขาว แก้วใหญ่ไวน์แดง แต่ปัจจุบันมีแก้วสารพัดประโยชน์ออกมาจำหน่าย จะไวน์ขาว หรือไวน์แดงก็แก้วเดียวได้ ไม่ลำบากต้องหาที่จัดเก็บให้ยุ่งยาก ชอบแบบไหนรักแบบไหนก็เลือกเอา แต่ว่ากันว่าแก้วที่ดีที่สุด คือแก้วที่คุณดื่มไวน์ได้อร่อยที่สุด

 

Alsace บนเส้นทางไวน์ที่เก่าแก่และสวยงามที่สุดของฝรั่งเศส

เมื่อกล่าวถึงไวน์ ไวน์ฝรั่งเศสจะผุดขึ้นมาในหัวเป็นลำดับแรก ๆ เพราะชื่อเสียงความคลาสสิคและผู้คนนิยมดื่มไวน์กันอย่างกว้างขวาง ในฝรั่งเศสนั้นคนส่วนใหญ่จะดื่มไวน์พร้อมมื้ออาหารเกือบทุกมื้อ อย่างน้อยก็หนึ่งแก้วเพื่อเพิ่มรสชาติให้อาหารและเพิ่มความสุนทรี เมือง อาลซัส (Alsace) เป็นแหล่งปลูกองุ่นสำหรับผลิตไวน์ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ในบริเวณใกล้เคียงยังมีสถานที่ให้ท่องเที่ยวมากมาย เที่ยวไปชิมไวน์ไป สุขใจในอาลซัส

อาลซัส (Alsace)

ก่อนที่จะมาเป็นของฝรั่งเศสเช่นในปัจจุบัน อาลซัสเคยเป็นเมืองหนึ่งของเยอรมันมาก่อน ก่อนที่จะถูกฝรั่งเศสแย่งชิงไปในยุคสงคราม และเกิดการผลัดเปลี่ยนแย่งชิงกันปกครองระหว่างเยอรมันกับฝรั่งเศสมาหลายยุคสมัย เพราะเคยเป็นเมืองของเยอรมันมาก่อนผู้คนในเมืองนี้จึงพูดภาษาเยอรมันได้ เมืองนี้อยู่ติดชายแดนเยอรมันและสวิตเซอร์แลนด์ มีแม่น้ำไรน์ (Rhein) เป็นเขตแดนระหว่างประเทศ

                อาลซัสเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ชวนให้เดินชมไปอย่างช้า ๆ ปราสาทในยุคกลางคือความภูมิใจของคนท้องถิ่น บ้านเรือนในยุคเรเนซองส์ การประดับประดาดอกไม้ในหมู่บ้านและตรอกซอกซอย เป็นความงามที่เหมือนหยุดเวลาเอาไว้

ชาวอาลซัสมีประเพณีและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่เรียกร้องเชิญชวนให้ผู้คนหลั่งไหลมาเยือนไม่ขาดสาย ในปี ค.ศ. 1953 อาลซัสได้เปิดเส้นทางท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ และได้จัดฉลองครบรอบ 60 ปี เส้นทางท่องเที่ยวแห่งนี้ไปเมื่อปี ค.ศ. 2013 

เส้นทางไวน์แห่ง Alsace

                ประวัติความเป็นมาเรื่องการปลูกองุ่นผลิตไวน์ของอาลซัสนั้นยาวนานมาตั้งแต่ก่อนยุคโรมัน บนเส้นทางไวน์ที่ยาว 170 กิโลเมตรจาก มาร์เลนไฮม์ (Marlenheim) ถึง ธันน์ Thann ได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางไวน์ที่เก่าแก่และสวยงามที่สุดของประเทศฝรั่งเศส

ไร่องุ่นสูงต่ำเรียงรายสลับกันยาวสุดลูกหูลูกตา ทั้งในหุบเขา และบนเนินเขา รวมทั้งมีหมู่บ้านแทรกสลับระหว่างไร่องุ่น ถึง 70 หมู่บ้าน หลาย ๆ หมู่บ้านเหล่านี้จะร่วมมือร่วมใจกันจัดงานประเพณีเทศกาลไวน์เพื่อต้อนรับผู้มาเยือน โดยสลับกันจัดงานเทศกาลนี้ตั้งแต่เดือนเมษายน ไปจนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี ในงานเทศกาลจะมีขบวนพาเหรด การแสดงพื้นเมือง วงดนตรี การชิมไวน์ บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นมิตร 

ไวน์และโรงบ่มไวน์

ไวน์ที่ปลูกในอาลซัสส่วนใหญ่เป็นไวน์ขาว ซึ่งมีการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดบนฉลากจะระบุที่มา รวมทั้งมีกฎเกณฑ์ในการบรรจุลงขวดด้วย ขวดไวน์ของอาลซัสเป็นขวดเรียวทรงยาว ที่เรียกว่า ขลุ่ยของอาลซัส และแก้วไวน์แบบดั้งเดิมของชาวอาลซัสก็จะแปลกออกไป เป็นแก้วทรงสั้นแต่ก้านแก้วยาวและมีสีเขียว มีทั้งก้านเรียวและก้านแบบป้อม ๆ โรงบ่มไวน์ขนาดเล็กมีอยู่ทั่วไปที่เปิดให้เข้าชมและชิมไวน์ บางแห่งจะมีที่พักให้เข้าพักได้ด้วย หากเข้าพักที่พักในลักษณะเช่นนี้ก็จะได้สัมผัสการผลิตไวน์แบบใกล้ชิด หรือจะชิมไวน์แบบสด ๆ จากถังหมักไวน์ก็มีให้ชิม

การเดินทางท่องเที่ยวในอาลซัสนั้นสะดวกทั้งทางรถไฟ แบบเดินเท้า เช่าจักรยาน หรือรถยนต์ หากท่านอยากได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่แปลกออกไป ขอแนะนำเส้นทางไวน์แห่งนี้ ซึ่งอาจจะทำให้คนรักการเดินทางหันมารักไวน์ด้วย

 

จากโรงบ่มไวน์ สู่การบรรจุไวน์ลงขวด

กระบวนการบรรจุไวน์ลงขวดสำหรับผู้ผลิตไวน์รายย่อยนั้นอาจจะไม่ได้บรรจุไวน์ลงขวดเอง หรือแม้กระทั่งไม่มีโรงบ่มไวน์เป็นของตนเอง ผู้ผลิตไวน์เหล่านี้จะนำองุ่นที่เก็บเกี่ยวไปสู่โรงหมักบ่มรวมของสมาคมผู้ประกอบการไวน์ การหมักบ่มไวน์และบรรจุไวน์ลงขวดจะทำโดยสมาคม เมื่อบรรจุไวน์ลงขวดแล้วจึงนำมาจำหน่ายภายใต้ชื่อของตนเอง

ส่วนอีกทางหนึ่งนั้น เมื่อหมักบ่มไวน์จากโรงบ่มไวน์ของตนเองจนได้ที่แล้ว ก็จะนำไปขายให้กับผู้รับซื้อไวน์  หรือพ่อค้าคนกลางที่จะรับซื้อไวน์เหล่านี้ในราคาถูก ซึ่งส่วนใหญ่จะรับซื้อในปริมาณมาก เพื่อนำไปบรรจุขวดขายในราคาถูก ไวน์เหล่านี้จะพบได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป 

ฝาจุกขวดไวน์นั้นสำคัญไฉน

กระบวนการบรรจุไวน์ลงขวดแน่นอนว่าต้องมีขวด แต่การจะปิดขวดให้คุณภาพของไวน์คงเดิมแบบที่ออกมาจากโรงบ่มไวน์นั้นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ผลิตไวน์ จึงมีส่วนทั้งในการเลือกฝาปิดจุกขวดไวน์และการจัดเก็บไวน์ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างไวน์และจุกไม้ก๊อก ที่ทำให้ไวน์มีกลิ่นหรือรสชาติของจุกไม้ก๊อก จนไม่สามารถดื่มได้ ซึ่งถ้าเราซื้อไวน์จากร้านจำหน่ายไวน์โดยตรง หรือจากผู้ผลิตไวน์โดยตรง หากเกิดกรณีเช่นนี้เราสามารถนำไวน์ไปคืน หรือไปเปลี่ยนได้

การดื่มไวน์ในร้านอาหาร หรือในร้านจำหน่ายไวน์ หากชิมแล้วไวน์มีรสชาติแปลก ๆ หรือกลิ่นแปลก ๆ ก็สามารถคืนได้เช่นกัน ร้านดี ๆ จะรับคืนเพราะเขาสามารถนำไปคืนแหล่งผลิตได้ หากว่าปัญหานั้นไม่ได้เกิดจากการจัดเก็บที่ผิดวิธีของผู้ที่ซื้อมา 

ฝาจุกขวดไวน์แบบต่าง

  • จุกไม้ก๊อกธรรมชาติ เป็นแบบคลาสสิค ถือเป็นศิลปะที่อยู่คู่กับขวดไวน์มานาน เมื่อดึงจุกก๊อกจนสุดจนขวดเปิดออกจะมีเสียงดัง “ป๊อป” ข้อดีของจุกก๊อกคือจะทำให้เก็บไวน์นั้นไว้ได้นาน รสชาติไม่เปลี่ยนเร็ว แต่ข้อเสียก็มีเพราะจุกก๊อกธรรมชาตินั้นมักจะมีสารหลายชนิดในตัวเอง ที่ทำปฏิกิริยากับไวน์แล้วทำให้รสและกลิ่น ของไวน์เปลี่ยนไป
  • จุกก๊อกไม้อัด ที่ทำมาจากส่วนผสมหลายอย่าง แม้จะไม่ใช่ไม้ธรรมชาติ แต่ก็ดูคล้ายและเวลาเปิดก็มีเสียงดัง “ป๊อป” แบบเดียวกับไม้จริง ที่สำคัญคือไม่ทำปฏิกิริยากับไวน์ ดังนั้นไวน์จึงคงกลิ่นและรสชาติเดิม
  • จุกพลาสติก ในปัจจุบันเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก แต่หากเก็บไวน์ไว้นานพลาสติกจะเสื่อมสภาพลง จุกไวน์ไม่แน่น ทำให้ไวน์เสื่อมคุณเร็ว
  • ฝาเกลียว ฝาปิดแบบเกลียวเป็นฝาจุกที่สามารถเก็บรักษาไวน์ได้นาน ไม่ยุ่งยากในการเปิด เมื่อเปิดแล้วดื่มไวน์ไม่หมดขวดก็ปิดไว้แบบเดิมได้ แต่หากผู้ผลิตไวน์ใช้ฝาจุกเกลียวคุณภาพไม่ดีก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน เพราะฝาเกลียวราคาถูกจะมีพลาสติกอยู่ด้านใน เมื่อหมุนเปิดขวดไวน์เศษพลาสติกจะหล่นลงไปในไวน์ ซึ่งอาจทำให้รสชาติไวน์เปลี่ยนได้ ข้อเสียของฝาเกลียวอีกอย่างคือ ทำให้ไวน์นั้นดูราคาถูก ไวน์ที่ต้องการรักษาภาพลักษณ์จะไม่ใช้จุกแบบนี้
  • จุกแก้ว เป็นจุกไวน์ที่ดูสวยมีเสน่ห์ที่สุดในบรรดาจุกไวน์ทั้งหมด ในจุกแก้วจะมีวงแหวนพลาสติกเล็ก ๆ กันไวน์ซึม จุกแก้วมีข้อดีคล้ายจุกเกลียวแต่ราคาแพงกว่า ดังนั้นผู้ผลิตไวน์ส่วนใหญ่จึงเลือกจุกเกลียวสำหรับไวน์ที่ดื่มทั่ว ๆ ไป แต่จะใช้จุกแก้วสำหรับไวน์ที่ราคาแพงกว่า
  • จุกแบบมุงกุฎ จุกแบบนี้มีข้อดี แบบเดียวกับจุกแก้ว และจุกเกลียว ในปัจจุบันมีการใช้จุกมงกุฎ เพื่อความทันสมัย

ฝาจุกไวน์ จึงถือว่าเป็นชิ้นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่ผู้ผลิตไวน์ต้องเลือกใช้ให้ดีและเหมาะกับไวน์ของตน เพราะเป็นสิ่งเดียวที่กั้นปากขวดไวน์กับสภาพแวดล้อมภายนอก และเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้กับสินค้าอีกด้วย

 

ชื่อเสียงและที่มาของพันธุ์องุ่นที่ใช้ผลิตไวน์

บนโลกเราจะมีองุ่นอยู่มากมายหลากสายพันธุ์ ว่ากันว่ามีองุ่นอยู่ถึงหมื่นกว่าสายพันธุ์ แต่มีองุ่นที่ใช้ผลิตไวน์อยู่เพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น นั่นทำให้องุ่นที่ใช้ผลิตไวน์บางสายพันธุ์ถูกเลือกให้เป็นสายพันธุ์ที่คุณค่ามีราคา เป็นที่รู้จักในโลกของไวน์ แต่องุ่นบางสายพันธ์ที่ใช้ผลิตไวน์ก็ประสบความสำเร็จและมีความหมายในบางพื้นที่เท่านั้น ในตลาดไวน์ที่เปิดกว้างขึ้นผู้ผลิตไวน์ต่างก็พยายามที่จะนำเสนอไวน์และองุ่นที่ใช้ผลิตไวน์จากท้องถิ่นของตนให้เป็นที่รู้จักของโลกภายนอก 

ธรรมเนียมการใช้องุ่นผลิตไวน์จากโลกเก่า สู่โลกใหม่

                ในยุโรปหรือโลกของไวน์ในยุคเก่า เยอรมัน ออสเตรีย ทิโรลตอนใต้ (อิตาลี) และอาลซัส (ฝรั่งเศส) ธรรมเนียมโบราณที่จะบอกถึงคุณภาพของไวน์นั้นจะระบุชนิดของพันธุ์องุ่นไว้บนฉลากไวน์ ซึ่งเป็นการโฆษณาอย่างภาคภูมิของไวน์ยี่ห้อนั้น ๆ ส่วนในฝรั่งเศสหลายพื้นที่ ที่ผลิตไวน์แบบคลาสสิคจะไม่ระบุสายพันธุ์ขององุ่นไว้บนฉลาก แต่จะมีกฎบังคับเป็นลายลักษณ์อักษรว่าหากใช้ชื่อสายพันธุ์นั้นเพื่อบ่งบอกถึงคุณภาพ ก็ต้องปลูกองุ่นชนิดนั้นเพียงสายพันธุ์เดียว ไม่เช่นนั้นจะมีความผิด ในแคว้นบอร์โด, ฝรั่งเศสตอนใต้, สเปน, อิตาลี และโปรตุเกส จะใช้ธรรมเนียมแบบเก่า โดยให้ความสำคัญกับการผสมไวน์จากองุ่นต่างพันธุ์ ซึ่งในปัจจุบันหลายพื้นที่ก็ยังยึดตามธรรมเนียมนี้อยู่

ไวน์ในโลกยุคใหม่ หรือในรอบสิบปีที่ผ่านมามีการปลูกองุ่นและผลิตไวน์ในพื้นที่ใหม่ ๆ เช่น อเมริกา, อเมริกาใต้, ออสเตรียเลีย, นิวซีแลนด์ โดยปลูกองุ่นสายพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี เช่น ชาดอร์เน (Chardonnay), โซวีญง (Sauvignon), กาแบร์เนโซวีญง (Cabernet Sauvignon), แมร์โล (Merlot), ชีรัซ(Shiraz), ปิโนนัวร์ ( Pinot Noir) เป็นต้น แต่ไวน์เหล่านี้ก็จะมีรสชาติแตกต่างออกไปจากเดิม ตามสภาพพื้นที่ที่ปลูก 

องุ่นสายพันธุ์ไหน ให้รสชาติไวน์อย่างไร

บนฉลากไวน์บางขวดจะบอกสายพันธุ์องุ่น ซึ่งจะมีรสชาติเฉพาะของตนเองยกตัวอย่าง เช่น

  • กาแบร์เน โซวีญง (Cabernet Sauvignon) ซึ่งรู้จักไปทั่วโลก เป็นองุ่นพันธุ์สีแดง แหล่งผลิตไวน์ชนิดนี้มาจากหลายท้องที่ เช่น ฝรั่งเศส แคลิฟอร์เนีย ออสเตรียเลีย ชิลี อาเจนติน่า ฯลฯ ซึ่งรสชาติของไวน์จะเข้มข้นและเต็มไปด้วยส่วนผสมที่หลากหลายอาทิ รสของผลไม้ ปาปริก้า วานิลลา ยาสูบ ช็อคโกแลต และกาแฟ
  • ชาร์ดอเน (Chardonnay) องุ่นขาว ไวน์ขาวที่รู้จักไปทั่วโลกเช่นกัน ที่เห็นบ่อยก็มาจาก แคลิฟอร์เนีย และออสเตรียเลีย เป็นไวน์ที่มีรสชาติละมุนและกลมกลืน มีทั้งรสของผลไม้ น้ำผึ้ง ดอกไม้ ผิวไม้ ขนมปัง เนย และคาราเมล
  • แมร์โล (Merlot) องุ่นแดง ไวน์แดงที่รู้จักไปทั่วโลกไม่แพ้ไวน์สองชนิดข้างต้น รสชาติที่นุ่มดั่งกำมะหยี่แกมผลไม้หลากหลาย อาทิ เชอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สาระแหน่ และวานิลลา ว่ากันว่าไวน์แมร์โลดี ๆ นั้นมีอยู่ดาษดื่น แต่แมร์โลที่แพงที่สุดนั้นมีราคาถึงขวดละสองหมื่นกว่ายูโรขึ้นไป

นั่นเป็นเพียงตัวอย่างขององุ่นและรสชาติของไวน์ ยังมีองุ่นอีกหลายสายพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักและมีรสชาติเฉพาะแตกต่างออกไป แต่ก็ยังมีองุ่นพันธุ์ที่ผู้คนแทบจะไม่รู้จักเช่น Airen ซึ่งนำมากลั่นทำบรั่นดี หรือ Glera ซึ่งเป็นองุ่นพันธุ์ที่นำมาผลิต Prosecco (sparkling wine) ของอิตาลี

 

ไวน์แดง ไวน์ขาว ไวน์สีชมพู ต่างที่สีหรือต่างที่ใด

          ความต่างชนิดของไวน์ เช่นไวน์สีชมพู (Rose) ไวน์ขาว, ไวน์แดง นั้นต่างกันอย่างไร ไวน์ชมพู คือ ไวน์ที่เอาไวน์ขาวมาผสมเข้ากับไว์แดงใช่หรือไม่ ส่วนไวน์แดงน่าจะมาจากองุ่นสีแดง และไวน์ขาวน่าจะมาจากองุ่นสีขาว ซึ่งความจริงแล้วขั้นตอนการหมักบ่มไวน์ตั้งแต่เริ่มต้น คือตัวกำหนดว่าจะให้ไวน์นั้นเป็น ไวน์ขาว ไวน์แดง หรือไวน์สีชมพู ซึ่งทำได้โดยใช้องุ่นสีเดียวกัน

ไวน์สีชมพู (Rose`)

          ไวน์สีชมพูนั้นสีสวยน่าจิบ ชื่อก็ไพเราะเหมาะกับคุณผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าเป็นไวน์สำหรับคุณผู้หญิงเท่านั้น ไวน์สีชมพูแท้ ๆ ทำมาจากองุ่นสีแดง หากลองสังเกตตอนกินองุ่นแดง ม่วง หรือออกไปทางดำ จะเห็นว่าองุ่นสีแดงโดยทั่วไปเนื้อในขององุ่นไม่ได้มีสีแดงเหมือนเปลือกนอก แต่เนื้อองุ่นจะออกไปทางสีเหลืองอ่อน ในขั้นตอนการผลิตไวน์จะเริ่มจากการบดองุ่นเพื่อให้น้ำองุ่นออกมา เป็นวิธีการบดโดยเครื่องบดที่อัดลมเย็นเข้าไปบดทับองุ่นแดงเบา ๆ ให้องุ่นแตกและมีสีแดงของเปลือกองุ่นออกมา จากนั้นจะนำสีของเปลือกองุ่นที่ได้ไปผสมลงในน้ำองุ่นและทำการหมักบ่มต่อไปจนได้ไวน์สีชมพู สีของไวน์ชนิดนี้จะมีความเข้มอ่อนแตกต่างกันไปตามกรรมวิธีการหมักบ่ม

การผลิตไวน์สีชมพูในสหภาพยุโรปยังคงใช้องุ่นแดงและวิธีการแบบเดิม แต่ไวน์สีชมพูในส่วนอื่น ๆ เริ่มมีการนำไวน์ขาวมาผสมกับไวน์แดงทำให้ได้ไวน์ออกมาเป็นสีชมพู ซึ่งในตลาดไวน์มีการผลิตไวน์สีชมพูชนิดนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ไวน์ขาว (White wine)

แน่นอนว่าไวน์ขาวส่วนใหญ่ทำมาจากองุ่นสีขาว แต่องุ่นแดงก็ทำไวน์ขาวได้เช่นกัน ตามขั้นตอนการผลิตไวน์หลังจากที่บดองุ่นแดงเพื่อนำสีแดงจากเปลือกองุ่นไปทำไวน์สีชมพู องุ่นแดงที่เหลืออาจจะไม่มีสีแดงของเปลือกองุ่นเหลืออยู่อีกเลย องุ่นที่ถูกบดเอาสีออกแล้วเหล่านี้จะนำมาหมักบ่มทำไวน์ขาวต่อไป ในฝรั่งเศสจะเรียกไวน์นี้ว่า “Blanc de Noirs”  หมายถึง สีขาวจากสีดำ

ในการผลิตแชมเปญ (Champagne) ก็เช่นกัน มีการใช้องุ่นแดงที่เหลือจากการผลิตไวน์สีชมพูมาผลิตแชมเปญสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์

การทำไวน์ขาวนั้น จากองุ่นสดจะนำไปบดโดยวิธีการอัดลมเย็น การบดนั้นก็ขึ้นอยู่พันธุ์องุ่นว่าจะบดแรง บดเบาแค่ไหน จะให้มีรสชาติของเมล็ดองุ่นออกมาด้วยหรือไม่ หลังจากได้น้ำองุ่นก็จะนำไปหมักบ่มตามขั้นตอนการผลิตไวน์

การหมักบ่มไวน์ขาวนั้นใช้อุณหภูมิโดยประมาณอยู่ที่ 15 ถึง 18 องศาเซลเซียส โดยระยะเวลาก็จะแตกต่างกันไปตามชนิดขององุ่น และตามที่ผู้ชำนาญในโรงบ่มไวน์จะเห็นสมควร

ไวน์แดง (Red wine)

ไวน์แดง ทำจากองุ่นแดงต่างกันที่วิธีการ องุ่นสำหรับไวน์แดงจะเริ่มต้นด้วยการคัดแยกก้านใบในถัง จากนั้นจะนำเข้าไปในถังหมักบ่มโดยไม่บดองุ่นก่อน การบดเบียดกันเองขององุ่นจะมีน้ำองุ่นออกมา น้ำองุ่นกับผลองุ่นจะเริ่มทำปฏิกิริยากัน จากนั้นจึงจะนำไปบดเอาน้ำองุ่นออกด้วยแรงอัดลมเย็น แล้วเข้าสู่ขั้นตอนการหมักบ่มต่อไป

การหมักบ่มไวน์แดงจะใช้อุณหภูมิสูงกว่าไวน์แดง โดยประมาณ 22 ถึง 25 องศาเซลเซียส สีของไวน์แดง ระยะเวลาในการหมักบ่ม และรสชาติ ผู้ชำนาญการเรื่องไวน์ประจำโรงบ่มจะเป็นผู้ตรวจวัดคุณภาพและตัดสิน

กากองุ่นที่เหลือจากการบดเอาน้ำองุ่นแล้ว ทั้งจากไวน์ขาวและไวน์แดงเป็นเสมือนปุ๋ยอันล้ำค่าที่สามารถนำไปกลั่นเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่คล้ายเหล้าขาว ในเยอรมันจะเรียกว่า ชนัปส์ (Schnaps) หรือTresterbrand ในผรั่งเศสเรียกว่า Marc และ ในอิตาลีคือGrappa ที่เรารู้จักกันนั่นเอง

 

ถังไม้หมักไวน์ ศิลปะในโรงบ่มไวน์

                คนทั่วไปมักจะคิดว่าไวน์ดี ๆ นั้นต้องผ่านการหมักในถังไม้หมักไวน์ก่อนการบรรจุลงขวด แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ถังหมักไวน์ไม้ไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับไวน์ขาว ที่นิยมดื่มแบบไวน์อายุน้อย หรือไวน์สด ในโรงบ่มไวน์ของไวน์ชนิดนี้ ไม่มีถังไม้สำหรับหมักไวน์ แต่แทนที่ด้วยถังสแตนเลส เพราะไวน์ประเภทนี้ไม่ต้องการให้มีอากาศเข้าไปเจือปนในขั้นตอนการหมักไวน์ ถังสแตนเลสจะสามารถรักษารสชาติความสดไว้ได้ดีกว่าถังไม้
 

ถังไม้หมักไวน์

ถังหมักไวน์ไม้ถือเป็นเอกลักษณ์ในการผลิตไวน์ ยามได้ไปเยือนโรงบ่มไวน์แล้วเห็นถังไม้วางซ้อนเรียงกัน ดูขลังประหนึ่งอยู่ในห้องแห่งความลับ ยิ่งถ้าได้ชิมไวน์สด ๆ จากถังด้วยแล้ว จะรู้สึกเหมือนได้จิบน้ำอมฤตที่มีใครสักคนเสกเอาไว้ ถังไม้หมักไวน์มีหลายขนาด มีตั้งแต่จุได้ 1,000 ไปจนถึง 5,000 ลิตรเลยทีเดียว ถังไม้เก่าที่ใช้หมักไวน์ ตัวเนื้อไม้จะเปรียบเสมือนผิวหนังที่อากาศสามารถผ่านเข้าไปได้ เมื่อไวน์เข้าไปในเนื้อไม้ แต่ไม้ไม่ได้ทิ้งรสชาติของไม้ไว้ในไวน์ จึงเรียกกันว่า “ถังไม้หายใจเอาไวน์เข้าไป” 

                ในไวน์บางประเภทต้องการกลิ่นอโรมาและรสชาติของไม้เพื่อไปเพิ่มความพิเศษให้กับไวน์ ก็จะหมักไวน์ในถังไม้โอ๊กเล็ก ๆ ความจุไม่เกิน 225 ลิตรที่เรียกว่าบารีก (Barriques) ในขั้นตอนการทำถังไม้โอ๊กเพื่อหมักไวน์นั้น จะมีการเผาไม้ด้านในถังเพื่อให้มีกลิ่นอโรมาของไม้ออกมา ไม้ยิ่งสดกลิ่นจะยิ่งเข้มข้น ส่วนใหญ่จะนำถังไม้ที่ทำเสร็จแล้วไปแช่ไวน์ก่อนนำมาหมักไวน์เพื่อไม่ให้กลิ่นของไม้นั้นเข้มข้นเกินไป

ไวน์ในถังไม้ กลิ่นและรสชาติจากถังไม้

ถังไม้โอ๊กหมักไวน์หากผลิตจากช่างทำถังไม้ดี ๆ จะมีราคาสูงลิ่วและมีอายุใช้งานสั้นไม่สมกับราคา โดยส่วนใหญ่จึงมักจะใช้หมักเฉพาะไวน์คุณภาพดี ๆ หรือไวน์แดงราคาแพง ๆ ซึ่งผู้ผลิตจะให้คำมั่นสัญญาถึงกลิ่นและรสชาติอันเข้มข้นที่ต่างจากไวน์ทั่วไป ไวน์ขาวบางชนิดก็จะได้รับการหมักในถังไม้เช่นกัน ไวน์ขาวที่มีกลิ่นอโรมาของวานิลลานิด ๆ นั้นจะถือว่าเป็นไวน์ที่ดีและได้รับความนิยม

เรื่องของถังไม้โอ๊กยังมีความแตกต่างในเรื่องของกลิ่นและรสชาติ รวมถึงการจัดเก็บไม้และแหล่งที่มาของไม้ อาทิ ไม้โอ๊กจากฝรั่งเศสและอเมริกา จะให้กลิ่นและรสชาติของไม้ในไวน์แตกต่างกันไปตามระยะเวลาของการหมักไวน์ ดังนั้นการเลือกไม้โอ๊กมาทำถังไวน์จึงแทบจะไม่แตกต่างจากการเลือกไวน์ เพราะต้องคำนึงถึงพื้นที่ปลูกไม้ และดินที่ใช้ในการปลูกไม้ด้วย อาจจะพบไวน์ราคาถูกที่มีกลิ่นและรสชาติที่ใกล้เคียงกับไวน์ราคาแพงที่หมักในถังไม้โอ๊ก ในกรณีนี้ผู้ผลิตอาจจะใส่กลิ่นจากเปลือกไม้และรสชาติของไม้โอ๊กไปในขั้นตอนการผลิต ในจังหวะและเวลาที่เหมาะสมจนได้กลิ่นและรสชาติแบบเดียวกัน อีกแบบหนึ่งที่จะทำให้ได้ไวน์ที่กลิ่นและรสชาติแบบไวน์ที่หมักในถังไม้โอ๊ก คือการเอาแผ่นไม้ไปรมควันให้กลิ่นอโรมาของไม้ออกมา และนำแผ่นไม้นั้นใส่ไปในขั้นตอนการหมักไวน์ ซึ่งทำให้ได้ไวน์คล้ายกันแต่ราคาถูกกว่าหลายเท่า

เราจะเห็นได้ว่าศิลปะในการหมักไวน์นั้นมีหลายแบบ หลายขั้นตอน การจะได้ไวน์ดี ๆ สักขวดวิธีการอาจยุ่งยาก ผู้ผลิตจึงจำหน่ายในราคาแสนแพง แต่เมื่อใดที่พบไวน์รสชาติดีใกล้เคียงกับไวน์ดี ๆ แต่ราคาถูกก็จะทำให้เราทราบถึงที่มาที่ไป จะเลือกดื่มอย่างไหนก็แล้วแต่งบประมาณในกระเป๋าของท่าน

 

ไร่องุ่นภูเขาไฟ พิพิธภัณฑ์โรงบ่มไวน์โบราณ แห่ง Lanzarote

เกาะลันซาโรเท (Lanzarote) เกาะหัวโล้นที่แทบไม่มีต้นไม้สีเขียวให้เห็น ที่นี่กลับมีไร่องุ่นภูเขาไฟ และมีพิพิธภัณฑ์โรงบ่มไวน์โบราณที่บอกเล่าความเป็นมายาวนาน ไม่น่าเชื่อว่าไร่องุ่นจะปลูกขึ้นได้ในดิน หิน ภูเขาไฟ และในสภาพอากาศที่แทบจะไม่เคยเจอฝน แถมโรงบ่มไวน์ที่นี่ก็น่านั่งชิมไวน์จนไม่อยากลุกไปไหน

Lanzarote เกาะภูเขาไฟ

ลานซาโรเท เป็นเกาะหนึ่งในหมู่เกาะแกรนด์คานารี (Canary Islands) ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของประเทศสเปน สภาพโดยทั่วไปเป็นพื้นที่ราบซึ่งมีหลุม บ่อ แอ่ง สลับภูเขาหัวโล้นที่ไม่สูงนัก เนื่องจากเกาะแห่งนี้เคยเกิดภูเขาไฟระเบิดอย่างรุนแรง ระหว่างปี ค.ศ. 1730 ถึงปี ค.ศ. 1736 และเกิดอีกครั้งในปี ค.ศ. 1824 ซึ่งธารลาวาร้อน ๆ จากภูเขาไฟได้ไหลลงไปทำลายล้างพืชพันธุ์ สัตว์ป่า หมู่บ้านเป็นบริเวณกว้าง เหลือเพียงพื้นที่ส่วนน้อยที่ไม่โดนลาวาทำลาย แต่ก็ได้รับผลกระทบจากการระเบิดของภูเขาไฟ ทำให้พื้นที่กลายเป็นที่ราบ เป็นหลุม เป็นแอ่งและมีเศษเหมือนถูกระเบิดอยู่ทั่วบริเวณของเกาะ ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะได้อพยพออกจากเกาะไปอยู่ที่อื่น ๆ เพราะแทบจะทำมาหากินอะไรบนเกาะนี้ไม่ได้ แถมยังเคยเกิดสภาวะแล้งขาดแคลนน้ำจืดอย่างหนักอีกด้วย

บนพื้นที่ แปดแสนสี่หมื่นกว่าตารางกิโลเมตรบนเกาะ ในปัจจุบันมีผู้คนอาศัยอยู่ราว ๆ หนึ่งแสนสี่หมื่นกว่าคน หลังจากที่สร้างสนามบิน การเดินทางสะดวกสบายขึ้นจึงมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปเที่ยวลันซาโรเทอยู่ไม่ขาดสาย

สภาพเกาะสีแดง ๆ น้ำตาล ๆ ดูแห้งแล้ง ภูเขาหัวโล้น แผ่นดินสูง ๆ ต่ำ ๆ ชายหาด หน้าผา ปล่องภูเขาไฟ ไร่องุ่น เป็นเสน่ห์ที่ดูสวยแปลกตาออกไป พืชที่เห็นทั่วไปบนเกาะนี้คือตะบองเพชร และบนเกาะนี้มีสวนตะบองเพชรขนาดใหญ่ให้เขาชม ซึ่งมีตะบองเพชรแปลก ๆ ที่แทบจะไม่เคยเห็นในที่อื่น ๆ

ไร่องุ่นหินภูเขาไฟและโรงบ่มไวน์โบราณ

                ใครจะไปเชื่อว่าเกาะที่ดูแห้งแล้งแห่งนี้จะมีเนื้อที่สำหรับปลูกองุ่นและมีโรงบ่มไวน์ บริเวณที่เป็นแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติ La Geria ซึ่งกินพื้นที่กว้างสุดตา จะเห็นภาพแปลก ๆ คือการวางเรียงหินก้อนเล็ก ๆ ซ้อนกันเป็นวงกลมบ้าง ครึ่งวงกลมบ้าง สี่เหลี่ยมบ้าง มีทั้งที่วางซ้อนกันขึ้นเฉย ๆ หรือมีลักษณะเหมือนกันปากหลุมเอาไว้ ในหลุมที่ลึกพอประมาณจะเห็นต้นองุ่นอยู่ในหลุมนั้น  ซึ่งขนาดความกว้าง ความลึกของหลุม และความสูงของหิน จะขึ้นอยู่กับขนาดของต้นองุ่น การนำหินมาวางเรียงซ้อนกันเช่นนี้เป็นการช่วยกันลมให้ต้นองุ่น

แม้จะไม่มีฝนตก แต่องุ่นก็รอดเพราะหินลาวาก้อนเล็ก ๆ ที่ปลูกต้นองุ่นนั้น กลางวันจะดูดซับความร้อน แต่กลางคืนจะดูดเก็บความชื้นจากอากาศ การกักเก็บความชื้นของก้อนหินเล็ก ๆ เหล่านี้เป็นแหล่งน้ำให้องุ่นเจริญเติบโต จนผลิตไวน์รสชาติดีออกมา

บนเกาะแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโรงบ่มไวน์ 1 ใน 10 ที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศสเปน และยังมีพิพิธภัณฑ์โรงบ่มไวน์โบราณให้ชมด้วย ซึ่งมีเครื่องไม้เครื่องมือเกี่ยวกับการผลิตไวน์ ตั้งแต่ขั้นตอนแรก ๆ จนถึงขั้นตอนสุดท้าย รวมถึงวิวัฒนาการการผลิตเครื่องมือต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 19, ศตวรรษที่ 20 จนถึงยุคปัจจุบัน

หากเดินเที่ยวชมไร่ไวน์ภูเขาไฟ และแวะชมพิธิภัณฑ์จนเหนื่อยแล้ว จะแวะซื้อไวน์กลับบ้าน หรือจะนั่งจิบไวน์ชมสวนตะบองเพชรต่อก็ได้ แต่ขอแนะนำว่าหากท่านขับรถยนต์ก็มิควรเผลอจิบหรือชิมไวน์จนเพลิน เพราะที่นี่ก็ไม่ต่างจากที่อื่น ๆ คือ “เมาห้ามขับ”

 

ไร่องุ่นอินทรีย์และโรงบ่มไวน์ แห่งสามเหลี่ยมทองคำ เยอรมนี

เขตชายแดนระหว่างสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี มีไร่องุ่นอินทรีย์ปลูกเรียงรายให้เห็นอยู่ทั่วบริเวณ รวมทั้งมีโรงบ่มไวน์ขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป ไร่องุ่นอินทรีย์เหล่านี้ ปลูกในบริเวณที่เรียกว่า Dreiländereck หรือประมาณสามเหลี่ยมทองคำของประเทศไทยนั่นเอง ไร่องุ่นอินทรีย์ และโรงบ่มไวน์อยู่ใกล้กับแม่น้ำไรน์ (Rhein) ซึ่งไหลผ่านหลายประเทศ

 Dreiländereck สามเหลี่ยมทองคำของสามประเทศ

ดรายแลนเดอร์เอ็ค (Dreiländereck) หมายถึงมุมสามเหลี่ยมของสามประเทศ และในบริเวณรอยต่อสามเหลี่ยมทองคำแห่งนี้ นับเป็นเขตอุตสาหกรรมที่คึกคักของทั้งสามประเทศ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส แถบเมืองเมลุส (Mulhouse) ในเยอรมนี แถบเมืองเลอรัคช์  (Lörrach) และในสวิตเซอร์แลนด์ แถบเมืองบาเซิล (Basel) ต่างเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไปมาได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นทางรถยนต์ หรือเดินเท้าข้ามสะพานที่ทอดผ่านลำน้ำไรน์ที่เชื่อมระหว่างประเทศ

คนฝรั่งเศส และคนสวิสมักจะเดินทางข้ามมาซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ตของเยอรมัน เพราะราคาถูกกว่าในประเทศของตน ส่วนคนเยอรมันจะข้ามไปเดินตลาด และซื้อของในฝรั่งเศส เพราะเชื่อว่าได้ของสดคุณภาพดี คนฝรั่งเศสและคนเยอรมันจะขับรถข้ามพรมแดนไปเติมน้ำมันทางฝั่งสวิตฯ เพราะราคาน้ำมันในสวิตฯ ถูกว่าในประเทศของตน ในแถบนี้จึงเห็นรถยนต์ของทั้งสามประเทศวิ่งอยู่บนถนนของกันและกันอย่างหนาตา ถือเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันอย่างสมดุลเลยทีเดียว

ที่มาของไวน์อินทรีย์และราชินีไวน์

ประเทศเยอรมันเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปลำดับต้น ๆ ที่ประชาชนนิยมบริโภคอาหารอินทรีย์ซึ่งปลอดสารพิษ หรือที่เรียกตามภาษาเยอรมันสั้น ๆ ว่า บีโอ (Bio)  ในซุปเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ จะมีมุมขายอาหาร พืช ผัก ไข่ ฯลฯ ปลอดสารพิษ ในเมืองแทบทุกเมืองจะมีร้าน Bio ตั้งอยู่ หรือตามหมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบทที่คนส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรมคนในชุมชน หรือชุมชนใกล้เคียงก็สามารถไปเลือกซื้ออาหารอินทรีย์ได้โดยตรงจากเกษตรกร ไล่ไปตั้งแต่ นมวัวสด ๆ ไข่ ไก่ กระต่าย ผัก ผลไม้  ขนมปังฯลฯ

จึงไม่แปลกอะไรนักที่จะพบเห็นไร่องุ่นอินทรีย์ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วไปเกือบทุกส่วนที่ปลูกองุ่นของประเทศ รวมทั้งโรงบ่มไวน์อินทรีย์เล็ก ๆ แบบอุตสาหกรรมในครอบครัวก็มีให้แวะชมแวะชิม อยู่ทั่วไป

ในแถบนี้มีการจัดตั้งสมาคมผู้ปลูกองุ่น และสมาคมผู้ผลิตไวน์ขนาดย่อม ซึ่งเป็นตัวแทนคัดกรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ จัดหาตลาด ประชาสัมพันธ์สินค้า และจัดงานเทศกาลไวน์ประจำปี โดยการออกร้านและทุก ๆ สองปี จะมีการประกวดเพื่อเฟ้นหาราชินีไวน์ ผู้ที่ได้ตำแหน่งนี้จะเป็นเสมือนทูตที่เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อแนะนำไวน์ในท้องถิ่นของตนให้เป็นที่รู้จัก

แม้ว่าไวน์จากบริเวณสามเหลี่ยมทองคำแห่งนี้ จะไม่ได้มีชื่อเสียงในวงกว้างเท่าใดนัก แต่ไวน์อินทรีย์ที่นี่ราคาถูกใจ รสชาติถูกลิ้น เป็นไวน์อินทรีย์ที่แทบทุกบ้านมีติดบ้านไว้ดื่มล้างคอในมื้ออาหารแทนไวน์มีชื่อราคาแพง หรือไว้เปิดรับแขกผู้มาเยือนให้ได้ชิมไวน์ประจำถิ่น โดยมีคำบอกเล่าถึงที่มาที่ไปของไวน์จากเจ้าบ้านเป็นของแถม

 

เที่ยวไร่องุ่นและโรงบ่มไวน์ริมทะเลสาบ Thun ที่เมือง Spiez ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้มีแค่ภูมิประเทศที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังมีไร่องุ่นและโรงบ่มไวน์ให้ชมและให้ชิมด้วย บนเส้นทางยอดฮิตเช่น เมืองอินเทอร์ลาเคน (Interlaken) บริเวณริมทะเลสาบทูน (Thunersee) มีไร่องุ่นและโรงบ่มไวน์เล็ก ๆ ตั้งอยู่ ในวันที่ไม่อยากขึ้นชมยอดเขา แต่อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปชมวิวทิวทัศน์สัมผัสธรรมชาติริมทะเลสาบ เดินชมไร่องุ่น จิบไวน์ท้องถิ่นจากโรงบ่มไวน์ ก็อาจช่วยเติมเต็มความสุนทรีในใจให้การท่องเที่ยวครั้งนี้ครบเครื่องยิ่งขึ้น

เมือง Spiez

เมืองซเปียส หรือสปีซ ตามที่คนไทยเราออกเสียงนั้น ถ้าออกเสียงตามภาษาเยอรมันคำว่า Spiez จะออกเสียงว่า ชเปียซ หากท่านจะสอบถามเส้นทางของเมืองนี้กับคนท้องถิ่นจึงควรออกเสียงตามภาษาถิ่น มิเช่นนั้นคนที่ท่านถามเขาอาจจะบอกว่าไม่รู้จักเมืองนี้ก็เป็นได้ จากอินเทอร์ลาเคนเดินทางไปชเปียซโดยรถไฟ จะใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น หรือจะเลือกเดินทางโดยเรือจากอินเทอร์ลาเคนก็ได้ มีเรือท่องเที่ยวชมทะเลสาบทูน เส้นทางอินเทอร์ลาเคน-ทูน มาแวะลงชเปียซ ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้มีเส้นทางเดินเที่ยวริมทะเลสาบทูนและเส้นทางเดินชมไร่องุ่นในมุมสูงที่มองเห็นตัวเมือง ท่าเรือ และปราสาทชเปียสที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบได้อย่างชัดเจน ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีนั้น มุมนี้จะเป็นมุมที่โรแมนติกที่สุดเลยทีเดียว

ไร่องุ่น โรงบ่มไวน์ใน Spiez และในสวิตเซอร์แลนด์

พื้นที่ปลูกองุ่นในเมืองชเปียซอยู่บริเวณริมทะเลสาบทูน ไร่องุ่นเรียงรายเป็นแถวลดหลั่นจากมุมสูงสู่มุมต่ำ ซึ่งเป็นมุมที่มีแสงแดดส่องถึงมากที่สุดของเมือง องุ่นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากที่สุดในแถบนี้คือพันธุ์ รีสลิ่ง (Riesling), ซีลวาเน (Sylvaner), บลูเบอร์กันดี( Blueburgundy) ส่วนไวน์ที่ผลิตในแถบนี้ก็มีทั้งไวน์ขาว ไวน์แดง และไวน์สีชมพู หรือไวน์กุหลาบ (Rose`)

โรงบ่มไวน์เล็ก ๆ ที่กระจายอยู่หลาย ๆ แห่งในเมืองชเปียซสามารถแวะเข้าไปชมและชิมไวน์ได้ รวมทั้งมีไวน์จำหน่ายให้ท่านเลือกซื้อกลับบ้าน หรือจะนำกลับไปจิบแกล้มฟองดู (Fondue) อาหารสวิส ที่นิยมดื่มไวน์ขาวควบคู่ไปด้วย ส่วนไวน์แดงก็อาจจะนำไปรับประทานแกล้มชีสหลากหลายชนิดที่ขึ้นชื่อของที่นี่ อาทิ ชีสแอลป์ (Alpkäse),  ชีสเอมเมนทาล (Emmental), ชีสกรูเยร์ (Gruye`re),  ชีสอัพเพนเซลเลอร์ (Appenzeller) ฯลฯ

ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นมีแหล่งปลูกองุ่นและผลิตไวน์อยู่หลายแห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ แหล่งปลูกองุ่น และผลิตไวน์ที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในแถบวัลลิส (Wallis), วัดท์แลนด์ (Waadtland), เจนีวา (Genf), เทสสิน (Tessin) แต่ไวน์ส่วนใหญ่จะผลิตและจำหน่ายภายในประเทศเท่านั้น มีไวน์สวิสเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ที่ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

ชเปียสเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ที่ปลูกองุ่นและผลิตไวน์ เมื่อเทียบกับส่วนอื่น ๆ ที่ผลิตไวน์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไวน์จากชเปียสนั้นถือว่าราคาค่อนข้างสูง หากเทียบราคากับไวน์ที่นำเข้ามาจากต่างแดน แต่การได้มาเที่ยวประเทศที่สวยงาม ได้จิบไวน์ท้องถิ่นที่หายาก อาจจะช่วยเพิ่มความทรงจำแบบพิเศษ ๆ ให้กับการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้ของท่าน